อัจฉริยะตัวน้อยกับคุณพ่อสุดโฉด - ตอนที่ 498 นี่มันเรื่องอะไรกัน?
ตอนที่ 498 นี่มันเรื่องอะไรกัน?
หยางหยางกับหน่วนหน่วนจะทำยังไง!
ให้ตายสิ!
เมื่ออยู่ต่อหน้าฉีหย่วนหยาง ความมั่นใจของจิ่งเป่ยเฉินจู่ ๆ ตอนนี้ก็หายไป ทำไมตอนอยู่คนเดียวถึงได้ไม่มั่นใจขนาดนี้กัน?
ทันใดนั้นที่เบื้องหน้าของเธอก็พลันปรากฏแสงสว่าง เธอได้ยินเสียงฝีเท้าที่ค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้ เสียงนี้…..
เธอรีบลุกขึ้นออกจากเตียงทันที ประตูเหล็กถูกเปิดออก ไม่ช้าแสงไฟในห้องก็สว่างขึ้น จิ่งเป่ยเฉินเดินเข้ามาหาเธอด้วยสีหน้าที่เย็นชา
นี่มันเรื่องอะไรกัน?
ไม่ใช่ว่าบอกให้เธออยู่ที่นี่สักคืนหนึ่งเหรอ?
“ทำไมนาย……” เธอไม่ทันได้พูดจบก็ถูกเขาอุ้มขึ้น มือทั้งสองข้างกอดคอของเขาไว้ “ทำไมนายมาอยู่ที่นี่ได้?”
“มารับเธอกลับบ้านไง” เขาจะปล่อยให้เธออยู่ที่นี่สักคืนได้ยังไง แค่ไม่กี่ชั่วโมงเขาก็รู้สึกว่ามันมากเกินไปแล้ว
“แต่พวกเราตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอ?” หรือที่เธอพูดไป เขาไม่ได้ยินเลยสักคำ
จิ่งเป่ยเฉินอุ้มเธอเดินออกไปข้างนอก สายตาจับจ้องมองไปที่ด้านหน้า น้ำเสียงที่เย็นชาดังขึ้น “ฉันไม่เห็นด้วยหรอกนะ”
อันโหรวแทบจะหมดคำพูดเมื่อมองไปที่เขา เห็นได้ชัดว่าช่วงบ่ายก็ตอบตกลงอย่างดี แต่ทำไมตอนนี้คนคนนี้กลับไม่ยอมรับเสียแล้ว สิ่งที่เธอพูดในห้องทำงานดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยอะไรเลยสินะ
“จบคดีแล้ว เธอก็อยู่ที่นี่สัมผัสมันมามากพอแล้ว เพราะงั้นกลับบ้านได้แล้ว” เธอไม่อยู่แบบนี้ จิตใจของเขากระวนกระวายมาก
“ปิดคดี? ไม่ใช่ว่าพรุ่งนี้จะเป็นช่วงปิดคดีหรอกเหรอ?” บทสนทนาของพวกเขาสองคนตอนนี้ได้ไปอยู่ในน้ำมือของตำรวจคนอื่น ๆ แล้ว
คำพูดพวกนี้……มันท้าทายพวกเขามากเกินไปแล้ว พวกเขาพูดตอนไหนกันว่าจะจบคดีในช่วงเวลาแบบนี้ ช่วงเวลาไหนก็ได้งั้นเหรอ?
จิ่งเป่ยเฉินไม่ได้พูดอะไรตอบกลับ อุ้มเธอออกไปโดยไม่ชำเหลืองสายตามองเลยสักนิด
ในค่ำคืนฤดูร้อนความร้อนยังคงแผ่กระจายอยู่ เธอเห็นฉีเซิ่งเทียนกำลังยืนรอพวกเขาอยู่ข้างนอกและเปิดประตูรถรอพวกเขาเข้าไป
เมื่อเข้าไปนั่งในรถแล้ว ชุดนักโทษเธอก็ได้ถอดมันออก
“พี่สะใภ้ สวยมาก ตอนเย็นกลับบ้านแบบนี้ยังตั้งใจถอดเสื้อแบบนี้อีก!” ฉีเซิ่งเทียนที่นั่งอยู่ด้านหน้ารถและกำลังขับรถอยู่เหลือบสายตามองไปที่กระจกหลังและยิ้มพลางเอ่ยคำล้อเล่นออกมา
จิ่งเป่ยเฉินที่นิ่งเงียบดุจขุนเขาชำเหลืองสายตามองไปที่เธอเล็กน้อย ก่อนจะถอดเสื้อคลุมของเขาออกและคลุมไปบนตัวเธอ
“พูดมาสิ! นี่มันเรื่องอะไรกัน?” เธอที่เพิ่งออกมาแบบนี้ยังไม่เข้าใจเหตุการณ์ดีเท่าไรนัก ไม่รู้เลยว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่
“ความจริงเลยนะ! ไม่มีใครแน่ใจว่าเป็นเธอ ที่กองถ่ายมีคนอยู่เยอะมาก แถมห้องรับรองก็ยังไม่มีกล้องวงจรปิด ไม่รู้เลยว่าก่อนหน้าเธอดื่มน้ำ เธอบังเอิญเจอใครมาก่อนหรือเปล่า แถมยังมีคนมาขวางเหอเฉ่าตั้งเยอะแยะด้วย!” หลายคนต่างก็พูดว่าไม่รู้อะไรทั้งนั้น นั่นทำให้เขาเองก็ร้อนใจเหมือนกัน
“เพราะงั้น…….ฆ่าตัวตาย?” สิ่งที่เธอบอกกับจิ่งเป่ยเฉินเมื่อช่วงบ่าย ถ้าหากความจริงเป็นเย่มู่เหยียนปลอมแปลงเป็นฆ่าตัวตาย เธอก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าคุก
หลังจากเด็กเกิดมาก็เช่นกัน สู้มีแม่อยู่ข้างกายไว้น่าจะดีกว่า
แต่นี่มันออกจะไม่ยุติธรรมต่อคนตายสักเท่าไร………
“เธอมีเหตุผลฆ่าตัวตายอยู่ ชีวิตก็แบบนี้แหละ เมื่อเธอตายแล้วก็ยังมีอีกหลายร้อยเรื่องต้องตามเช็ด!” ฉีเซิ่งเทียนหมุนพวงมาลัยและขับรถต่อไป ก่อนจะเอ่ยคำพูดอย่างช้า ๆ ว่า “แต่ว่าพี่สะใภ้ ผมเป็นใคร! ทำไมไม่เจอตัวฆาตกร ผมควรรู้สึกผิดที่มาปรากฏตัวต่อหน้าพี่ไหม?”
“ฉันอยู่ข้างนายนะ” เธอตอบกลับอย่างใจเย็น
พูดมาตั้งนานยังไม่เข้าประเด็นสำคัญ ฉีเซิ่งเทียนนี่ดูเหมือนจะใช้ไม่ได้เลยนะ!
“พี่สะใภ้ คำพูดล้อเล่นพี่ไม่ตลกเลย! ทุกอย่างเป็นฝีมือของผู้ช่วยเย่มู่เหยียน แต่ว่า…ผู้จัดการของเธอจางเมิ่งบอกว่าผู้บงการจริง ๆ แล้วเป็นตัวเอง ปฏิเสธทุกถ้อยคำว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเย่มู่เหยียน อีกทั้งยังบอกว่าเธอไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น ทำท่าทางไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น”
จากการสืบสวนของเขาแล้ว เย่มู่เหยียนเองก็ดูเหมือนไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น มีคนลงมือทำ แล้วเธอจะทำอะไรได้?
ผู้หญิงคนนั้นมีความคิดที่ไม่ค่อยลึกซึ้งมากเท่าไรตามที่เขาคิด เด็กคงไม่สามารถรออยู่จนเกิดออกมาได้แน่
อีกอย่างหนึ่ง…..หรือว่าเด็กคนนั้นจะไม่ใช่ลูกของจิ่งเป่ยเฉิน เพราะงั้นเลยรีบลงมือก่อนที่เด็กจะเกิดมากัน ยุแยงให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาสองคนต้องพังลง?
“จางเมิ่งเป็นฝ่ายยอมรับผิดก่อน เพราะงั้นโทษประหารชีวิตไม่น่าจะเป็นไปได้ ไม่มีเส้นตายแล้ว! กลายเป็นเรื่องนี้จบลงแล้วซะงั้น!” ฉีเซิ่งเทียนเอ่ยคำพูดขึ้น ก่อนจะเหยียบคันเร่งใต้เท้าเพื่อเพิ่มความเร็วให้มากขึ้นไปอีก
อันโหรวพิงตัวมาที่ตัวของจิ่งเป่ยเฉิน ก่อนจะพูดว่า “นายรู้สึกว่ามันจบแล้วหรือยัง?”
วันนี้ช่วงบ่ายพวกเขาลองปรึกษาหารือดูกัน เขาเคยคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือเปล่า?
“โหรวโหรว เธอไม่เป็นไรแค่นี้ก็ถือว่าจบแล้ว” เรื่องอื่นสำหรับตัวเขาไม่ได้สำคัญเท่าไรนัก
เธอรู้สึกซาบซึ้งกับคำพูดที่เขาพูดออกมา แต่ปากก็พูดอีกคำพูดหนึ่งแทน “ความหมายของนายก็คือฉันเป็นกังวลไปเรื่อยอย่างนั้นเหรอ?”
“เปล่า” มีเหรอที่ตัวเขาจะกล้าพูดแบบนั้นออกไป
ก่อนที่เธอจะพูดต่อ ฉีเซิ่งเทียนที่อยู่ด้านหน้าก็เอ่ยคำพูดออกมาก่อน “พี่สะใภ้ เรื่องอื่น ๆ สำหรับพี่เฉินนั้น พี่เฉินจัดการได้อยู่แล้ว พี่ไม่ต้องกังวลไป ถึงแม้ตอนนี้จะสายไปแล้ว เอาไว้กลับบ้านนอนหลับสักตื่นก็ดีขึ้นนะ!”
“อืม” เธอยิ้มเล็กน้อย วันนี้เธอเหนื่อยมากจริง ๆ
เมื่อกลับมาถึงบ้าน หยางหยางกับหน่วนหน่วนก็ได้เข้านอนแล้ว พวกเขาสองจึงเดินขึ้นไปที่ชั้นบนและเข้าไปในห้องนอน
เธอถอดเสื้อคลุมออก ส่วนชายที่อยู่ข้าง ๆ ก็เข้ามาโอบที่เอวของเธอ นัยน์ตาสีดำจ้องมองไปที่เธออย่างเงียบ ๆ
“นี่นายไม่ง่วงเลยเหรอ?” ตอนนี้เธอรู้สึกง่วงนอนมากจริง ๆ
“ฉันแค่อยากเห็นสิ่งที่ยั่วยวนแบบที่ตำนานเขาเล่าขาน” โหรวโหรวของเขานั้นงดงามมาก ขนาดสวมเสื้อผ้าแบบนี้ก็ยังสวย ไม่ว่าเสื้อผ้าอะไรก็นับว่างดงามมากจริง ๆ
“ยั่วยวนอะไร? หมายถึงชุดนี้เหรอ? ชุดนักโทษเชียวนะ! รีบปล่อยเลย ฉันจะไปอาบน้ำและจะนอนแล้ว” เพราะนี่ก็ใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว ปกติป่านนี้เธอนอนหลับไปนานแล้ว
“อืม…..” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นข้างหูของเธอ “ที่รักอาบน้ำ ผมไปด้วยละกัน”
“ได้! ไปเลยสิ!” เธอเกือบจะกัดฟันพูดคำเหล่านี้ออกมา
แต่แล้วเธอก็ถูกเขาอุ้มพาไปห้องอาบน้ำ การอาบน้ำครั้งนี้ดูเหมือนจะไม่จำเป็นต้องใช้มือตัวเองเลยด้วยซ้ำ อีกทั้งยังไม่ต้องทำอะไรเองเลย แค่นี้ก็จินตนาการนึกภาพออกแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น
……
ฉีเซิ่งเทียนเมื่อส่งพวกเขากลับไปที่บ้าน เขาก็มุ่งหน้าไปหาเซี๋ยวเซี๋ยวของตัวเอง เมื่อคืนเขายุ่งมากจนไม่ได้ไปหาเธอ แต่คืนนี้ หึหึหึหึ!!
ป่านนี้เธอน่าจะหลับไปแล้ว!
เขาขับรถเข้ามาจอดที่หน้าอพาร์ตเมนต์ และก็เห็นไฟในห้องนั่งเล่นยังคงเปิดอยู่ ดูท่าเซี๋ยวเซี๋ยวคงจะรู้ว่าเขามาเลยเปิดไฟรอเขา
ช่างน่ารักจริง ๆ เลยนะ!
เขาจอดรถและเดินถือกุญแจไปไขประตู ก่อนจะเปิดเข้าไปด้วยรอยยิ้ม “เซี๋ยวเซี๋ยว คิดถึงพี่ชายหรือเปล่า…..”
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าบรรยากาศค่อนข้างแปลก ๆ เมื่อมองไปดี ๆ ก็เห็นภายในห้องรับแขกมีคนอยู่มากมาย อีกทั้งยังมีหนึ่งคนที่ค่อนข้างพิเศษกว่าใคร นั่นก็คือเซี๊ยมู่!
“นาย….ออกไปซะ!” ฉีเซิ่งเทียนเปิดประตูเข้ามาพลางจ้องเขาด้วยสายตาที่ดุร้ายทันที
หลินจือเซี๋ยวมองไปที่เขา ก่อนจะรีบลุกขึ้นไปหาเขาตรงหน้า “ดึกขนาดนี้แล้ว นายมาทำไม?”
“ฉันมาทำไม? เธอเป็นผู้หญิงคนเดียว มีผู้ชายเข้ามาแบบนี้ ฉันคิดไม่ถึงเลยนะว่าตัวเองจะถูกสวมหมวกสีเขียว[1]เสียได้” โชคดีที่เขามาทัน ผู้ชายนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่ชั่วร้ายจริง ๆ
ฉีเซิ่งเทียนกอดหลินจือเซี๋ยวไว้ในอ้อมแขนพลางมองไปที่เซว์มู่ ในใจแอบสาบานกับตัวเองว่านี่จะเป็นการประกาศให้รู้ไปเลยว่าเขาคือผู้เป็นนาย ส่วนเซว์มู่อะไรนี่ไม่ใช่เลยสักนิด!
“นายเป็นบ้าไปแล้วเหรอ? เขาช่วยพ่อแม่ฉันเอาของกินมาให้เฉย ๆ นายคิดอะไรอยู่เนี่ย!” หลินจือเซี๋ยวแตะไปที่ตัวเขา ใครที่ไหนจะมามองพวกเขาเป็นคู่รักอย่างว่ากัน
“เอาของกินมาให้เธอในเวลาแบบนี้เนี่ยนะ? จุดประสงค์ไม่บริสุทธิ์เลยสักนิด!” ฉีเซิ่งเทียนกอดไปที่เอวของเธอแน่นขึ้น
ใบหน้าเล็ก ๆ ของหลินจือเซี๋ยวบ่งบอกถึงความเจ็บปวดเล็กน้อย ก่อนจะเผยรอยยิ้มและมองไปที่เซว์มู่ ผู้ชายที่เจอในบาร์ตอนนั้นที่แท้ก็เป็นผู้ชายที่เธอเคยนัดบอดด้วยมาก่อน
ถ้าหากวันนั้นเขาปรากฏตัวขึ้นมา ตอนนี้มันอาจจะไม่ได้เป็นแบบนี้ก็ได้
“งั้นฉันขอตัวก่อนนะ คุณลุงคุณป้าบอกว่าถ้าเธอมีเวลา พวกเรากลับไปด้วยกันก็ได้นะ” เซว์มู่เดินผ่านพวกเขาไป ก่อนจะพูดและเผยรอยยิ้มออกมา
[1] หมวกสีเขียว หมายถึงการนอกใจ ภาษาบ้านเรา สวมเขา