อัจฉริยะหญิงเทพสมุนไพร - ตอนที่ 279 จุดประสงค์และแรงจูงใจ
มู่เถาเยาใช้เวลาอยู่ที่ตำหนักพระจันทร์หนึ่งวัน
ถึงแม้ตำหนักพระจันทร์จะกินอาณาเขตถึงเกือบหนึ่งล้านตารางเมตร แต่รถที่
เย่ว์จือเหิงคิดค้นวิ่งด้วยความเร็วสูงมาก วันเดียวก็เที่ยวทั่วตำหนักพระจันทร์
ทั้งด้านนอกและด้านใน แต่ก็แค่ดูแบบผ่านๆ
สถานที่ใหญ่โตแบบนี้ถ้าให้เที่ยวชมอย่างละเอียดต้องใช้เวลากี่วัน!
จุดประสงค์หลักของเธอในการมาครั้งนี้คือหาสมุนไพร ถึงขนาดที่ภูเขาเทพ
จันทราก็ไม่ได้รีบอยากไปดู แล้วนับประสาอะไรกับการเยี่ยมชมตำหนัก
พระจันทร์
“ลูกพ่อ มีตรงไหนที่อยากปรับปรุงไหม” ดวงตาที่เปล่งประกายของเย่ว์หลั่ง
เต็มไปด้วยความรักของพ่อ
มู่เถาเยาส่ายหน้า “ตำหนักพระจันทร์สมบูรณ์แบบมากแล้วค่ะ” โดยเฉพาะการ
รักษาความปลอดภัย
พรสวรรค์ของพี่ใหญ่เธอในด้านนี้ไม่มีใครเทียบได้เลยจริงๆ แม้แต่เธอก็ยังต้อง
ยอมแพ้
ลู่จือฉินก็แอบพยักหน้าในใจ
เข้า ‘วัง’ เป็นครั้งแรกในชาตินี้ เมื่อเทียบกับชาติที่แล้ว ตำหนักพระจันทร์แห่ง
นี้สมบูรณ์แบบที่สุดแล้วจริงๆ
ใบหน้าของเย่ว์หลั่งมีรอยยิ้ม “แค่ลูกชอบก็พอ”
ย่าเย่ว์มองหลานสาวคนเล็กด้วยสายตาเอ็นดู “เที่ยวกันมาทั้งวันเสี่ยวเยาเยา
คงเหนื่อยแล้ว กินข้าวเร็วหน่อย คํ่าๆ ขึ้นไปดูทิวทัศน์ตอนกลางคืนบนดาดฟ้า
พอถึงตอนนั้นค่อยนั่งคุยกันนะ”
ยายหลานซีพยักหน้า
วันหน้ายังมีเวลาอีกเยอะให้ทำความรู้จักตำหนักพระจันทร์
ตอนนี้พวกเขาแค่อยากใช้เวลาอยู่กับหลานสาว!
วันนี้เฉิงอันนั่วไม่ได้มา
อวิѺนไป๋ก็พาตี้อู๋เปียนกับพ่อบ้านจงออกไปหลังกินอาหารกลางวันเสร็จ บอกว่า
จะพาไปดูบ้านของตัวเอง
ถึงแม้จะคุ้นเคยกันดี แต่อย่างไรเสียพวกเขาก็คนนอก ต้องให้คนในครอบครัว
ได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาอย่างแท้จริง
พวกเขารู้ดีว่าตระกูลเย่ว์กับตระกูลเป่ยตั้งหน้าตั้งตารอมู่เถาเยากลับบ้านขนาด
ไหน
แม้แต่เย่ว์เลี่ยงที่เป็นอาก็ยังนับวันรอ แล้วนับประสาอะไรกับคนอื่น
เดิมทีลู่จือฉินก็อยากออกไปเดินเล่น แต่มู่เถาเยากับเย่ว์เลี่ยงไม่ให้ไป
ไม่ว่าคนตระกูลเย่ว์กับตระกูลเป่ยจะสงสัยหรือไม่ ต่อให้สืบก็คงสืบไม่ได้ความ
อะไร สองอาหลานจึงไม่กลัว
นานๆ จะได้อยู่กันพร้อมหน้า ไม่ว่าอย่างไรพวกเธอก็ไม่มีทางตัดลู่จือฉินออก
ไป
หลังจากที่เย่ว์จือเหิงเจอลู่จือฉินครั้งแรกเขาก็เคยสืบประวัติจริง แต่ไม่พบจุดที่
น่าสงสัยใดๆ เรื่องเดียวที่เกิดคำถามคือ ไม่ว่าจะสืบอย่างไรก็ไม่พบว่าฝีมือการ
ต่อสู้ของเธอไปฝึกจากที่ไหนมา
สมัยนี้ไม่ใช่เมื่อก่อนที่การสืบข้อมูลให้ครบทุกด้านไม่ใช่เรื่องง่าย
แต่ถึงแม้จะสงสัย ขอแค่ไม่คิดร้ายต่อแก้วตาดวงใจของพวกเขา แบบนั้นก็รับ
ได้หมด
นึกถึงตอนนั้น พวกเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเย่ว์เลี่ยงไปฝึกต่อสู้มาจากไหนถึงเก่ง
ขนาดนี้…
เย่ว์จือกวงมองน้องสาวก่อนแล้วมองลู่จือฉิน “อาจารย์สามครับ เห็นเสี่ยวเยา
เยาบอกว่าแม่ของลูกศิษย์อีกคนของอาจารย์ชื่อเหมียวอวี้”
“น่าจะใช่นะ แม่ของหันซูไม่มีความทรงจำ คนครอบครัวลู่เรียกเธอว่าเหมียว
เหมียว”
พอเห็นคุยเรื่องนี้ มู่เถาเยาจึงเล่าเรื่องครอบครัวศิษย์น้องให้ทุกคนฟังอย่าง
ละเอียด
“…พ่อของศิษย์น้องน่าจะเก็บแม่ของเธอได้จากป่าเซียนโหยว…ตอนนั้น
สภาพของเธอยํ่าแย่มาก…พ่อของศิษย์น้องจึงพาเธอไปโรงพยาบาลแล้วถึง
ไปโรงพัก…หนูเคยสืบแล้วค่ะ มีเรื่องแบบนี้จริงๆ…”
ตอนอยู่หมู่บ้านตงจีѺเธอส่งข้อความขอให้ซังชั่วช่วยสืบเรื่องนี้
คนตระกูลเย่ว์ต่างเงียบไป
ต่อให้เป่ยซีไม่มีบุญคุณต่อเหมียวอวี้ เธอก็ไม่มีแรงจูงใจเหมือนกัน
่
คุณยายพูดสิ่งที่คิด “เหมียวอวี้เป็นเด็กหน้าตาดี ว่านอนสอนง่าย มีมารยาท ทั้ง
ยังรู้จักบุญคุณคน อย่าว่าแต่เสี่ยวซีเลย แม้แต่พวกเราสองคนตายายก็ชอบเธอ
เหมือนกัน”
หลังจากลูกสาวแต่งงานกับเย่ว์หลั่ง เหมียวอวี้ก็ยังคงใช้ชีวิตในบ้านตระกูลเป่ย
จนกระทั่งหลานสาวคนเล็กเกิดถึงได้ไปอยู่ตำหนักพระจันทร์
คุณตา “แต่พอเสี่ยวเยาเยาหายตัวไปแล้วเธอก็หายไปด้วย พวกเราเลยต้อง
สงสัย…ตอนนี้ได้ยินเสี่ยวเยาเยาเล่าแบบนี้ โอกาสที่เหมียวอวี้จะเป็นคนร้ายมี
ไม่มาก แต่คนที่อุ้มเด็กออกไปเป็นเธอแน่นอน…”
ตอนนั้นต่อให้ตำหนักพระจันทร์อารักขาหละหลวมขนาดไหนก็ไม่มีทางปล่อย
ให้ใครอุ้มเด็กออกไปได้ง่ายๆ
ปู่เย่ว์มองหลานสาวคนเล็กด้วยความรู้สึกปวดใจ “ต้องโทษที่เมื่อก่อนพวกเรา
เข้มงวดแค่กับคนนอก ใครจะไปคิดว่าคนใกล้ตัวจะทำเรื่องแบบนี้”
“ลองไล่เรียงคนในเผ่าอย่างละเอียดเป็นร้อยรอบแล้ว ตัดเรื่องสายลับของ
ประเทศอื่นได้เลย…คนที่น่าสงสัยมากที่สุดคือพี่สาวของเหมียวอวี้…” เย่ว์
หลั่งวิเคราะห์ให้ทุกคนฟัง
พอฟังเย่ว์หลั่งจบคนอื่นๆ ก็ไม่พูดอะไร เพราะสองพี่น้องครอบครัวเหมียวดู
เหมือนไม่มีแรงจูงใจเลยจริงๆ
ไม่ว่าใครจะทำอะไรก็ล้วนต้องมีจุดประสงค์และแรงจูงใจ ไม่มีใครที่อยู่ๆ ก็
ทำการใหญ่โดยไม่มีสาเหตุ
ลู่จือฉินกลับจ้องเย่ว์หลั่งพลางครุ่นคิด
มู่เถาเยา “คุณตาคุณยายพอจำเหมียวฉีได้ไหมคะ”
ผู้สูงวัยทั้งสองต่างส่ายหน้า
ปู่เย่ว์ “เสี่ยวเยาเยา พวกเราจับตาดูครอบครัวเหมียวมาตลอด ไม่พบความผิด
ปกติเลย นอกจากเรื่องที่เหมียวฉีไม่กลับมาที่เผ่าอีก”
เย่ว์จือเหิงครุ่นคิดแล้วพูด “ก็ใช่ว่าจะไม่เจออะไร ดูเหมือนว่าเหมียวฉีจะมีฝีมือ
การรักษาพอตัว…ผมจำได้ปู่ปาถิงเคยพูดว่า เสียดายที่เหมียวฉีไปประเทศเห
ยียนหวงแล้ว ไม่อย่างนั้นเขาก็อยากรับเป็นลูกศิษย์…”
มู่เถาเยามองอาจารย์สามของตัวเอง
ในเมื่อเหมียวฉีมีพรสวรรค์ด้านนี้ งั้นตอนนั้นที่อาจารย์สามบอกว่าอาจมีการใช้
ยา…ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
เหมียวฉีอยู่ประเทศเหยียนหวงทำตัวปกติมาก ทำงานตรวจสอบคุณภาพก็
อาศัยประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้จากงาน
เธอไม่มีคนของตัวเองอยู่ในเผ่าจึงสืบเรื่องของเหมียวฉีก่อนไปประเทศเหยียน
หวงไม่ได้ จึงไม่รู้ว่าเหมียวฉีมีความสามารถแบบนี้ด้วย
ตอนนี้พอได้ยินพี่ใหญ่พูดแบบนี้เธอก็เริ่มค้นหาในสมองถึงการใช้ยาที่อาจเป็น
ไปได้
ลู่จือฉินไม่รู้ว่ามู่เถาเยามองเธออยู่ เพราะเธอยังคงเอาแต่จ้องเย่ว์หลั่ง