เกิดใหม่ครานี้เพื่อสามีผู้เดียว - ตอนที่ 19 สาวใช้ข้างกายท่านแม่ทัพ
ลู่เหลียนนั่งรออยู่กับจ้าวหลางนานเกือบหนึ่งถ้วยชา
ทว่ากลับไร้วี่แววของสามี
“ท่านพ่ออาจจะมีธุระด่วนก็ได้ขอรับ” จ้าวหลางเริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้
เห็นนางส่งรอยยิ้มกลับมาแล้วก้มหน้าลงเงียบๆ ไม่ได้พูดอะไรอีก
ลู่เหลียนกลัวว่าจะทำให้จ้าวหลางอึดอัด
นางพยายามยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หันไปบอกให้เฟยเอ๋อเดินเข้าไปหยิบเสื้อคลุมมาให้เขา
“นี่คือ……” ชายหนุ่มรับมาด้วยความสงสัย
“เสื้อคลุมกันหนาวตัวนี้ข้าเย็บตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วง
แต่ว่าเพราะไม่มีความสามารถจึงเย็บได้ค่อนข้างช้า
หิมะตกหลายวันแล้วเพิ่งเย็บเสร็จ เจ้าลองสวมดูว่าพอดีหรือไม่”
นางเย็บตามขนาดเสื้อคลุมตัวเก่าของเขาจึงไม่รู้ว่าพอดีหรือไม่
จ้าวหลางก้มลงมองเสื้อคลุมสีดำในมือรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังแบกอะไรบางอย่างท
เขากำเสื้อในมือแน่นลุกขึ้นถอดเสื้อคลุมตัวเดิมออกแล้วสวมเสื้อคลุมที่นางเย็บให้
รู้สึกอุ่นกายและตื้นตันจนดวงตาร้อนผ่าว
ตั้งแต่เสด็จแม่จากไปพร้อมเสด็จพ่อก็ไม่เคยมีใครเย็บเสื้อให้เขาแบบนี้นานแล้ว
ส่วนมากท่านพ่อจะให้บ่าวรับใช้ไปจ้างช่างตัดเสื้อในเมืองแทน
“ขอบคุณขอรับ เสื้อคลุมอุ่นมาก” จ้าวหลางเอ่ยเสียงแหบพร่า
เขามองสตรีซึ่งมีอายุมากกว่าตัวเองแค่ปีเดียวเท่านั้น
บางครั้งนางมักจะร้องไห้และทำตัวออดอ้อนท่านพ่อเหมือนหญิงสาวทั่วไป
แต่บางครั้งที่นางมองมาทางเขากลับทำให้เขารู้สึกเหมือนนางเป็นคนมีอายุไม่น้อยแล้ว
มีความเป็นผู้ใหญ่เกินวัยตัวเอง
บางครั้งสายตาของนางจะเรียบเฉยคล้ายผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างยาวนาน
มีเพียงเวลาที่นางอยู่กับท่านพ่อเท่านั้น นางจึงจะมีความสดใสร่าเริง
ฉีกยิ้มกว้าง ช่างพูดช่างออดอ้อนน่ารักสมกับหญิงสาววัยนี้
“เจ้าชอบก็ดีแล้ว ไว้ข้าจะเย็บเสื้อฤดูใบไม้ผลิให้”
ลู่เหลียนยิ้มด้วยความพอใจ
จ้าวหลางประสานมือขอบคุณ “ขอรับ”
เขาเหม่อมองดวงตาแฝงรอยยิ้มของนางรู้สึกคุ้นเคยเหมือนจำได้ว่าเสด็จแม่ก็เคยม
ทั้งอ่อนโยนและเป็นห่วงเขา ชายหนุ่มรีบเบือนหน้าหนีเม้มปากลั้นน้ำตา
นอกจากเสด็จแม่ก็มีเพียงนางเพียงคนเดียวที่มองเขาด้วยแววตาแบบนี้
บางทีการเรียกนางว่าท่านแม่อาจจะไม่ได้ทำใจยากขนาดนั้น
จ้าวหลางหันหน้ากลับมากำลังจะเอ่ยปากเรียกมารดา
แต่เสียงนอกเรือนกลับดังขึ้นก่อน “ท่านแม่ทัพเดินระวังนะเจ้าคะ
หิมะกำลังตกทำให้ทางเดินลื่นเจ้าค่ะ”
ชายหนุ่มขมวดคิ้วหันไปมองตามเสียงเห็นท่านพ่อเดินเข้ามาและยังมีสาวใช้คนหน
นางเป็นใคร?
ลู่เหลียนมองคนที่ตามจ้าวกวงมาด้วยก็ก้มหน้าลงหันไปสั่งให้เฟยเอ๋อจัดอาหารขึ้น
หลังจากนั้นนางก็ไม่ได้พูดอะไรอีกเลยตลอดการกินข้าว
มีเพียงเสียงตะเกียบกระทบกับขอบถ้วยเป็นบางครั้ง
“ท่านแม่ทัพต้องการให้บ่าวช่วยปรนนิบัติหรือไม่เจ้าคะ
ท่านแม่ทัพเป็นถึงท่านอ๋อง เหตุใดจึงไม่มีคนมาปรนนิบัติ”
“ไม่ต้อง!!! เจ้ากลับไปได้แล้ว”
จ้าวหลางเงยหน้ามองสาวใช้ซึ่งแต่งหน้าเล็กน้อยสวมชุดกระโปรงน้อยชิ้นทั้งที่อาก
แม้เขาจะอายุน้อยไม่ทันเข้าพิธีสวมกวานแต่ก็เข้าใจความคิดของสาวใช้อย่างรวดเร็ว
คำพูดเมื่อครู่ไม่ใช่ตำหนิฮูหยินของจวนที่ไม่ปรนนิบัติสามีหรือ
เมื่อก่อนนางก็คีบอาหารให้เขาและท่านพ่อเป็นประจำ
มีเพียงวันนี้ที่นางกินข้าวนิ่งเงียบและไม่ขยับตะเกียบเลยแม้แต่ครั้งเดียว
เห็นจ้าวหลางมองมาขมวดคิ้วนิ่วหน้า
คิดถึงชาติก่อนที่นางทำให้ท่านพ่อของเขาตายจนเขากลายเป็นปีศาจที่แสนเย็นชา
ดวงตาคู่นั้นแหลกสลายกลายเป็นเด็กน้อยหลงทางไม่มีบ้านให้กลับ
ในใจลู่เหลียนก็รู้สึกผิด พยายามคลี่ยิ้มคีบอาหารใส่ถ้วยให้เขา
“อากาศหนาว ทานมากๆ จะได้ไม่ปั่วย”
“ขอรับ” จ้าวหลางก้มหน้ากินแล้วสังเกตสถานการณ์บนโต๊ะอาหารอีกครั้ง
หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพูดอะไรอีกจนกินข้าวอิ่ม
ในใจเริ่มรู้สึกไม่พอใจ ความอบอุ่นและเสียงพูดคุยเมื่อก่อนหายไปไหน
“เจ้ากลับเรือนของตัวเองได้แล้ว” จ้าวกวงไล่บุตรชายกลับจวน
เห็นเขาไม่ยอมกลับก็ส่งสายตาตักเตือนจนทำให้เด็กคนนั้นเดินหัวเสียกลับเรือนตัวเอง
แต่พอหันมาอีกทีภรรยาก็เดินกลับเข้าห้องนอนแล้ว
เขารีบตามเข้ามาเห็นนางขึ้นไปนอนบนเตียงนอนโดยไม่รั้งรอเขา
ชายวัยกลางคนถอดเสื้อคลุมตัวนอกและปีนเตียงขึ้นไปนอนพลิกตัวมองแผ่นหลังของภ
“เจ้าเป็นอะไร”
“วันนี้รู้สึกเหนื่อยนิดหน่อย น้องง่วงนอนเจ้าค่ะ”
โกหก!!!
จ้าวกวงไม่ได้เปิดเผยว่านางโกหกตัวเอง
เขานอนมองแผ่นหลังของภรรยาตัวน้อยเงียบๆ เช่นกัน
คิดถึงข้อความในจดหมายฉบับนั้นไม่รู้จะถามภรรยาอย่างไรดี
คิดถึงข่าวก่อนที่นางจะเดินทางมาแต่งงาน
นางเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของการแต่งตั้งเป็นพระชายาเอกของรัชทายาท
เมื่อก่อนลู่เหลียนและรัชทายาทย่อมสนิทสนมเป็นธรรมดา
เขาไม่ใช่คนโง่จนอ่านสถานการณ์ไม่ออก
ความเป็นไปได้ข้อหนึ่งที่บอกว่าข้างกายรัชทายาทมีกุนซือคนหนึ่งคอยช่วยเหลือ
แต่นับจากนางเดินทางออกจากเมืองหลวง
รัชทายาทก็กลายเป็นคนที่ไร้ความสามารถทันที
มีความเป็นไปได้สูงว่าคนคนนั้นที่ช่วยเหลือรัชทายาทจะเป็น ลู่เหลียน
เขาคิดถึงเรื่องที่เลวร้ายที่สุดนั่นก็คือนางอาจจะเข้าหาเขาด้วยแผนการบางอย่าง
คิดถึงวันแต่งงานคืนแรกนางทั้งพยายามเอาใจเขาและบอกว่าตัวเองจะเป็นทำดีต่อเขา
ทั้งที่ก่อนหน้านี้นิสัยของนางทั้งร้ายกาจทั้งด่าเขาในพิธีการ
เหตุใดในห้องหอจึงเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนได้
ตอนนี้เขาไม่มั่นใจว่าตัวเองจะสามารถเชื่อใจภรรยาได้หรือไม่
พอดีกับที่เหล่าเอ้อปั่วยและส่งหลานสาวมารับใช้เขาแทน
เคยได้ยินมาว่าหากเราชอบคนคนหนึ่งย่อมไม่พอใจหากข้างกายของนางมีคนอื่นอยู่ด้ว
แค่เขาคิดว่าครั้งหนึ่งภรรยาของตัวเองเคยเกือบเป็นภรรยาของบุรุษอื่นก็รู้สึกโกรธจนอ
แล้วหากข้างกายของเขามีสตรีอื่นนางจะรู้สึกโกรธเหมือนเขาหรือไม่
มีสองสถานการณ์ที่เขาคิดออก
คือหนึ่งภรรยาที่แสนไร้เดียงสาของเขาต้องร้องไห้โวยวายบอกว่าเขาเป็นของนางแค่คน
แต่ถ้าหากทุกอย่างเป็นแผนการ
นางย่อมทำทุกอย่างไม่สนใจความรู้สึกต่อให้ข้างกายสามีจะมีหญิงสาวคนอื่นก็ตาม
จ้าวกวงได้ยินเสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอก็รู้ว่าภรรยาตัวน้อยผล็อยหลับไปแ
มือหนาดึงภรรยาเข้ามากอดไว้แนบอกแน่นแทบอยากจะฝังร่างนางเข้าไปในเลือดเนื้อต
“เด็กดี หากทุกอย่างเป็นแผนการ ข้าก็ไม่มีทางปล่อยเจ้าไป
ข้าจะขังเจ้าไว้ในห้องนอน มองเห็นเพียงข้าคนเดียว มีแค่เราสองคนเท่านั้น
ข้าจะขังเจ้าไว้จนกว่าเจ้าจะรักข้าเหมือนที่ข้ารักเจ้า”
น้ำเสียงทุ้มต่ำกระซิบขู่ภรรยาที่นอนหลับไปแล้ว
ลู่เหลียนนอนหลับสนิทย่อมไม่ได้ยินคำพูดของสามี
หากนางได้ยินก็คงอยากจะตอบกลับไปเช่นกันว่า ชาติก่อนเขาทำแบบนี้จริงๆ
เขาขังนางไว้ในห้องนอนไม่ยอมให้ออกไปไหน
ไม่ยอมให้นางติดต่อกับรัชทายาทอีก อนุญาตให้นางคุยกับเขาแค่คนเดียวเท่านั้น
ทั้งยังขยันหว่านเมล็ดพันธุ์เอาแต่พูดคำเดิมๆ ว่า
เราสองแต่งงานกันแล้วควรจะมีลูกสักคนสองคนดีหรือไม่
จ้าวกวงกอดภรรยาตัวเองกักขังร่างของนางไว้ในอ้อมกอด
ชาตินี้เขาไม่เคยคิดจะมีครอบครัวอีก
พอลู่เหลียนแต่งเข้ามา เขาก็คิดอยากจะสร้างครอบครัวกับนาง
เขาเติบโตในวังหลัง เห็นการแย่งชิงความรักของสตรีมาตั้งแต่เด็ก
จึงตั้งใจจะมีภรรยาเพียงคนเดียวเท่านั้น
นางไร้เดียงสาและบอบบางขนาดนี้จะสามารถต่อสู้กับสตรีอื่นที่ร้ายกาจได้อย่างไร
เขาคิดว่าตัวเองมีนางคนเดียวและปกปั้องนางแค่คนเดียวก็พอ
อายุเขาไม่น้อยแล้ว เขาไม่ใช่คนมักมาก ไม่ชอบความวุ่นวาย
ไม่ชอบการเข่นฆ่าระหว่างพี่น้องร่วมสายเลือด เขาเพียงอยากมีครอบครัวเล็กๆ
เป็นของตัวเอง
ลู่เหลียนก็คือคนคนนั้น คนที่ต้องอยู่กับเขาไปตลอดชีวิต
แม้นางจะไม่เต็มใจก็ตาม……