เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1047 ความบังเอิญ
ณ โรงพยาบาล
หน้าห้องฉุกเฉิน
ป้ายตัวอักษรคำว่า ‘กำลังผ่าตัด’ เรืองแสงจ้าชวนให้รู้สึกน่ากังวล
คนตระกูลถังต่างนั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างเหม่อลอย
หลังจากจิ่งจื่อได้รับโทรศัพท์แจ้งข่าวก็รีบมาที่นี่ทันที ก่อนจะเจอ
กับฉู่ลั่ว
“ปรมาจารย์ฉู่ คุณมาได้ยังไง”
ฉู่ลั่วไม่ตอบแต่กลับเป็นฝ่ายเอ่ยถาม “เกิดเรื่องกับถังอวิ๋นเหรอ
คะ”
“ใช่ค่ะ หลังจากเธอประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ก็หมดสติไป”
ขณะเล่า ดวงตาจิ่งจื่อเริ่มแดงก่า น้าเสียงเจือสะอื้น “คนในตระกูลซื้อ
เครื่องมือเพื่อรักษาการทำงานของร่างกายเธอไว้ ทั้งยังกระตุ้นคลื่น
สมองของเธอด้วย”
“แต่เมื่อวาน…”
เธอสะอื้นหนักกว่าเดิม “เมื่อวานมีแม่บ้านที่เพิ่งเข้ามาทำงานใน
โรงพยาบาล เธอดึงปลั๊กออกตอนที่ทำความสะอาด แถมลืมเสียบ
กลับเข้าไปใหม่”
“กระทั่งกลางดึก หมอที่มาตรวจจึงพบเข้า”
“พวกเขาบอกว่าลูกพี่ลูกน้องของฉันมีแนวโน้มที่สมองจะตายสูง
มาก”
“ฮือ ๆๆ”
สมองตาย !
หากเซลล์ประสาทในสมองไม่มีการตอบสนองใด ๆ ต่อโลก
ภายนอกแล้ว อาการสมองย่อมตายลง
“ปรมาจารย์คะ คุณมีวิธีช่วยลูกพี่ลูกน้องของฉันไหม” จิ่งจื่อ
สะอื้นไห้ “ไม่ว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่เราก็ยอมได้ทั้งนั้น”
ฉู่ลั่วมองจิ่งจื่อร้องไห้สะอึกสะอื้น ก่อนเอ่ยขึ้น “ฉันขอดูหน่อยนะ
คะ”
ดู ?
ดูอะไร ?
ดูอย่างไร ?
จิ่งจื่อมองฉู่ลั่วเดินตรงไปยังห้องฉุกเฉิน รีบบอก “ปรมาจารย์คะ
ข้างในกำลัง…”
เธอยังพูดไม่จบ ฉู่ลั่วก็เดินทะลุผ่านบานประตูเหล็กเข้าไปด้านใน
แล้ว
จิ่งจื่อ “…”
เสียงร้องไห้ของเธอหยุดชะงักไปทันที
หลังจากนั้นไม่นาน ฉู่ลั่วก็เดินทะลุกลับออกมาอีกครั้ง
จิ่งจื่อไม่สนใจแล้วว่าสิ่งนี้จะทำให้คนซึ่งเห็นเหตุการณ์นี้ตกใจ
มากแค่ไหน เธอวิ่งไปถามฉู่ลั่วทันที “ปรมาจารย์เป็นยังไงบ้างคะ”
“วิญญาณของลูกพี่ลูกน้องคุณออกจากร่างนานเกินไป หากยัง
ชักช้าอยู่อีก ต่อให้วิญญาณกลับเข้าร่างแล้ว ย่อมมีส่งผลเสียต่อ
ร่างกายและความคิดในระดับหนึ่งแน่นอน”
จิ่งจื่อตกใจมาก “อย่างนั้นตอนนี้ลูกพี่ลูกน้องของฉัน…”
“เมื่อครู่ฉันทำการประทับวิชาให้เธอแล้ว ครั้งนี้เธอรอดปลอดภัย
ดีไม่มีอะไร จากนี้ฉันจะตามวิญญาณของเธอกลับมา”
“ค่ะ ขอบคุณนะคะปรมาจารย์ ขอบคุณมาก ฉัน…”
“เสี่ยวจื่อ เสี่ยวจื่อ…”
เสียงเอ่ยเรียกร้อนรนนั้นทำจิ่งจื่อสะดุ้งตกใจ ก่อนเธอจะเห็นพ่อ
แม่ตัวเอง “พ่อคะ แม่คะ !”
เธอหันมองซ้ายขวา พบว่าตัวเองนั่งอยู่บนเก้าอี้ยาวหน้าประตู
ห้องฉุกเฉิน
“เมื่อกี้ลูกหลับไปแถมยังร้องไห้ ละเมอฝันอะไรด้วย ลูกคงเป็น
ห่วงลูกพี่ลูกน้องมากใช่ไหม”
“คะ ?!”
ฝันเหรอ ?
แต่ว่าความฝันนั้น…
ในขณะพูดคุยกันอยู่นั้น ประตูห้องฉุกเฉินพลันเปิดออกพร้อม
กับเงาร่างคุณหมอเดินออกมา “หลังจากผู้ป่วยได้รับการกระตุ้นสมอง
แล้ว เราพบว่ายังมีการตอบสนองอยู่ครับ”
ทุกคนซึ่งอยู่หน้าประตูห้องฉุกเฉินต่างพากันโล่งใจ
มีเพียงแค่จิ่งจื่อที่นั่งอยู่ด้านหลังญาติ ๆ เท่านั้นที่ชะงักค้างไป
แล้วมองไปรอบ ๆ อยู่เป็นระยะ
มันเป็นความฝันเหรอ?
ด้านล่างโรงพยาบาล
รถปอร์เช่สีดำคันหนึ่งหน้าต่างปิดทึบ จอดอยู่ด้านล่างมาครึ่ง
ชั่วโมงแล้ว
ภายในรถคนนั้น ฉู่ลั่วค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
หลินโจวอี้รีบถามทันที “เป็นยังไงบ้างครับ เธอไม่เป็นอะไรใช่
ไหม”
“ตอนนี้ไม่เป็นอะไรแล้ว แต่ถ้าตามหาวิญญาณเธอกลับมาไม่ได้
ก็ช่วยเธอไม่ได้อีก” เธอตอบอย่างเย็นชา ทว่าหลินโจวอี้กลับหน้าซีด
เผือด
ฉู่ลั่วกล่าวต่อ ไม่รอให้หลินโจวอี้เป็นฝ่ายเอ่ยปาก “ถังอวิ๋นอยู่ใน
ห้องผู้ป่วยวีไอพี มีคนคอยดูแลโดยเฉพาะ แม่บ้านที่จ้างมาก็ต้องเป็น
แม่บ้านที่มีประสบการณ์อย่างดี”
“ไม่มีทางที่แม่บ้านจะดึงปลั๊กออกแล้วลืมเสียบกลับในตอนที่คน
ดูแลไม่อยู่ด้วยหรอกค่ะ”
“หรือต่อให้ลืมก็ไม่มีทางปล่อยทิ้งจนนานผ่านไปขนาดนั้นก่อน
ถูกคนมาพบ”
ท่าทางของหญิงสาวสงบนิ่ง แต่สายตากลับจับจ้องหลินโจวอี้
“คุณหลิน…”
สีหน้าหลินโจวอี้พลันหวาดกลัวขึ้นกว่าเดิม “ทุกอย่างถูก
ตรวจสอบแล้ว มันเป็นเหตุบังเอิญทั้งหมด”
“คนดูแลของเธอเป็นโรคหัวใจ เมื่อวานอาการกำเริบจึงถูกพาตัว
ไปรักษาด่วน”
“ส่วนแม่บ้านก็ถูกเปลี่ยนตัวชั่วคราว จึงมาทำความสะอาดห้อง
ผู้ป่วยวีไอพีเป็นครั้งแรก”
“เมื่อวานมีผู้ป่วยสามคนของห้องวีไอพีอาการฉุกเฉิน ทั้งหมอ
และพยาบาลต่างวุ่นวายกับการรักษา”
ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นล้วนเป็นความบังเอิญซึ่งสมเหตุสมผลกัน
ทั้งหมด
แต่เมื่อนำหลาย ๆ เรื่องมารวมกันแล้ว…
ฉู่ลั่วก้มหน้าใช้มือถือส่งข้อความไปหาซู่เซี่ยงหยาง พลางเอ่ย
ถามอีกฝ่าย “แล้วคุณหลินเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องบังเอิญมากมายที่
เกิดขึ้นกับถังอวิ๋นล่ะคะ”