เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1069 นี่แหละตระกูลไฮโซ
ฉู่หร่านมองฉู่เหิงอย่างไม่อยากนึกเชื่อด้วยดวงตาแดงก่า
ฉู่เหิงกลับมานั่งข้างเวินอวิ๋นเสา จับมือเธอไว้ ไม่แม้แต่จะมองฉู่ห
ร่าน ถามเวินอวิ๋นเสาด้วยความเป็นห่วงว่า “เป็นยังไงบ้าง ไม่สบาย
ตรงไหนไหม”
เวินอวิ๋นเสาส่ายหน้า
หลังเขาแสดงการดูแลเวินอวิ๋นเสาแล้ว ก็หันไปหาฉู่ลั่วที่อยู่อีก
ด้านของตัวเอง น้าเสียงไม่ดังเกิน ทว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง
“ลั่วลั่ว แค่เธอมาพี่ใหญ่ก็ดีใจมากแล้ว”
“พี่จะไม่ยอมให้ใครรังแกเธอหรอก”
ฉู่หร่านตอบโต้ไปตามสัญชาตญาณ “พี่ใหญ่พูดแบบนี้ได้ยังไง
คะ รังแกอะไรกัน คุณปู่คุณย่าแค่ถามเธอไปไม่กี่ประโยค แค่นี้ก็
เรียกว่ารังแกลั่วลั่วแล้วเหรอ”
“คุณปู่คุณย่าไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะถามอะไรเลยเหรอคะ”
สองสามีภรรยาฉู่เจิ้งพยักหน้าเห็นด้วย
ฉู่เหิงปรายตามองฉู่หร่านก่อนจะเอ่ยถาม “ใครเป็นคนสำคัญ
ของงานหมั้นวันนี้”
“แน่นอนว่าต้องเป็นพี่ใหญ่กับคุณเวินสิ!”
ฉู่เหิงกล่าวต่อ “หร่านหร่าน เธอไม่รู้เหรอว่าฉันกับอวิ๋นเสากลับ
มาเจอกันได้ยังไง”
ฉู่หร่าน “…”
“เธอไม่รู้เหรอว่าลั่วลั่วช่วยอวิ๋นเสาเอาไว้”
เพียงไม่กี่ประโยคที่เขาถามฉู่หร่านก็ต้องผงะไป
ฉู่เหิงเอ่ย “ลั่วลั่วช่วยให้ฉันได้กลับมาพบกับอวิ๋นเสา ทั้งยัง
ช่วยอวิ๋นเสากับลูกในท้องของเธอไว้”
“ลั่วลั่วเป็นผู้มีพระคุณของฉันกับอวิ๋นเสา”
“หรือแค่เพราะเธอเป็นคนตระกูลฉู่ จึงมองข้ามเรื่องที่เธอทำได้
เหรอ”
ฉู่เหิงเว้นจังหวะ “นอกจากนี้…ทำไมฉันถึงต้องแยกจากอวิ๋นเสา
ไป หร่านหร่านคงน่าจะรู้ดีที่สุด”
“พี่ใหญ่ หนูอธิบายไปแล้วนะคะ…”
“เธอไม่ต้องพูดอะไรอีก” ฉู่เหิงตัดบท “หร่านหร่าน วันนี้ฉันแค่
อยากจะหมั้นอย่างสงบ”
ฉู่หร่าน “…”
หลังฉู่เหิงพูดจบ เขาก็หันไปบอกกับฉู่ลั่วเสียงอ่อนลง
“ที่ฉันให้ลั่วลั่วมาร่วมงานหมั้น ก็เพราะอยากให้เธอเป็นสักขี
พยานในความสุขสันต์ของฉันกับอวิ๋นเสา”
“ไม่ได้ให้เธอมาถูกคนรังแก”
สีหน้าฉู่ลั่วชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ
ผ่านไปพักหนึ่ง ฉู่จิงพาพ่อแม่ของซ่งเชียนหย่าเข้ามา
คนทั้งครอบครัวกินเลี้ยงงานหมั้นกันอย่างราบรื่น ตกลงเรื่องต่าง
ๆ ของการแต่งงานจนเรียบร้อย จากนั้นทั้งสองครอบครัวจึงแยกจาก
กันไปอย่างแช่มชื่น
ทันทีที่ขึ้นรถ สีหน้าคุณพ่อเวินก็อึมครึมลง
คุณแม่เวินถอนหายใจเบา ๆ
ส่วนเวินอวิ๋นเสากอดแขนคุณแม่เวินไว้ “แม่คะ…”
“ลูกนี่นะ! นี่แหละตระกูลไฮโซ…” คุณพ่อเวินพรูลมหายใจอย่าง
เหนื่อยอ่อน “ดูสิ ขนาดจะกินข้าวกันสงบ ๆ สักมื้อยังทำไม่ได้”
“ดีที่ไม่ให้จัดงานหมั้นเอิกเกริก ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าจะเป็น
เรื่องราวใหญ่โตขนาดไหน”
คุณแม่เวินส่ายหน้า “ลั่วลั่วเป็นเด็กดีขนาดนั้น ทั้งสวยทั้งสุภาพ
อ่อนโยน แล้วยังมีมารยาทและความสามารถอีกด้วย…”
“ตระกูลฉู่นี่จริง ๆ เลย ต่อให้ไม่เคยเลี้ยงดูสักครั้ง หรือไม่มีความ
ผูกพันกันเท่าไร ก็ไม่ควรเหยียบย่าลูกสาวตัวเองขนาดนี้!”
พ่อแม่ตระกูลเวินเป็นศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยทั้งคู่ ถ่ายทอด
ความรู้และสั่งสอนคนอื่นมาตลอดชีวิต
จึงไม่ชอบความอ้อมค้อมชิงดีชิงเด่นของบรรดาตระกูลไฮโซ
ที่สุด
เวินอวิ๋นเสาหัวเราะแห้ง
คุณพ่อเวินส่ายหน้าพลางถาม “ลูกแน่ใจเหรอว่าจะแต่งกับเขา”
เวินอวิ๋นเสาพยักหน้า “แต่งค่ะ”
เธอเอ่ยปลอบพ่อแม่ “พ่อคะ แม่คะ ตระกูลฉู่วุ่นวายก็จริง แต่อา
เหิงรับปากหนูว่าหลังแต่งงานก็จะเป็นเหมือนอย่างวันนี้แค่วันพิเศษ
นอกเหนือจากนั้นก็ไม่ต้องกลับไปอยู่ตระกูลฉู่ค่ะ”
“ถ้าไม่เห็นว่าอาเหิงมีความรับผิดชอบ และรักลูกจริง ๆ ลำพัง
บรรยากาศครอบครัวของตระกูลฉู่ พ่อก็ไม่มีทางปล่อยให้ลูกแต่งเข้า
บ้านแบบนี้หรอก”
บรรยากาศฝั่งตระกูลเวินไม่ดีเท่าไร
บรรยากาศทางโรงแรมก็ไม่ดีเหมือนกัน
สองสามีภรรยาฉู่เจิ้งนั่งหน้าบึ้งอยู่บนเก้าอี้ ฉู่หร่านคอยปลอบ
พวกเขาเสียงแผ่วอยู่ข้าง ๆ
คุณนายอาวุโสฉู่ตบมือเธอเบา ๆ “หร่านหร่าน ไม่ต้องมาปลอบ
พวกเราคนแก่หรอก คนที่ผิดไม่ใช่เธอ เธอยังจะต้องปลอบอะไรกัน”
เธอเหลือบมองฉู่ลั่ว
“อายุไม่เท่าไร แต่ลูกไม้มีไม่น้อยเลยนะ! ปั่นหัวเหล่าพี่ชาย
ตระกูลฉู่จน…”
ไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบ ฉู่เหิงลุกยืนเอ่ยขึ้น “อาจิง นายไปส่งลั่ว
ลั่วกลับโรงแรมเถอะ”
ซ่งเชียนหย่าร้อนใจ “ไม่ใช่ว่าจะนอนที่บ้านเหรอ”
ฉู่เหิงส่ายหน้า พลางตอบ “ไม่ได้นอนที่บ้านครับ”
เขาส่งสายตาให้ฉู่จิง
ฉู่จิงลุกยืนตาม “คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย คุณพ่อคุณแม่
ผมขอตัวไปส่งลั่วลั่วก่อนนะครับ” จากนั้นพวกเขาก็หมุนกายเดิน
ออกไปทันที