เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1102 ขอสงสัยอย่างมีมูล
ขณะหงอินทำท่าจะพูดต่อ ซุนหย่าจิ้งพลันเปลี่ยนสีหน้าเป็นเศร้า
สลดพลางเอ่ย “การที่ฉันยอมทนหนาวทนหิวอยู่เป็นเพื่อนนายมัน
เพื่ออะไรกัน ก็เพื่อมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างพวกเราไง แล้วนาย
ล่ะ”
“ไม่รับรู้ถึงความทุ่มเทของฉันเลยสักนิดไม่พอ ยังจะมาสั่งสอน
ฉันอีก…”
“จริงสินะ พอบำเพ็ญจนได้ร่างมนุษย์มาแล้ว ก็ไม่ต้องการคู่หู
อย่างฉันแล้วนี่”
“เฮ้อ!”
“ว่ากันว่าจิตใจมนุษย์ยากแท้หยั่งถึง จิตใจปีศาจก็ยากแท้หยั่งถึง
เหมือนกันนั่นแหละ!”
พอได้ยินซุนหย่าจิ้งพูดแบบนี้ หงอินก็ร้อนใจขึ้นมา “ฉันบอกไป
ตอนไหนว่าไม่ต้องการคู่หูอย่างเธอ ฉันเป็นห่วงเธอต่างหาก…”
“เพราะฉะนั้น นายจะเป็นคู่หูกับฉันต่อไปใช่ไหม”
“แน่นอน!”
ซุนหย่าจิ้งมีสีหน้าเต็มตื้นซาบซึ้ง “ฮือ! หงอิน นายนี่ประเสริฐจริง
ๆ ทำไมในโลกนี้ถึงมีปีศาจแสนดีอย่างนายนะ”
หงอินบ่นงึมงำอย่างขวยเขินสองสามประโยค
ฝูงชนที่เห็นซุนหย่าจิ้งหลอกลวงปีศาจปลาผู้ใสซื่อและแสนดีที่
เพิ่งจำแลงเป็นมนุษย์ได้ต่างเงียบเสียงกันหมด
เฉิงยวนคิดในใจ ‘บาปกรรมแท้ ๆ! แม้แต่ปลายังไม่ยอมปล่อย’
จิ่งเจียเหยียนคิด ‘เสี่ยวหงนี่โง่จริง ๆ ฉันไม่ยอมรับเด็ดขาดว่า
ปีศาจที่โง่เง่าขนาดนี้เป็นปีศาจเหมือนเรา!’
ความคิดของฉู่ลั่ว ‘…ตอนนี้คุยธุระกันได้หรือยัง’
หลังจากซุนหย่าจิ้งได้คำตอบที่ตัวเองต้องการก็ไม่พูดจาวกวน
อีก เธอตอบคำถามฉู่ลั่วต่อ “ตอนนั้นฉันกำลังเล่นมือถือรออยู่ใน
เต็นท์ เล่นไปเล่นมา กลับเห็นเงาคนลอยผ่านไป…”
“ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงได้สะลึมสะลือตามเงานั้นไป”
“ทั้งปีนต้นไม้ฝ่าถ้า ทั้งเดินข้ามหลุมน้า…กว่าจะได้สติอีกครั้ง
ตรงหน้าฉันก็เป็นอีกถ้าหนึ่งแล้ว”
“บนกำแพงถ้าเป็นศิลาจารึกสีแดง”
ทีแรกเธอรู้สึกน่ากลัวมาก แต่พอเห็นว่าหนึ่งในศิลาจารึกคล้าย
กับที่เคยเห็นจากบนโต๊ะฉู่ลั่วมาก่อน
แม้จะหวาดหวั่น แต่เพื่อปรมาจารย์ผู้เป็นไอดอล เธอจึงเลือก
ถ่ายภาพเก็บไว้
หงอินเอ่ยเสียงขึ้นตาม “ศิลานั่นเป็นของที่บรรพชนฉันทิ้งไว้ให้
เห็นว่ามันตามเล่าเรียนวิชาจากผู้เฒ่าจันทรามาไม่น้อย ต่อมา…”
เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เดินทางลัด จึงทิ้งศิลาจารึกเหล่านี้ไว้
ซุนหย่าจิ้งยักไหล่ ก่อนจะพูดต่อ “ใครจะรู้ หลังหงอินมาศิลา
จารึกเหล่านั้นก็หายไปหมด”
“มันทำลายตัวเองต่างหาก!” หงอินอธิบาย “ฉันได้เห็นศิลาจารึก
แล้ว ย่อมเก็บไว้ไม่ได้”
นี่เป็นค่ายกลที่บรรพชนทิ้งไว้ ถึงยังไงก็เป็นเรื่องที่ลักลอบทำกัน
หลังคนรุ่นหลังได้เห็นแล้วก็ต้องทำลายหลักฐานเป็นธรรมดา
จิ่งเจียเหยียนได้ยินแบบนั้นก็โมโหจนกระทืบเท้า
“บรรพชนของพวกนายขี้โกง! ทุกคนต้องบำเพ็ญเหมือนกัน
หมด ทำไมพวกนายถึงมีสิทธิ์ใช้ทางลัด”
เธอปรี่เข้าไปตีหงอินพัลวัน
หงอินก็ฉุนขึ้นมาเหมือนกัน “ฉันใช้ทางลัด เธอเองก็ใช้ทางลัด
ไม่ใช่เหรอ ถ้าไม่ใช่เปี้ยนคง…”
คำพูดที่เหลือเขาไม่ได้พูดออกมา แต่ยังตีกับจิ่งเจียเหยียนอยู่
ทั้งคู่กลับร่างเดิม จากห้องรับแขกก็ตีกันจนไปถึงพื้นหญ้า จาก
พื้นหญ้าจนถึงในบ่อ
รอจนเสียงปึงปังไกลออกไปแล้ว ฉู่ลั่วเดินไปอยู่ตรงหน้าซุนหย่า
จิ้ง จ้องตาอีกฝ่ายอยู่อย่างนั้น
“ปรมาจารย์คะ…”
ฉู่ลั่วยกมือ รวมพลังวิญญาณไว้ที่นิ้วชี้แล้วแตะเปลือกตาซุนหย่า
จิ้ง
เพียงพริบตาเดียว นิ้วเธอก็ตวัดเอาพลังสีดำมวลหนึ่งออกมา
“นี่คือ…”
“พลังหยิน”
หลังฉู่ลั่วเกี่ยวพลังสีดำในตาซุนหย่าจิ้งออกมาแล้วก็เอ่ยว่า “ตา
ของเธอถูกพลังหยินสะกดไว้ ถึงได้เห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น”
เงาคน!
ศิลาจารึก!
สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาอย่างซุนหย่าจิ้งควรเห็นได้
ซุนหย่าจิ้งมองมวลพลังสีดำในมือฉู่ลั่ว นอกจากจะไม่กลัวแล้วยัง
เบิกตากว้าง “เพราะอย่างนั้น ฉันจึงถูกวิญญาณตามติดใช่ไหมคะ
แต่เพราะยันต์ที่ปรมาจารย์ให้มาฉันถึงถูกช่วยไว้”
ฉู่ลั่วตอบ “ไม่ใช่เพราะยันต์ของฉัน…”
ไม่รอให้เธอพูดจบ ซุนหย่าจิ้งก็พุ่งเข้าไปกอด “ขอบคุณนะคะ
ปรมาจารย์! ถ้าไม่ได้คุณ ครั้งนี้ฉันคงไม่มีโอกาสได้กลับมาแล้ว!”
เฉิงยวน “…”
หล่อนขอสงสัยอย่างมีมูล ที่นางทำเป็นเพียงอยากกอดฉู่ลั่ว
เท่านั้น