เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1101 ฮั่วเซียวหมิง คุณไม่ต้องรอ
ฉู่ลั่วมองห้องรับแขกที่วุ่นวายแล้วได้แต่เอียงคอมองฮั่วเซียวหมิง
ทั้งคู่ก้าวเท้าเดินออกไปข้างนอก
เสียงโหวกเหวกดังอยู่ด้านหลัง เบื้องหน้าคือรัตติกาลอันเงียบ
สงบ
แสงจันทร์สีเงินทาบทับพื้นดิน
ฮั่วเซียวหมิงเดินมาอยู่ข้างรถ ขณะกำลังดึงประตูก็ถูกจับแขน
เสื้อไว้
เขาหันกลับไปมองฉู่ลั่วที่กำลังดึงแขนเสื้อ หัวใจพลันเต้นโครม
ครามหลายหน แม้แต่เสียงของเขายังสั่นเครือเล็กน้อย “หืม”
มือของฉู่ลั่วที่จับแขนเสื้อของเขาอยู่ดึงแรงขึ้นเล็กน้อย เปลือก
ตาแหงนขึ้นสบกับตาของฮั่วเซียวหมิง
“ฉันก็ไม่เชื่อ”
“…”
ฉู่ลั่วรู้สึกเหมือนลมหายใจตัวเองหนักหน่วงขึ้นมาขณะพูด “ฉัน
เองก็ไม่เชื่อเรื่องชะตา”
ดวงตาฮั่วเซียวหมิงเบิกกว้างช้า ๆ หันสมองขาวโพลน คนทั้งคน
นิ่งอึ้ง
ไม่รับรู้ถึงสายลม
ไม่รับรู้ถึงกลิ่นหอมจากดอกไม้
มีเพียงโสตประสาทที่เหมือนว่ายังทำงานปกติ
เสียงราบเรียบนั่นดังเข้าหูเขาอย่างเป็นจังหวะ
“เรื่องของฉู่หร่าน ฉันไม่สะดวกบอก”
“ฉันเชื่อมาตลอดว่าคุณจะไม่ถูกขวดผนึกความรู้สึกส่งผล
กระทบ”
“และฉันก็เชื่อว่าบุพเพของคุณอยู่ในมือคุณเท่านั้น”
“ฮั่วเซียวหมิง คุณไม่ต้องรอ ฉันเชื่อคุณ”
………
ตระกูลฮั่ว
หยางไต้กำลังพูดคุยเรื่องธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของเฉาว่าน
กับฮั่วจิ้น
ฮั่วจิ้นส่ายหน้าพลางทอดถอนใจ เขาปอกส้มให้หยางไต้ “ปีที่
ผ่านมา เหล่าเฉาใจร้อนเกินไปจริง ๆ รู้ทั้งรู้ว่าที่ผืนนั้นมีปัญหาก็ยังจะ
ไปแย่งมา”
หยางไต้กินส้มที่เขายื่นมาป้อน หลังกลืนลงไปก็เอ่ยด้วยน้าเสียง
ที่ฟังไม่ชัด “ลั่วลั่วนี่เก่งจริง ๆ มองปราดเดียวก็เห็นปัญหาแล้ว…
บรรดาปรมาจารย์ที่เหล่าเฉาเคยเชิญมาก่อนหน้านี้ยังดูไม่ออก…”
ไม่รอให้เธอพูดจบ ก็ได้ยินเสียงตกตะลึงของพ่อบ้าน “คุณชาย!”
สองสามีภรรยาหันไปมอง เห็นฮั่วเซียวหมิงเดินเข้ามา
เขาคล้องสูทตัวนอกไว้ที่แขน พับแขนเสื้อเชิ้ตขึ้น ผมที่เคยเป็น
ทรงเรียบร้อยในเวลานี้ก็เหมือนจะถูกขยี้จนยุ่งเหยิงขึ้นมา
ฮั่วจิ้นรู้ว่าภรรยาตัวเองทุ่มเทกายใจเพื่อจับคู่ระหว่างลูกชายกับ
ฉู่ลั่วไว้ไม่น้อย
เมื่อลองมองด้านนอก จึงเห็นว่าฟ้าเพิ่งมืดได้ไม่นาน
“ทำไมถึงรีบกลับขนาดนี้ ไหนว่าจะให้นายกับลั่วลั่วอยู่ด้วยกัน
บ่อย ๆ ไม่ใช่เหรอ”
ลูกชายคนนี้นี่ ทำให้ภรรยาเขาสบายใจไม่ได้เลย
ถ้าทำให้ภรรยาเขาสบายใจไม่ได้ ชีวิตนี้เขาก็คงไม่สุขสันต์
เหมือนกัน
ขณะฮั่วจิ้นเตรียมจะสั่งสอนต่อ ก็เห็นหยางไต้ดึงแขนเสื้อเขาไว้
ก่อนหันไปถามฮั่วเซียวหมิงด้วยรอยยิ้มกว้าง “ส่งลั่วลั่วกลับถึงบ้าน
แล้วใช่ไหม”
“ครับ”
“ถ้าอย่างนั้นก็รีบไปพักผ่อนเถอะ ช่วงนี้เรื่องงานนายคงเหนื่อย
มาก”
ฮั่วเซียวหมิงพยักหน้าแล้วเดินขึ้นไปชั้นบน
กลับเป็นฮั่วจิ้นที่ยังมีสีหน้าไม่เข้าใจ “ไหนคุณอยากให้อาจิ่วอยู่
กับลั่วลั่วมาก ๆ ไม่ใช่เหรอ เขากลับมาเร็วขนาดนี้ คุณยังไม่โกรธ
อีก”
หยางไต้มองฮั่วจิ้นอย่างหมดคำพูดพลางตอบ “ฉันแน่ใจแล้วว่า
อาจิ่วมีอีคิวต่าก็เพราะได้คุณมานี่แหละ”
ฮั่วจิ้น “…”
ทำไมถึงได้จากเขาล่ะ
ทำไมถึงกลายเป็นความผิดเขาไปได้
หยางไต้เชิดหน้า พยักเพยิดไปด้านบน “คุณไม่เห็นสีหน้าชื่น
บานของอาจิ่วเมื่อกี้เหรอ ไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าอันแจ่มใสของเขาเหรอ
ไม่รู้สึกหรือไงว่าบรรยากาศรอบตัวเขาดูอ่อนโยนขึ้นมาก”
ฮั่วจิ้นหวนนึกถึงพฤติกรรมเมื่อครู่ของลูกชาย
ไม่รู้สึกถึงความชื่นบาน ไม่ได้ยินถึงความแจ่มใส และสัมผัสไม่ได้
ถึงความอ่อนโยนเลย!
หยางไต้เอ่ย “เรื่องนี้ก็ได้จากคุณนั่นแหละ”
ฮั่วจิ้น “…”
………
คฤหาสน์เมฆใสเฝ้ามองตะวัน
ฉู่ลั่วกลับไปที่ห้องรับแขก
ภายในห้อง หงอินผู้น่าสงสารยังคงไร้ทางสู้เพราะถูกเหล่าพี่สาว
พิลึกล้อมเอาไว้
เมื่อเธอเดินเข้าไป สถานการณ์โหวกเหวกในตอนแรกจึงเงียบลง
ทันที
หงอินกระโดดพรวดไปอยู่ด้านหลังฉู่ลั่ว มองเหล่าผู้หญิงพิลึก…
ปีศาจพิลึก…และผีพิลึกด้วยความระแวง
จากนั้นฉู่ลั่วจึงเอ่ยเข้าประเด็น “เธอช่วยเล่าสถานการณ์ตอนนั้น
มาให้ฟังอย่างละเอียดหน่อย”
เธอถามซุนหย่าจิ้ง
คิ้วคู่งามของซุนหย่าจิ้งขมวดหากัน “ความจริงฉันเองก็ไม่ค่อย
เข้าใจ ตอนนั้นหงอินกำลังรับศิลาจารึกอะไรนั่นที่บรรพชนทิ้งไว้ให้”
“ฉันก็รออยู่ตรงนั้นด้วยความเบื่อหน่าย…”
หงอินแทรกขัดจังหวะ “ฉันบอกแล้วว่าให้เธอกลับโรงแรมไปก่อน
แต่เธอก็ไม่ยอมฟัง”
ซุนหย่าจิ้งพูดไม่ออก “ถ้าฉันกลับโรงแรม แล้วทิ้งปลาอย่างนาย
ไว้ที่นั่น นายเป็นแค่ปลา ทั้งยังต้องบำเพ็ญตบะ ต้องยอมรับพลัง
วิชา…ถ้าฉันไม่อยู่ด้วย ไม่แน่ว่ากว่าจะเจออีกที นายคงกลายเป็นปลา
คาร์ปนึ่งไปแล้ว”
หงอิน “…”