เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1169 คุณจะไม่มากอดฉันเหรอ
“อืม คุณไปหาแหวนเพชรที่ใหญ่กว่านี้หน่อยนะ แล้วสถานที่ก็
ขอดีกว่าเดิม คุณค่อย ๆ เลือกไปก็ได้ ไม่ต้องรีบร้อน” หลินโจวอี้ตอบ
เลขาของเขาไม่ค่อยเข้าใจ “ประธานหลินคะ คุณกับคุณหนูฉู่ก็
เป็นคู่หมั้นกันมานานแล้ว ทำไมถึงต้องขอแต่งงานอีกรอบล่ะคะ?”
เดิมทีขอแต่งงานครั้งเดียวมันก็เพียงพอแล้ว…
แต่ตอนนี้ยังต้องขออีกฝ่ายแต่งงานอีกที
มีใครที่ไหนเขาขอแต่งงานกันไม่หยุดไม่หย่อนแบบนี้กัน!
หลินโจวอี้ผูกเนคไทให้ตัวเองอยู่หน้ากระจก พลางเอ่ยไปด้วย
“ถ้าเธอชอบก็ทำตามที่เธอชอบเถอะ”
“ตารางงานวันนี้ล่ะ…”
เลขาถอนหายใจออกมาแล้วบอก “เช้าวันนี้ทางบริษัทฮั่วเชิญ
คุณไปหารือเรื่องการร่วมงานกันที่บริษัทฮั่วค่ะ และตอนบ่าย…”
กระทั่งเลขารายงานตารางวันนี้เรียบร้อย หลินโจวอี้ก็เตรียมตัว
เสร็จพอดี เขาจึงก้าวออกไป
เมื่อมาถึงบริษัทฮั่ว ก็มีเลขาของบริษัทพาเขาไปที่ห้องประชุม
จากนั้นเลขาฝั่งบริษัทฮั่วได้เอ่ยห้ามเลขาของหลินโจวอี้เอาไว้
“ประธานฮั่วเชิญให้ประธานหลินเข้าไปได้แค่คนเดียวค่ะ”
หลินโจวอี้จึงพยักหน้าให้เลขาของตัวเอง ก่อนผลักประตูเข้าห้อง
ประชุมไป
พอประตูปิดลง ก็มีเสียงที่ขัดกับภาพของหลินโจวอี้ดังออกมา
จากในห้อง
“ประธานหลิน?” เลขาขมวดคิ้วและรู้สึกกังวลจนเกือบจะผลัก
ประตูตามเข้าไป
แต่กลับมีเสียงประตูเปิดออกมาเสียก่อน ตามด้วยหลินโจวอี้ที่
ก้าวเท้าออกมาด้วยสีหน้าขุ่นเคือง
เลขาของเขาจึงมองเข้าไปภายในห้องประชุมอย่างงุนงง และเห็น
ผู้หญิงคนหนึ่ง
ซึ่งในวินาทีต่อมา ถังอวิ๋นก็วิ่งตามเขาออกมา “หลินโจวอี้ คุณ
คิดว่าคุณจะหนีพ้นเหรอ?”
หลินโจวอี้ยิ่งก้าวเท้าเร็วขึ้นอีก
คนเป็นเลขาต้องกึ่งเดินกึ่งวิ่งถึงจะตามเขาทัน
ส่วนหน้าประตูห้องประชุม ถังอวิ๋นก็ยืนโกรธจนแก้มป่องขึ้น
มาแล้ว
เธอหันกลับไปมองฉู่ลั่วแล้วพูด “ปรมาจารย์ ฉันปล่อยให้เป็น
แบบนี้ไม่ได้นะคะ”
ดวงตาของเธอเป็นประกาย
พลางเอ่ยด้วยน้าเสียงแน่วแน่ “ฉันจะต้องพบหลินโจวอี้ให้ได้”
ตกกลางคืน
หลินโจวอี้ย้ายจากโรงแรมไปยังคฤหาสน์ชั่วข้ามคืน เขากำลัง
นั่งหมุนแก้วไวน์แดงในมือด้วยสีหน้าเศร้าหมองและแววตาล้าลึก
จากนั้นก็ดื่มรวดเดียวจนหมด
“ฉันไม่รู้นะว่าคุณชอบความเศร้าซึมแบบนี้”
ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา หลินโจวอี้หันไปมองก็เห็น
ถังอวิ๋นที่ไม่รู้ว่ามาตั้งแต่เมื่อไร และตอนนี้เธอก็กำลังจับราวบันไดอยู่
มือที่กำลังถือแก้วไวน์อยู่จับแน่นมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”
“ไหนว่าความปลอดภัยของคฤหาสน์นี้แข็งแรงที่สุด?”
ทั้งกล้องวงจรปิดและการแจ้งเหตุก็เป็นระบบใหม่ล่าสุด
สองมือของถังอวิ๋นจับราวบันไดไว้แล้วถาม “คุณแน่ใจนะว่าจะคุย
กับฉันแบบนี้?”
หลินโจวอี้เดินเข้าไปดึงถังอวิ๋นขึ้นมา เขาเห็นบันไดที่เธอเหยียบ
อยู่แล้วตาเป็นประกาย “คุณไปเถอะ!”
ถังอวิ๋นไม่สนใจเขา ผลักเขาเข้าไปในห้องทันที
เมื่อเห็นถังอวิ๋นเดินเข้ามาใกล้ตัวเองมากขึ้น หลินโจวอี้ก็ถอย
หลังไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งตัวเขาไปชนกับประตูห้อง เขาคิดจะเปิด
ประตูออกไป
ถังอวิ๋น “หลินโจวอี้ ถ้าคุณไปตอนนี้ ฉันจะไปหาฉู่หร่านพรุ่งนี้
เลย”
แต่เมื่อได้ยินคำว่าฉู่หร่านก็ทำให้หลินโจวอี้ชะงักไปทันที
เขาหันมองถังอวิ๋นซึ่งอยู่ข้างหลังอย่างจนใจ “คุณอยากจะให้ผม
เรียกพนักงานรักษาความปลอดภัย หรืออยากให้ผมแจ้งตำรวจมา?”
แต่ด้านถังอวิ๋นกลับกางแขนออกด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “คุณจะไม่
มากอดฉันเหรอ?”
หลินโจวอี้ “…”
“หลังจากที่ฉันฟื้นขึ้นมา ฉันก็คิดถึงคุณมาก ๆ เลยนะ คุณไม่
อยากเจอฉันเลยเหรอ?”
หลินโจวอี้หลุบตาลง
ถังอวิ๋น “คนกับวิญญาณมันแตกต่างกันมากนะ”
หลินโจวอี้เอ่ยเสียงสั่นเครือ “ถังอวิ๋น คุณไปเถอะ…ถือว่าผม
ขอร้อง”
ภายในห้องได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วเบา
ถังอวิ๋นเดินเข้าไปแล้วกอดหลินโจวอี้ที่กำลังตัวสั่นเทาแล้วเงย
หน้ากล่าวปลอบใจเขาเบา ๆ “ไม่ต้องกลัวนะ ฉันยังมีชีวิตอยู่”
“ฉันแอบเข้ามา ฉู่หร่านไม่มีทางรู้หรอก”
“ต่อให้รู้ก็ไม่เป็นไร ปรมาจารย์บอกว่าฉันยังมีบุญกุศลคุ้มครอง
ร่างกายอยู่”
มือของหลินโจวอี้แนบอยู่ข้างลำตัว ข้างหูเขาได้ยินเสียงปลอบ
ประโลมใจของถังอวิ๋น จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ ยกมือขึ้นโอบกอดเธอไว้
แน่น
“ถังอวิ๋น!”
“ถังอวิ๋น!”