เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1215 ฉันปกป้องคุณได้
ในที่สุดฉู่ลั่วก็มาถึงชั้นทำงานของฮั่วเซียวหมิงแล้ว เธอเพิ่งเดิน
ออกจากลิฟต์มาก็เห็นเลขาสองคนของฮั่วเซียวหมิงเข้ามาต้อนรับ
“คุณฉู่ ตอนนี้ประธานฮั่วกำลังประชุม เชิญคุณไปพักผ่อนใน
ห้องของประธานฮั่วก่อนเถอะครับ”
“รบกวนด้วยค่ะ”
เลขาทั้งสองคนนำฉู่ลั่วเข้าไปในห้องทำงานของฮั่วเซียวหมิง
ทันที
ไม่นานนัก เลขาคนหนึ่งก็ยกชาที่ชงจากใบชาสดเข้ามา “ผมดู
จากไลฟ์สตรีมของคุณฉู่แล้ว เหมือนคุณจะดื่มชาที่ชงจากใบชาสด
สินะครับ”
“ขอบคุณค่ะ”
แม้ใบหน้าของเลขาจะมีรอยยิ้มอาชีพ แต่ในดวงตากลับมี
ความรู้สึกมากมาย
ผ่านไปสองสามนาที เลขาอีกคนก็เดินเข้ามา “ผมกลัวว่าคุณฉู่
จะรู้สึกเบื่อ จึงมาอยู่เป็นเพื่อนคุณฉู่ครับ”
สายตาของเลขาทั้งสองคนปะทะกันกลางอากาศ ก่อนจะแยก
จากกันอย่างรวดเร็ว
ทั้งสองคนรีบยึดที่นั่งซ้ายขวาของฉู่ลั่วเอาไว้
ส่วนด้านนอก ผู้ช่วยพิเศษกำลังมองพวกเขาสามคนพูดคุยกัน
ผ่านทางร่องประตูด้วยความอิจฉา
“ผู้ช่วยเถา ไม่เข้าไปเหรอ?”
ผู้ช่วยกระซิบถาม
ผู้ช่วยเถาริมฝีปากกระตุกเบา ๆ เหมือนจะยิ้มแต่ไม่ยิ้ม “ถ้ากล้า
เข้าไป พรุ่งนี้คงต้องถูกไล่ออกอย่างไม่ต้องสงสัยเลย”
จนกระทั่งฮั่วเซียวหมิงออกมาจากห้องประชุม เขาก็ตรงไปที่ห้อง
ทำงานทันที
“ผู้ช่วยเถา แขกที่มาเป็นใครเหรอ? วันนี้ประธานฮั่วถึงได้รีบ
ประชุมเร็วมาก”
“คนที่มาเป็นคนใหญ่คนโตหรือไง? ถึงมีค่าพอให้ประธานฮั่วของ
พวกเรารีบกลับไปที่ห้องทำงานทันทีหลังประชุมจบ?”
ผู้ช่วยพิเศษเถาเหลือบมองกลุ่มคนในห้องทำงาน
บางคำพูดไม่ต้องอธิบายอะไร แค่มองด้วยสายตาก็จะเข้าใจ
ความหมายได้ชัดเจน
“เป็น…มาเหรอ?” น้าเสียงนั้นแฝงความตื่นเต้น
“ผมยังมีเอกสารที่ยังไม่ได้ให้ประธานฮั่วเซ็น ผมลงไปหยิบมา
ก่อนนะ”
“ฉันก็มีเมือนกัน”
“ท่านผู้นั้นมาไม่บ่อยนัก! หรือว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น?”
ทันทีที่ฮั่วเซียวหมิงเข้าไปในห้องทำงาน คึกครื้นในตอนแรก
ภายในห้องก็พลันเงียบลง
เลขาทั้งสองคนยืนขึ้น ส่งยิ้มอย่างมีมารยาทให้ฮั่วเซียวหมิง ก่อน
จะหันไปบอกว่า “คุณฉู่ ถ้าอย่างนั้นพวกเราขอตัวก่อน!”
“ถ้ามีอะไรก็เรียกใช้พวกเราได้นะครับ”
“พวกเราค่อยคุยกันใหม่ครั้งหน้า!”
เมื่อเลขาทั้งสองคนออกไปแล้ว ฮั่วเซียวหมิงก็อดจะยิ้มจาง ๆ
ไม่ได้ “พวกเขาดูเหมือนจะชอบคุณมากเลยนะ”
ฉู่ลั่วยิ้มบางเช่นกัน “พวกเขาน่าสนใจมาก”
ฮั่วเซียวหมิงกำลังจะเอ่ยปาก แต่ฉู่ลั่วพูดแทรกขึ้นมาก่อน “วันนี้
องค์กรเจอเรื่องราวของศิษย์อาจารย์จากนิกายหมดดูตาบอดเข้า”
ฮั่วเซียวหมิง “…”
ฉู่ลั่วไม่ใช่คนชอบพูดความในใจ
เธอชอบเก็บทุกเรื่องไว้ในใจมาตลอด ไม่ว่าเรื่องจะใหญ่แค่ไหน
เธอก็อยากแก้ไขด้วยตัวเอง
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเป็นฝ่ายพูดเรื่องซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเขาก่อน
ฮั่วเซียวหมิงนั่งลงบนโซฟาตรงข้ามกับฉู่ลั่ว ฟังเธอเล่าเรื่องราว
ด้วยน้าเสียงอ่อนโยนจนจบ
ระหว่างที่ฟังไป สีหน้าของเขาก็ค่อย ๆ เย็นชาขึ้น ม่านตาสีดำ
ขลับจ้องมองฉู่ลั่ว
กระทั่งฉู่ลั่วพูดจบ น้าเสียงของเขาก็เย็นชา “นี่คือเหตุผลที่คุณ
มาหาผมกะทันหัน เพื่อมาบอกเรื่องนี้กับผมเหรอ?”
เพื่ออยากบอกเขาว่าโชคชะตาไม่สามารถฝ่าฝืนได้เหรอ?
อยากบอกเขาว่า…
“ฮั่วเซียวหมิง!” ฉู่ลั่วเงยหน้ามองฮั่วเซียวหมิงที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
“เส้นทางหลักมีห้าสิบเส้นทาง ที่อนุมานได้มีสี่สิบเก้าเส้นทาง ยังเหลือ
โอกาสที่ริบหรี่อีกหนึ่งเส้นทาง”
ฮั่วเซียวหมิงเม้มปาก รู้สึกได้ถึงกองไฟลุกโชนในอกอย่างอธิบาย
ไม่ได้ ทั้งความรู้สึกเจ็บปวดแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนด้วย
“นี่คือโอกาสรอดเพียงทางเดียว เป็นได้ทั้งดีและร้ายอย่างละครึ่ง
”
ฮั่วเซียวหมิงกัดฟัน
“ผมไม่เชื่อในเชื่อโชคชะตา”
ฮั่วเซียวหมิงคลายฟันที่กัดแน่นออก ความเยือกเย็นในดวงตาก็
ค่อย ๆ หายไป
ฉู่ลั่วค่อนข้างกังวล “ฉันอุทิศตนเพื่อการบำเพ็ญ ตอนนี้พลัง
วิญญาณของฉันฟื้นฟูขึ้นมากแล้ว ฉันรับประกันได้เลยว่าในโชคดี
และร้ายนั้น ต้องเป็นโชคดีมากกว่าร้ายแน่นอน”
“ต่อให้มีโชคร้าย ฉันก็จะพยายามเปลี่ยนแปลงมันอย่างเต็มที่”
“เพราะฉะนั้น คุณยินดีจะลองใช้โอกาสรอดเพียงเส้นทางเดียวไป
พร้อมกับฉันไหม?”
พูดจบ เธอก็เน้นย้าออกมาอีกหนึ่งประโยค “ถึงคุณจะไม่ใช่ผู้
บำเพ็ญ แต่ฉันปกป้องคุณได้ ฉันจะไม่ยอมให้ใครทำร้ายคุณ และไม่
ยอมให้เรื่องเลวร้ายอะไรเกิดขึ้นกับคุณเด็ดขาด”