เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1318 ลัทธิเต๋าบีบให้ล่าถอย
ณ องค์กร
ด้านนอกห้องประชุมอันกว้างขวางมีพวกเจ้าหน้าที่จำนวนมาก
มารวมตัวกัน แต่ละคนต่างให้ความสนใจกับสถานการณ์ในห้อง
ประชุมด้วยความกังวล
กระทั่งมีเสียงคนร้องอุทานขึ้นมาว่า “เจ้านิกายมาแล้ว”
ฉู่ลั่วเดินเข้ามา เธอมองสีหน้าเป็นกังวลของเจ้าหน้าที่แต่ละคน
ก่อนจะเผยรอยยิ้มบนใบหน้าเล็กน้อยไม่ได้
“เจ้านิกาย…”
“เจ้านิกาย คนจากลัทธิเต๋ามากันเยอะแยะเลยครับ”
ในตอนนี้เอง จี้ไจ่ก็เปิดประตูห้องประชุม เขาเดินออกไปด้วยสี
หน้าค่อนข้างย่าแย่
จากนั้นก็เดินมาหยุดอยู่ข้างกายฉู่ลั่วอย่างรวดเร็ว พร้อมกระซิบ
เตือนว่า “คนที่มาไม่ใช่คนดี”
ฉู่ลั่วพยักหน้ารับรู้น้อย ๆ
ก่อนที่เธอจะเดินเข้าไปในห้องประชุม
ในห้องประชุมไม่ได้มีแค่คนของลัทธิเต๋าเท่านั้น แต่ยังมีผู้
บัญชาการคนเก่าของซู่เซี่ยงหยาง ผู้เป็นทหารระดับสูงที่ให้ความ
ช่วยเหลือในการก่อตั้งองค์กรขึ้นมาเพียงลำพัง
“เจ้านิกายฉู่มาแล้ว รีบมานั่งสิครับ”
ผู้บัณชาการคนเก่ายิ้มทักทายฉู่ลั่วพลางเรียกเธอให้ไปนั่งข้าง ๆ
เขา
ซู่เซี่ยงหยางมองเธอด้วยความกังวลและถามเธอผ่านทางสายตา
หลังได้รับสีหน้าปลอบขวัญมาจากฉู่ลั่ว เขาจึงแอบโล่งใจอยู่เงียบ ๆ
ทันทีที่ฉู่ลั่วนั่งลง ไจ๋ฉางก็อดเอ่ยน้าเสียงเย็นชาไม่ได้ “เจ้านิกาย
วางท่าใหญ่โตเสียจริง ๆ คนมากมายขนาดนี้กลับต้องรอคุณแค่คน
เดียว”
ฉู่ลั่วเหลือบมองเขาเล็กน้อย “ยังไงฉันก็เป็นถึงเจ้านิกาย จะให้
ยืนอยู่หน้าประตูเหมือนคนคอยรับแขกก็คงไม่ได้หรอกค่ะ”
ไจ๋ฉางสำลักน้าลายทันที
ชิงหยางกระแอมไป “เจ้านิกาย ท่านนี้คือนักพรตหงฟาง เขาเก็บ
ตัวอยู่อย่างสันโดษมายี่สิบปีแล้ว เพิ่งจะกลับออกมาเมื่อปีนี้เอง”
นักพรตหงฟางมีฐานะสูงส่งมากในลัทธิเต๋า จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มี
ใครรู้เลยว่าเขาอายุเท่าไหร่
แต่รู้เพียงว่าในช่วงสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน เขาเคย
ออกมาจากการเก็บตัวครั้งหนึ่ง
คนรุ่นเดียวกับเขาต่างเสียชีวิตไปนานแล้ว อีกทั้งตอนนี้ในลัทธิ
เต๋าเขาก็เป็นคนที่อายุมากที่สุด และเป็นผู้อาวุโสสูงสุด
คนในลัทธิเต๋าเห็นเขา ล้วนปฏิบัติกับเขาด้วยความเคารพทั้งนั้น
แม้นักพรตหงฟางจะมีผมหงอกขาวแล้ว แต่ใบหน้ากลับดูอ่อน
กว่าวัยมาก เขาเหมือนคนอายุห้าสิบเท่านั้น อีกทั้งยังดูอายุน้อยกว่า
นักพรตชิงหยางด้วยซ้าไป
ตอนที่เขามองฉู่ลั่ว สีหน้าของเขาสงบนิ่งมาก แต่หัวคิ้วกลับ
ขมวดแน่น “สหายน้อยฉู่ โปรดส่งมอบตำแหน่งเจ้านิกายของเธอ
และอย่าได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับองค์กรของทางรัฐบาลอีก”
ซู่เซี่ยงหยางสีหน้าเปลี่ยนไปทันที
สีหน้าของจี้ไจ่เองก็ย่าแย่มากเช่นกัน
“เธอทำนายดวงประเทศตามใจชอบนั้นยังไม่เท่าไหร่หรอก แต่
เธอยังกล้าสอนให้คนธรรมดาใช้วิชาชั่วร้ายอีก เธอไม่รู้เหรอว่าเคล็ด
วิชาเทพพเนจรพันลี้ เป็นวิชาต้องห้ามของลัทธิเต๋า?”
“เรื่องนี้ช่างเถอะ แต่ครอบครัวของเธอยังกล้าหลอกลวงคนอีก”
น้าเสียงของนักพรตหงฟางราบเรียบ ทว่าคำพูดกลับเฉียบคม
มาก “เพราะมีคนแบบเธออยู่มากมาย คนธรรมดาถึงได้ไม่เชื่อมั่นใน
ลัทธิเต๋าแล้ว”
พูดจบ เขาก็หันไปมองผู้บัญชาการทหาร “หากยังให้คนแบบนี้
ดูแลองค์กรต่อไป ย่อมไม่มีทางบรรลุเป้าหมายของพวกคุณแน่นอน
ทางที่ดีเปลี่ยนคนเสียเถอะ”
ผู้บัญชาการทหารมีสีหน้าใจดี เขายิ้มตาหยีแต่กลับไม่พูดอะไร
ก่อนจะหันไปมองฉู่ลั่วแทน “เจ้านิกายฉู่คิดเห็นยังไงบ้างครับ?”
“ได้ค่ะ”
เมื่อพูดสองคำนี้กล่าวออกมาก็ทำให้คนที่อยู่ในที่นี่ต่างมีสีหน้า
เปลี่ยนไป
โดยเฉพาะซู่เซี่ยงหยางกับจี้ไจ่ พวกเขาทั้งสองคนเกือบจะตบโต๊ะ
ด้วยความตกใจแล้ว
ผู้บัญชาการคนเก่าก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปเช่นกัน “เจ้านิกายฉู่ คุณ
กำลังพูดอะไรน่ะ”
ฉู่ลั่วตอบ “ฉันอาจจะเปิดสำนัก และฉันอาจจะไม่มีเวลามา
จัดการเรื่องในองค์กรค่ะ”
พอพูดถึงเรื่องเปิดสำนัก คนของลัทธิเต๋าที่อยู่ในห้องประชุมพลัน
มีสีหน้าเปลี่ยนไปมากอีกครั้ง
กระทั่งนักพรตหงฟางก็สีหน้าไม่ค่อยดีนัก “เท่าที่ฉันรู้มา สหาย
น้อยฉู่ไม่มีอาจารย์”
“ไม่มีค่ะ”
“และไม่ได้รับการสืบทอด”
“ไม่ค่ะ”
สีหน้านักพรตหงฟางเปลี่ยนไปอีกรอบหนึ่ง “แล้วเธอมีสิทธิ์อะไร
ถึงคิดจะเปิดสำนัก?”
“ไม่มีอาจารย์ ไม่ได้รับสืบทอด ก็เปิดสำนักไม่ได้เหรอคะ?”