เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1319 เธอไม่มีคุณสมบัติจะก่อตั้งส านัก
หงฟางหัวเราะเสียงเย็นชา “ถ้าอย่างนั้นเธอจะกราบไหว้ใคร เธอ
ไม่มีแม้กระทั่งบรรพจารย์ แล้วจะยืมพลังจากที่ไหนมาวาดยันต์? จะ
รับพรคุ้มครองจากที่ไหน?”
ฉู่ลั่วตอบ “ฉันยืมพลังมาจากฟ้าดิน และได้รับพรคุ้มครองจาก
ภูเขากับแม่น้า”
หลังจากนั้นไม่นาน เหล่านักพรตเต๋าแทบจะลุกขึ้นยืนกันหมด
แม้กระทั่งนักพรตชิงหยางก็ยังควบคุมสีหน้าประหลาดใจเอาไว้ไม่ได้
ซู่เซี่ยงหยางดึงแขกเสื้อจี้ไจ่เบา ๆ ด้วยความสงสัย “ไม่มีอาจารย์
แล้วมันทำไมเหรอ ไม่ได้รับสืบทอดแล้วยังไง? นี่ไม่ได้แสดงให้เห็นว่า
ฉู่ลั่วเก่งมากหรอกเหรอ?”
“เธอไม่มีอาจารย์แต่เก่งได้ขนาดนี้ พวกคุณควรจะ…”
สิ่งนี้ไม่ได้เทียบเท่ากับการเรียนรู้ด้วยเอง โดยที่ไม่มีอาจารย์สั่ง
สอนให้หรือไง?
จี้ไจ่ส่ายหน้า “นี่ไม่เหมือนกันครับ ในลัทธิเต๋า ต่อให้มี
ความสามารถแค่ไหน ก็ต้องมีอาจารย์และได้รับการสือบทอด”
“ไม่ว่าคนนอกรีตคนหนึ่งจะมีสติปัญญาสูงแค่ไหน หากไม่ได้
เรียนรู้ตามระบบระเบียบ ไม่มีอาจารย์คอยสั่งสอน แม้จะฉลาดหรือ
เก่งกาจแค่ไหนก็ไม่มีทางเป็นคนมีอารยะได้”
จี้ไจ่อธิบายด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด
ซู่เซี่ยงหยางจึงเข้าใจในทันที
แต่เขากลับยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ “แต่มันไม่ได้แสดงให้เห็นว่า
ฉู่ลั่วเก่งมากหรอกเหรอ?”
นี่มันคืออัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะเลยนะ!
จี้ไจ่มองฉู่ลั่วด้วยสีหน้ายากจะอธิบายแล้วเอ่ย “ไม่มีอาจารย์ ไม่มี
ตำรา ไม่มีอะไรเลย…แล้วคนนอกรีตจะกลายเป็นคนที่มีอารยะได้
ยังไง?”
นอกเสียจาก…
หัวใจของเขาเต้นระรัวพลางมองพิจารณาฉู่ลั่วอีกครั้ง
“นอกรีต นอกรีต!” ไจ๋ฉางตบโต๊ะเสียงดังตึงตัง “เธอไม่มี
คุณสมบัติจะก่อตั้งสำนัก เธอยังกล้าคิดจะ…รับศิษย์ได้ยังไง เธอ…”
ฉู่ลั่ว “ก็อาศัยพลังที่แท้จริงกับความนิยมของฉันในตอนนี้ยังไงล่ะ
คะ ถ้าฉันเปิดสำนักแล้ว จะไม่มีใครมาเป็นศิษย์ของฉันเลยเหรอ?”
เธอพูดอย่างเฉยเมยต่ออีกว่า “เชื่อไหมคะว่าแม้แต่ลูกศิษย์ใน
สำนักของพวกคุณ ก็จะเปลี่ยนสำนัก แล้วยอมมาเคารพขอเข้าสำนัก
ของฉันแทน”
คำพูดนี้เป็นเรื่องจริง
ซู่เซี่ยงหยางเริ่มมีสีหน้าเย็นชาเหมือนนกัน “ถ้าเจ้านิกายจะไป
จากองค์กร คนในองค์กรต้องออกไปด้วยเยอะแน่”
จากนั้นเขาก็ถอนหายใจ “อย่างเซียนพู่กันกับเทพอู่ทง พวกเขา
ต้องลาออกไปแน่นอน เหตุผลที่พวกเขายอมอยู่ในองค์กรก็เพราะเจ้า
นิกายยังอยู่ด้วย ถ้าเปลี่ยนเป็นคนใหม่มาแทน…”
เขาหยุดลงชั่วขณะ แล้วกวาดสายตามองเหล่านักพรตเต๋าที่นั่ง
ล้อมวงอยู่ “พวกคุณรับรองได้ไหมว่าพวกเขาจะยังอยู่?”
ไจ๋ฉางแค่นหัวเราะเสียงเย็น “แค่เซียนพู่กันตนหนึ่งกับเทพอู่ทง
ภูติแห่งภูเขากลุ่มหนึ่ง ก็มีค่ามากพอในสายตาคุณแล้วเหรอ เหอะ…”
“พวกเขาเป็นพนักงานที่สำคัญมากในองค์กรของเรา พวกเขามี
ส่วนช่วยเหลือเรื่องสำคัญในองค์กร โดยเฉพาะเซียนพู่กัน…” ซู่เซี่ยง
หยางมองไจ๋ฉางด้วยสายตาเย็นชา “ถ้าเปลี่ยนเป็นคุณ อย่าว่าแต่
เซียนพู่กันกับเทพอู่ทงเลย เกรงว่าแม้แต่คนของพวกเรา คุณก็คงจะ
รั้งเอาไว้ไม่อยู่”
ไจ๋ฉาง “…”
เดิมทีในองค์กรศักดิ์สิทธิ์ไม่ควรมีมนุษย์ธรรมดาอยู่ด้วยซ้าไป
คนธรรมดาจะไปเข้าใจอะไรได้! จะไปจัดการอะไรได้!
แม้เขาจะไม่ได้พูดออกมาชัดเจน แต่สีหน้าของซู่เซี่ยงหยางกลับ
เปิดเผยมันออกมาจนหมดแล้ว
ซู่เซี่ยงหยางกวาดตามองนักพรตเต๋า ทุกคนต่างคิดเหมือนกัน
กับไจ๋ฉาง
เขาไม่ได้พูดอะไรอีก แต่มองไปยังผู้บังคับบัญชาเก่าของตน
รูปแบบการทำงานของพวกเขาขัดแย้งกับเจตนาดั้งเดิมของ
องค์กรอย่างเห็นได้ชัด
“คนที่สอนได้แม้กระทั่งวิชาชั่วร้ายอย่างเคล็ดวิชาเทพพเนจรพัน
ลี้ให้ผู้อื่น จะมีคุณสมบัติก่อตั้งสำนักได้ยังไง?”
“คนที่หลอกลวงผู้คนอย่างเธอ ยังกล้าจะก่อตั้งสำนักอีกเหรอ?”
แววตานักพรตหงฟางเคร่งขรึมขึ้น “หากเธอกล้าก่อตั้งสำนัก
คนทั้งลัทธิเต๋าจะต่อต้านเธอ เธออาจจะคิดว่าตัวเองมีอิทธิพลใน
อินเทอร์เน็ตมาก แต่ว่าของปลอมก็คือของปลอม”
“ขอแค่เป็นคนของลัทธิเต๋า ก็รู้ได้ว่าเคล็ดวิชาเทพพเนจรพันลี้
ไม่มีทางร้องเรียนต่อยมโลกได้ มันเป็นวิชาชั่วร้าย”
เขาเพิ่งพูดจบ พลังหยินรุนแรงก็ปรากฏขึ้นภายในห้องประชุม
อย่างกะทันหัน
เครื่องตรวจจับที่แขวนอยู่บนผนังส่งเสียงร้องดังออกมา
ท่ามกลางเสียงเตือนดังสนั่น ยมทูตขาวดำพลันปรากฏออกมา
จากมุมห้อง