เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1323 มรรคาจารย์
ซู่เซี่ยงหยางนิ่งอึ้งอยู่ที่เดิม
เขาหันมองฉู่ลั่ว แล้วหันมองจี้ไจ่ที่มีสีหน้าเคร่งเครียด
“เจ้านิกาย คุณไม่ได้ล้อเล่นอยู่ใช่ไหม คุณแค่ไม่มีอาจารย์
เท่านั้น ทำไมถึง…”
ถึงทำให้ทั้งนิกายเต๋าต้องล่มสายได้ล่ะ
จี้ไจ่เบือนหน้ามองฉู่ลั่วที่มีสีหน้าราบเรียบ “เจ้านิกาย คุณไม่มี
อาจารย์จริง ๆ เหรอครับ”
“ฉันมีอาจารย์หรือเปล่า คุณก็ดูไม่ออกเหรอคะ”
จี้ไจ่เงียบไปไม่พูดจา
เพราะเขาดูไม่ออก ถึงได้รู้สึกหวั่นใจไง
ซู่เซี่ยงหยางเอ่ย “นี่ พวกคุณสองคนช่วยอธิบายให้ผมฟังหน่อย
ได้ไหมครับ ทำไมการที่คุณไม่มีอาจารย์ถึงทำให้นิกายเต๋าต้องล่ม
สลาย”
“ไว้กลับไปแล้วค่อยคุยกันเถอะค่ะ”
พวกเขากลับมายังห้องทำงานของฉู่ลั่ว ภายในห้องทำงานถูก
ตกแต่งอย่างเรียบง่าย มีป้ายแขวนไว้เพียงป้ายเดียว ส่วนภายในห้อง
นอกจากโต๊ะทำงาน โซฟาชุดหนึ่งและตู้เอกสารแล้ว ก็ไม่มีของชิ้น
อื่นอีก
เมื่อทิ้งตัวนั่งบนโซฟา ซู่เซี่ยงหยางก็ถามอย่างร้อนใจ “รีบเล่ามา
สิครับ!”
ฉู่ลั่วและจี้ไจ่สบตากัน
จี้ไจ่ไม่ตอบ แต่ย้อนถามว่า “หัวหน้าซู่รู้ไหมครับ ว่าบรรพจารย์
ของนิกายเต๋าเป็นใคร”
“สามมหาเทพซานชิงไงครับ!” ซู่เซี่ยงหยางตอบทันที “หรือว่า
เรื่องนี้ก็ไม่จริงเหรอ”
“จริงครับ แล้วรู้ไหมว่าสามมหาเทพซานชิงมีองค์ไหนบ้าง”
“หยวนสื่อเทียนจุน หลิงเป่าเทียนจุน และเต้าเต๋อเทียนจุนครับ!”
ซู่เซี่ยงหยางขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจว่าทำไมจี้ไจ่ต้องถามคำถามพวกนี้
ถึงเขาไม่ใช่คนในนิกายเต๋า แต่ได้คลุกคลีกับนิกายเต๋ามานาน
หากยังไม่รู้อีกว่าสามมหาเทพซานชิงเป็นใคร งานที่เขาทำมาคงถือ
ว่าสูญเปล่าแล้ว
“สามมหาเทพซานชิงสร้างโลกขึ้นมา มนุษย์ ผีและเหล่าทวยเทพ
ต่างมีภาระหน้าที่ของตน อยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง แต่การปรากฏตัว
ของปีศาจและมารทำลายสมดุลของโลกนี้”
“เพื่อต้านทานเหล่าปีศาจและมารร้าย มนุษย์จึงก่อตั้งนิกายเต๋า
เพิ่มพูนความแข็งแกร่งด้วยเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพื่อต่อสู้กับปีศาจและ
มาร”
ซู่เซี่ยงหยางพยักหน้า
จี้ไจ่เหลือบมองฉู่ลั่ว ก่อนจะเบนสายตากลับมา “นิกายเต๋าในยุค
นั้น ไม่มีการสืบทอดวิชาจากอาจารย์ ต่างคนต่างมีวิชาบำเพ็ญของ
ตัวเอง เพียงแต่เวลาที่ใช้นานเกินไป คนมากมายไม่ทันได้บำเพ็ญจน
ผลิดอกออกผล ก็แก่ชราจนต้องเผชิญกับความตาย”
“ต่อมาหลังนิกายเต๋าก่อตั้งขึ้น ก็มีสำนักถือกำเนิดมากมาย
ระหว่างสำนักก็มีการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน”
ซู่เซี่ยงหยางเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย เรื่องนี้ต่างจากที่บันทึกใน
ตำราลัทธิเต๋า และต่างจากเรื่องที่เล่าขานกันอยู่ทั่วไป
เขาชำเลืองสีหน้าของจี้ไจ่และฉู่ลั่ว ก่อนจะยิ่งแน่ใจเข้าไปใหญ่…
ในนิกายเต๋าเองก็ไม่ใช่ว่าผู้บำเพ็ญทุกคนต่างรู้เรื่องนี้
“สำนักจำนวนหนึ่งในนั้นเลือกที่จะ…ฝากตัวเป็นศิษย์ของ
อาจารย์ เล่าเรียนวิชาเทพเซียนเพื่อให้บำเพ็ญได้ไวขึ้น และได้รับ
ทรัพยากรรวมถึงพลังมากขึ้น”
“นี่คือที่มาของเจ็ดสิบสองสำนักเซียนแห่งลัทธิเต๋า ถึงแม้สำนัก
ใหญ่ ๆ ต่างนับถือสามมหาเทพซานชิง แต่กลับมีอาจารย์ที่สืบทอด
วิชาแตกต่างกันไป”
“ภายใต้การเสริมพลังจากวิชาเทพเซียน การฝึกฝนของผู้
บำเพ็ญในนิกายเต๋ารวดเร็วขึ้นกว่าเดิมมาก เทียบกับผู้บำเพ็ญที่
เสาะหาแนวทางฝึกฝนด้วยตัวเองแล้ว ย่อมเร็วกว่าตั้งไม่รู้เท่าไร”
“ด้วยการเปรียบเทียบที่ชัดเจนขนาดนี้ จึงมีสำนักที่มองหา
อาจารย์เพิ่มขึ้นอีกมาก จนแทบ…”
จี้ไจ่ชำเลืองฉู่ลั่วอีกครั้ง “แทบทุกสำนักต่างฝากตัวเป็นศิษย์เทพ
เซียน สำนักที่ไม่ยอมฝากตัวเป็นศิษย์ ต่างล่มสลายไปตามกาลเวลา
แล้ว”
ซู่เซี่ยงหยางขมวดคิ้ว “แต่สามปรมาจารย์แห่งลัทธิเต๋า…”
ฉู่ลั่วแค่นหัวเราะ “ต้นบรรพจารย์จักรพรรดิเหลืองเซวียนหยวน
บำเพ็ญด้วยตนเองจนบรรลุธรรม มีสถานะเทียบเท่าเทพบรรพกาล”
“มรรคาจารย์เล่าจื๊อเป็นหนึ่งในร่างจำแลงของไท้เสียงเหล่ากุง
หลังบรรลุธรรมก็อยู่ในรายนามเทพบรรพกาล”
“ส่วนศาสดาจารย์จางเต้าหลิงฝากตัวเป็นศิษย์ไท้เสียงเหล่ากุง
หลังบรรลุธรรมก็ได้รับศักดิ์เป็นจักรพรรดิสวรรค์”
ซู่เซี่ยงหยางมองซ้ายไปหาฉู่ลั่ว แล้วมองขวาไปหาจี้ไจ่ ก่อนจะ
เอ่ยขึ้น “เพราะฉะนั้น…”
จี้ไจ่หลุบสายตา ก้มหน้าไม่พูดจา
ฉู่ลั่วเอ่ยต่อ “ตั้งแต่นั้นมา ต่อให้มนุษย์บำเพ็ญจนบรรลุธรรม ก็
ต้องมีการแต่งตั้งจากทวยเทพบนสรวงสวรรค์ ถึงจะเลื่อนขั้นเป็น
เซียนได้ และหลังเลื่อนขั้นขึ้นไปก็ได้ตำแหน่งต่าลงเรื่อย ๆ ที่พำนักก็
ค่อย ๆ เปลี่ยนจากบนสวรรค์เป็นแดนมนุษย์…”
“ต่อมา มีผู้บำเพ็ญที่สั่งสมบุญได้มหาศาลกลับได้แค่เป็นยมทูต
ในยมโลก หรือเป็นเทพเซียนที่ปกครองแผ่นดินเพียงแถบหนึ่ง หรือ
เป็นแค่เจ้าที่”