เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1322 ชื่อเสียงเลื่องลือ ความสามารถไม่สอดคล้อง
- Home
- เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด
- บทที่ 1322 ชื่อเสียงเลื่องลือ ความสามารถไม่สอดคล้อง
นักพรตหงฟางสบตาฉู่ลั่วอย่างเย็นชา เขาดึงมือกลับ ก่อนจะ
หัวเราะพรืด “มีฝีมือจริง ๆ ขนาดรับฝ่ามือนี้ของฉันได้ สมคำร่าลือ
นัก”
“ฉันสมคำร่าลือ แต่ความสามารถคุณไม่สอดคล้องกับชื่อเสียง
อันเลื่องลือเลยนะคะ”
นักพรตหงฟาง “…”
“โจมตีสมาชิกขององค์กรแบบนี้ได้ คุณไม่เห็นเจ้านิกายอย่าง
ฉันอยู่ในสายตา หรือไม่เห็นองค์กรอยู่ในสายตากันแน่”
ชิงหยางรีบเดินเข้าไปห้าม “เจ้านิกาย นักพรตหงฟางเข้าฌาน
มานานเกินไป ไม่ค่อยเข้าใจโลกภายนอก จึงยังมีความคิดอย่างผู้
บำเพ็ญสมัยเก่า ว่าต้องกำจัดมารร้ายเพื่อปกป้องคนทั่วไปก็เท่านั้น”
ฉู่ลั่วยกยิ้มบางเบา “ไม่เข้าใจโลกภายนอก แต่กลับเข้าใจโลก
ออนไลน์ดีเลยนะคะ”
เธอมองนักพรตชิงหยางที่มีสีหน้ากลัดกลุ้มแล้วลอบถอนหายใจ
ด้วยไม่อยากให้นักพรตชิงหยางลำบากใจ จึงเอ่ยว่า “ครั้งนี้ไม่เป็นไร
ค่ะ แต่ถ้ายังมีครั้งหน้า…”
เธอเงยหน้าสบตานักพรตหงฟาง
นักพรตหงฟางก็เชิดคางขึ้นเล็กน้อยมองตอบ
“ที่จริงแล้วฉัน…ก็อยากลับฝีมือกับเจ้านิกายอย่างเธออยู่
เหมือนกัน”
“หงฟาง!” ชิงหยางตวาดลั่น
เขาเป็นคนเมตตาอ่อนโยนมาตลอด แม้แต่ตอนศิษย์พี่น้องร่วม
สำนักอย่างชื่อหยางโดนจับไป เขาก็ไม่เคยโมโห
ท่าทางเกรี้ยวกราดของเขาในตอนนี้ ทำเอาผู้บำเพ็ญนิกายเต๋า
หวาดหวั่นกันหมด
แม้แต่นักพรตหงฟางผู้มีศักดิ์อาวุโสสูงสุดยังระงับความเยียบเย็น
บนใบหน้า แล้วเอ่ยออกไป “กังวลอะไรกัน ฉันแค่บอกว่าฉันอยาก
ไม่ได้คิดจะสู้กับคนรุ่นหลังจริง ๆ สักหน่อย”
“เจ้านิกาย ถึงคุณจะเป็นผู้นำนิกาย แต่ก็ต้องรู้จักเคารพผู้อาวุโส
บ้าง”
หงฟางกวาดตามองคนในองค์กรด้วยท่าทางเย่อหยิ่งก่อนจะหัน
หลังเดินออกไป
ผู้บำเพ็ญที่เหลือต่างออกไปตามหลังเขาทั้งหมด
เหลือเพียงชิงหยางและผู้บำเพ็ญอีกไม่กี่คนที่สนับสนุนฉู่ลั่ว
ชิงหยางถอนหายใจ แล้วมองฉู่ลั่วพลางเอ่ย “เจ้านิกาย คุณเป็น
คนฉลาด น่าจะเข้าใจว่าทำไมผมถึงผลักดันให้คุณให้เป็นผู้นำ
นิกาย”
“ฉันเข้าใจค่ะ”
ชิงหยางเอ่ย “ถ้าอย่างนั้น…”
“แต่ให้ฉันเป็นเจ้านิกายต่อไป แล้วจะมีอะไรดีขึ้นเหรอคะ” ฉู่ลั่ว
จ้องมองนักพรตชิงหยาง เธอเอ่ยเสียงเนิบนาบท่ามกลางสีหน้าผงะ
ของอีกฝ่าย “สำนักใหญ่ของนิกายเต๋าต่างคอยหาเรื่องฉัน ไม่เพียง
ไม่ให้ความช่วยเหลือ แต่ยังคอยขัดขาฉันอยู่บ่อย ๆ”
“จนปานนี้แล้ว ผู้บำเพ็ญที่เข้าร่วมองค์กรยังมีไม่มากเท่าไร”
ชิงหยาง “…”
เขาถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน “กฎระเบียบของนิกายเต๋านั้น
หยั่งรากลึก ยากจะให้พวกเขาเปลี่ยนแปลงในเวลาสั้น ๆ ก็เป็นเรื่องที่
เข้าใจได้ แต่ถ้าคุณ…ก่อตั้งสำนัก จะเป็นการฝ่าฝืนกฎที่ปฏิบัติกันมา
ในนิกายเต๋าเป็นพันปีนะ”
“ฝ่าฝืนยังไงคะ”
“กฎเหล็กของนิกายเต๋า หากไม่มีอาจารย์สอนสั่งวิชา ห้ามก่อตั้ง
สำนัก” ชิงหยางเอ่ยด้วยสีหน้ากังวล “ถ้าคุณตัดสินใจก่อตั้งสำนัก
จริง ๆ อาจกลายเป็นกบฏของคนทั้งนิกายเต๋า ไม่แน่อาจต้องถูกขับ
ไล่ออกไป หรืออาจ…”
เขาเว้นจังหวะ แล้วกล่าวต่อ “หรืออาจต้องถูกคนทั้งนิกาย…ตาม
ไล่ล่า”
ซู่เซี่ยงหยางมีสีหน้าสับสน เขามองจี้ไจ่ด้วยความสงสัย “ร้ายแรง
ขนาดนั้นเลยเหรอ”
จี้ไจ่พยักหน้า
ทว่าฉู่ลั่วกลับมีสีหน้าไม่แยแส “ฉันถึงได้บอกยังไงคะ ว่าฉันไม่
เปิดสำนักก็ได้ แต่ฉันจะเปิดโรงเรียนสอน เพื่อถ่ายทอดวิชาให้บุคคล
ที่สนใจในนิกายเต๋า”
“แบบนี้ต่างอะไรกับเปิดสำนักล่ะ”
ชิงหยางอยากเกลี้ยกล่อมฉู่ลั่วต่อ ผู้บัญชาการทหารก้าวออกมา
“ชิงหยาง เด็ก ๆ มีความคิดของตัวเอง ไม่แน่พวกเขาอาจได้ผลลัพธ์
ที่ต่างออกไปก็ได้ พวกเราอย่าเข้าไปแทรกแซงให้มากจะดีกว่า”
“แต่…”
“ถ้าถึงขั้นบานปลายจริง ๆ ก็เป็นเวลาที่ตาแก่อย่างเราสองคน
ต้องออกโรงแล้ว”
เมื่อเห็นผู้บัญชาการทหารยืนกราน ชิงหยางจึงไม่สะดวกพูด
อะไรไปมากกว่านี้ “เจ้านิกาย คุณต้องทบทวนให้ดีนะ”
“นิกายเต๋าไม่มีทางยอมให้คนที่ไม่มีอาจารย์ตั้งสำนักรับลูกศิษย์
หรอก”
พูดจบ ชิงหยางก็พาบรรดาผู้บำเพ็ญกลับไป
ควางเจียซึ่งเดินรั้งท้ายยกนิ้วโป้งให้ฉู่ลั่ว พลางเลิกคิ้วขึ้นแล้วเอ่ย
เสียงเบา “สุดยอด! ทีแรกพวกเขาตั้งใจไล่คุณออกจากนิกายเต๋า
เพื่อชิงตำแหน่งเจ้านิกายและตำแหน่งหัวหน้าองค์กรของคุณมา ไม่
คิดเลย…”
มาอย่างราชสีห์ กลับไปอย่างสุนัข
โดยเฉพาะนักพรตหงฟางที่เตรียมขึ้นรับตำแหน่งนั่น
“ผม…ไม่ชอบหน้าพวกเขามานานแล้ว!”
ควางเจียมองฉู่ลั่วด้วยความชื่นชมอีกครั้ง แล้วจึงกลับมามีท่าที
ของผู้สูงส่งดังเดิม แล้วรีบก้าวตามชิงหยางไป
ผู้บัญชาการทหารยังคงมีสีหน้าเปี่ยมเมตตา “ที่แรกตั้งใจมาหนุน
หลังเธอ คิดไม่ถึงว่าเธอจะจัดการด้วยตัวเองได้”
เขาเหลือบมองซู่เซี่ยงหยางด้วยหางตา “เซี่ยงหยางก็อุตส่าห์ไป
หาฉัน ทั้งตบโต๊ะ ทั้งหาว่าฉันไร้ความรับผิดชอบที่ทิ้งเด็กผู้หญิงอย่าง
เธอให้พวกถือตัวว่าอาวุโสกว่าตำหนิ…”
ซู่เซี่ยงหยางก้มหน้าเกาจมูก
“ผมก็คิดไม่ถึงเหมือนกัน ว่าเจ้านิกายจะคิดหาทางแก้ได้แต่แรก”
ฉู่ลั่วเอ่ย “ฉันเคยบอกคุณแล้วไม่ใช่เหรอคะ ว่าฉันจัดการได้”
ซู่เซี่ยงหยางตอบ “ผมคิดว่าคุณปากแข็งไปอย่างนั้นเองครับ”
ฉู่ลั่วเคยพูดจริง ๆ และเคยบอกอีกด้วยว่าจะไม่ให้ปี้ฮั่นอินเข้ามา
ในองค์กร
ผู้บัญชาการทหารตบบ่าซู่เซี่ยงหยาง “นายต้องเชื่อใน
ความสามารถของเจ้านิกายฉู่ให้มาก และเชื่อสายตาของผู้
บัญชาการทหารของนายด้วย”
ซู่เซี่ยงหยาง “…”
หลังผู้บัญชาการทหารหยอกล้อผู้ใต้บัญชา และถามไถ่ฉู่ลั่วด้วย
ความเป็นห่วงไม่กี่ประโยคแล้ว จึงเอ่ยขึ้น “เรื่องของปี้ฮั่นอิน เซี่ยง
หยางบอกฉันไว้แล้ว ถึงยังไงก็ไม่มีหลักฐาน ฉันคงทำได้แค่ไม่ให้เขา
มาที่องค์กรอีก ส่วนเหตุผล…”
เขาเว้นจังหวะแล้วกล่าวต่อ “ให้ไปว่าทางนิกายเต๋าค่อนข้างไม่
พอใจต่อองค์กร กลัวว่าปุถุชนอย่างเขาจะกลายเป็นเป้าหมายที่นิกาย
เต๋าเพ่งเล็ง”
“ผู้บัญชาการก็คือผู้บัญชาการ เก่งกาจจริง ๆ !” พริบตาเดียวก็
ได้เหตุผลที่ปี้ฮั่นอินปฏิเสธไม่ได้
เรื่องนิกายเต๋าก่อความวุ่นวายเป็นความจริง
เรื่องนิกายเต๋าลงไม้ลงมือกับคนในองค์กรก็เป็นความจริง
ตอนนี้ถึงขั้นลงมือกับพวกต้าอี แล้วครั้งหน้าจะไม่ลงมือกับคน
ธรรมดาเหรอ
“และต้องบอกอีกว่า เนื่องจากปี้ฮั่นอินเป็นบุคลากรคนสำคัญ
ต้องได้รับการคุ้มครองเป็นอย่างดี จึงไม่เหมือนกับสมาชิกองค์กร
ทั่วไปค่ะ” ฉู่ลั่วเสริมอีกประโยค
จี้ไจ่ที่ยืนอยู่ด้านข้างรู้สึกตัวเองนอกคอกสุด ๆ
หลังส่งผู้บัญชาการทหารกลับไปแล้ว ซู่เซี่ยงหยางเดินกลับไป
พร้อมฉู่ลั่วแล้วทอดถอนใจไปด้วย “คุณว่านิกายเต๋าพิลึกไหมครับ
คุณไม่มีอาจารย์แล้วเกี่ยวอะไรกับพวกเขากัน ทำไมพวกเขาต้อง
ต่อต้านคุณรุนแรงขนาดนี้ด้วย”
“มันร้ายแรงอย่างที่ชิงหยางและจี้ไจ่พูดที่ไหนกัน”
ฉู่ลั่วเอ่ยตอบ “ร้ายแรงอย่างนั้นจริง ๆ ค่ะ ฉันไม่มีอาจารย์ ขืน
เปิดสำนักอาจส่งผลให้ทั้งนิกายเต๋าต้องล่มสลายได้”