เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1467 พยายามสืบมา
สีหน้าของไจ๋โหรวดูไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย “ฉันเป็นผู้บำเพ็ญ
แล้วก็ยังเป็นคนของตระกูลไจ๋ที่เป็นเจ็ดสิบสองสำนักเซียนด้วย ฉันจะ
มีคุณสมบัติอะไรถึงจะได้ไปรับรู้เรื่องการจัดการของแผนกในครั้งนี้
ล่ะ”
เธอบ่นออกมา “เห็น ๆ กันอยู่ว่าฉันเกิดมาในครอบครัวที่ดีขนาด
นี้ แต่ก็เพราะเกิดมาในตระกูลไจ๋นั่นแหละถึงทำให้ฉันถูกกีดกัน
ออกมาข้างนอก! หึ!”
“ออกจากตระกูลไจ๋ก็จบแล้ว! ถ่วงความก้าวหน้าของฉันจริง ๆ
ถ้าแผนกย้ายเข้าไปในสถานที่ปิดผนึกแล้วไม่พาฉันไปด้วยล่ะก็ ฉัน
จะประท้วงแน่นอนเลย”
เธอมองไปทางจี้ไจ่ “ถึงเวลานั้นพวกเราก็ต้องประท้วงด้วยกัน
นะ!”
“พวกเราเสียเลือดเสียหยาดเหงื่อให้กับแผนกไปขนาดนั้น ทุ่มเท
แรงกายแรงใจเพื่อทำงานให้กับแผนกมาขนาดนี้ ตาฉันเกือบจะบอด
อยู่แล้ว คุณเองก็เกือบจะตาย!”
“ถ้าพวกเขายังสงสัยในตัวพวกเรามันก็น่าเสียใจเกินไปแล้วนะ!”
จี้ไจ่มองไจ๋โหรวแล้วหลุบตาลง เก็บซ่อนความอิจฉาในแววตา
เอาไว้
ไจ๋โหรวใช้ชีวิตได้อย่างสง่าผ่าเผยจริง ๆ
เธอไม่ได้สนใจอนาคตของสำนักเต๋าเลย
ไจ๋โหรวทั้งบ่นทั้งไม่พอใจ แล้วจู่ ๆ มือถือของเธอก็มีเสียงเตือน
ดังขึ้นมา
เมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์จากแผนกก็กดรับทันที
“ไจ๋โหรว คุณไปอยู่ไหนเนี่ย! ตอนนี้ในแผนกกำลังงานยุ่งกัน
ขนาดนี้คุณยังจะอู้งานอีกเหรอ!” เสียงบ่นของซู่เซี่ยงหยางดังลอด
ออกมาทันใด “ไม่อยากได้เบี้ยขยันแล้วใช่ไหม?”
“คนทั้งแผนกยุ่งวุ่นวายกันไปหมดแล้ว คุณยังกล้าออกไปเที่ยว
เล่นอีก!”
ไจ๋โหรวพูด “ฉัน…ฉัน…”
“ฉันอะไรกันล่ะ! หรือว่าจะต้องให้พวกเราแบกเกี้ยวไปเชิญคุณ
มาไหม?”
“รีบกลับมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
ถึงแม้ว่าจะถูกด่าแบบนั้นแต่ไจ๋โหรวกลับไม่รู้สึกโกรธเลยแม้แต่
น้อย “หัวหน้าซู่อย่าเพิ่งโกรธฉันสิคะ! ฉันจะกลับไปเดี๋ยวนี้เลยค่ะ!
อย่าหักเบี้ยขยันของฉันนะคะ!”
เธอขอร้องพลางโบกมือให้จี้ไจ่แล้ววิ่งออกไปจากห้องของเขา
ทันที
เมื่อภายในห้องไม่มีคน ความอิจฉาในแววตาของจี้ไจ่จึงปรากฎ
ออกมา
“เด็กสาวจากตระกูลไจ๋มาคุยอะไรกับนาย?”
เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจนทำให้ความอิจฉาในแววตาของจี้ไจ่หายไป
ทันที หลงเหลือไว้เพียงความเย็นชาและระแวดระวังตัวเท่านั้น
จี้ไจ่หลุบตาลงเอ่ยว่า “ไม่มีอะไรครับ แต่มาบอกเรื่องที่เกิดขึ้นใน
แผนก”
นักพรตเทียนหลัวส่งเสียงเย็นชา “ไม่รู้ว่ารุ่นต่อไปของตระกูลไจ๋
จะเป็นยังไง ไจ๋โหรวนี่แปรพักตร์ไปอยู่องค์กรจนหมดแล้ว ลืมตัวตนผู้
บำเพ็ญสำนักเต๋าของตัวเองไปแล้วจริง ๆ”
จี้ไจ่ไม่ได้ตอบโต้อะไรแล้วเอ่ยถามออกไป “ไจ๋โหรวบอกว่าผู้
อาวุโสหงฟาง…ลงมือกับเจ้าหน้าที่ทหารในองค์กร มันเรื่องจริงไหม
ครับ?”
เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมา สีหน้าของนักพรตเทียนหลัวก็เปลี่ยนไป
เลย เขากัดฟันแล้วบอก “หงฟางผู้นี้ปลีกวิเวกไปนานเกินไป แม้แต่
อารมณ์ก็ควบคุมไม่อยู่ บอกเขาไปแล้วแท้ ๆ ว่าอย่าไปโจมตี
เจ้าหน้าที่รัฐบาลเป็นอันขาด…”
น้าเสียงของจี้ไจ่สงบนิ่ง “ผู้อาวุโสหงฟางบำเพ็ญเพียรมาอย่างล้า
ลึก ย่อมไม่ได้เห็นกฎอยู่ในสายตาอยู่แล้ว”
“เขาไม่เห็นอยู่ในสายตาก็อย่ามาหาเรื่องยุ่งยากให้สำนักเต๋าของ
พวกเราสิ!” เมื่อนักพรตเทียนหลัวนึกถึงข่าวบนอินเทอร์เน็ตในช่วงนี้
ก็เลยบ่นนักพรตหงฟางอยู่ในใจ
“ไจ๋โหรวมาแล้วพูดเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับองค์กรบ้างไหม?”
จี้ไจ่ตอบ “ทางองค์กรมีมาตรการเรื่องการรักษาความลับครับ
อาจารย์เองก็รู้นิสัยของไจ๋โหรวดีนี่ครับ”
นักพรตเทียนกลัวยิ้มอย่างดูถูก “เธอนี่เป็นสุนัขที่ดีขององค์กร
นะ”
“อาการบาดเจ็บบนตัวของนายเป็นยังไงบ้าง?”
“ฟื้นคืนมาพอสมควรแล้วครับ”
“อย่างนั้นก็รีบไปที่องค์กรโดยเร็วที่สุด ฉู่ลั่วตกลงที่จะปิดผนึกฮั่ว
เซียวหมิงแล้ว ยอมกระทั่งจะปราบปรามฮั่วเซียวหมิงเองอีกด้วย”
เขาขมวดคิ้วแล้วบอก “ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอจะทำอะไรกันแน่!
นายไปสืบมาให้แน่ชัดแล้วกลับมาบอกที”
สีหน้าของจี้ไจ่ดูลำบากใจขึ้นมา “อาจารย์ครับ สถานะของผู้
บำเพ็ญสำนักเราในองค์กรค่อนข้างน่าอึดอัดครับ เรื่องสำคัญหลาย
เรื่องพวกเขาก็ไม่บอกพวกเราเลย”
นักพรตเทียนหลัวสีหน้าดูไม่ดีเล็กน้อย “อย่างนั้นนายก็พยายาม
สืบมาให้เต็มที่”
“ครับ!”