เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1617 ออกไปก่อเรื่อง
หยวนเส้าหยินกลืนน้าลายลงคอ “คุณเฉิงช่างใจกว้างจริง ๆ”
“ฮึ!”
หยวนเส้าหยินมองไปทางเจี่ยซีที่นั่งอยู่อีกด้าน ข้าง ๆ เขามีสั่วอิง
อยู่ด้วย
สั่วอิงกำลังก้มหน้าคุยกับเขา แต่สีหน้าของเจี่ยซีดูเรียบเฉย
เขาถอนหายใจเบา ๆ
เจี่ยซีกับสวีจิ้น ช่างเลือกยากเหลือเกิน
แต่ก็ไม่ควรลังเลให้ยืดเยื้ออยู่อย่างนี้ตลอดไป
ไม่เหมือนคุณเฉิงที่ตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด
จนกระทั่งค่าคืนมาเยือน ในฤกษ์ยามดีที่ตระกูลจี้และตระกูลไจ๋
เลือกไว้ พิธีแต่งงานก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
เมื่อคู่บ่าวสาวเดินผ่านหน้าพวกเขา จี้ไจ่เหลียวมองฉู่ลั่วแวบหนึ่ง
แล้วหันกลับไป
ฉู่ลั่วมองไปทางซู่เซี่ยงหยาง
ซู่เซี่ยงหยางพยักหน้าเบา ๆ “ผมกับเสี่ยวหยินจะอยู่ที่นี่ พวกคุณ
ไปทำธุระของพวกคุณเถอะครับ”
ฉู่ลั่วพยักหน้า แล้วโยนยันต์สามแผ่นออกมาทันที มือหนึ่งคว้า
คนหนึ่งไว้ แล้วพาเฉิงยวนกับซุนหย่าจิ้งจากไปทันที
เพียงแวบเดียวพวกเธอก็มาถึงด้านนอกของค่ายกล
“หงอิน หงอิน!”
ทันทีที่ลงสู่พื้น ซุนหย่าจิ้งก็ร้องเรียกเสียงเบาสองสามครั้ง
เสียงน้ากระเพื่อมดังมาจากสระปลาด้านหลัง
ปลาคาร์ฟสีแดงตัวหนึ่งกระโดดออกมาจากในนั้น ในระหว่างที่
กระโดดขึ้นมา มันค่อย ๆ เปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์!
ทันทีที่หงอินก้าวเข้ามา เขาก็รีบพูดว่า “ค่ายกลที่นี่แข็งแกร่ง
มาก ขนาดผมจะกลับร่างเดิมก็ไม่สามารถผ่านเข้าไปทางน้าได้ ทำ
ได้แค่อยู่ในสระน้านอกลานเท่านั้น”
นั่นหมายความว่า ค่ายกลนี้ไม่ได้มีไว้แค่กั้นคนเท่านั้น
ฉู่ลั่วยืนอยู่หน้าค่ายกล ยกมือขึ้นประสานอิน พลังวิญญาณของ
เธอค่อย ๆ แผ่ปกคลุมไปบนค่ายกล
“ไปกันเถอะ! ตามฉันมา”
เธอก้าวเท้าเข้าไปหนึ่งก้าว เฉิงยวนและคนอื่น ๆ ตามติดมา
ด้านหลัง
บรรยากาศภายในลานนี้เงียบสงบมาก จนถึงขั้นวังเวงเลยทีเดียว
เฉิงยวนลูบแขนตัวเอง “ทำไมลานนี้ถึงรู้สึกเงียบเหงายิ่งกว่าหลุม
ศพของข้าอีก!”
“อย่างน้อยหลุมศพของข้าก็ยังมีเสียงลมบ้าง แต่ที่นี่แม้แต่เสียง
ลมก็ยังไม่มี”
ที่นี่จะเงียบเกินไปแล้ว
ความเงียบทำให้เธอที่เป็นผียังรู้สึกกลัว
“นี่คือค่ายกล! เป็นค่ายกลที่ใช้สำหรับรับรู้และป้องกัน เมื่อมี
สิ่งมีชีวิตเข้าใกล้ มันจะสัญญาณเตือนเจ้าของค่ายกลทันที”
“ค่ายกลปิดกั้นกลิ่นอายของคนเป็น ทำให้ทำนายไม่ได้”
“แยกย้ายกันไปค้นหาเถอะ!”
ทุกคนแยกย้ายกันอย่างรวดเร็ว
ลานบ้านไม่ใหญ่นัก ไม่นานก็ค้นหาทุกที่ที่ควรหาเสร็จสิ้น
“ไม่เจออะไรเลย!”
“ที่ที่ควรจะหา ฉันค้นหมดแล้วค่ะ ไม่ว่าจะเป็นคนหรือผีก็ไม่เห็น
สักตัว”
หงอิน “แม้ว่าที่นี่จะไม่มีอะไรเลย แต่ผมรู้สึกไม่สบายใจ”
ซุนหย่าจิ้ง “ฉันก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน”
เฉิงยวน “น่าจะเป็นเพราะค่ายกลนี้แข็งแกร่งเกินไป สำหรับพวก
เรามันจึงกดดันมากทีเดียว”
ฉู่ลั่วมองไปรอบ ๆ “การที่จี้จิงเหิงสามารถสร้างค่ายกลแบบนี้ได้
แสดงว่าเขาต้องมีความสามารถสูงมาก”
“ถ้าเขาไม่อยากให้คนอื่นรู้ถึงการมีอยู่ของโม่หวายอวี้ เขาคงจะ
ซ่อนไว้อย่างดีแน่นอน”
หงอินมองรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง “แล้วจะทำยังไงดีครับ? ถ้าเกิด
จี้จิงเหิงคนนั้นกลับมาล่ะ?”
“กลับมาก็ดีสิคะ”
ฉู่ลั่วมองเฉิงยวนและซุนหย่าจิ้ง เพียงแค่สบตากันเท่านั้น ทั้งสาม
คนก็เข้าใจกันทันที
ซุนหย่าจิ้งดึงหงอินมา “พวกเราสองคนออกไปก่อเรื่องกันเถอะ”
เฉิงยวน “ข้าจะไปช่วยกำบังให้”
พอพวกเธอไป ฉู่ลั่วก็กระโดดขึ้นบนหลังคาทันที แล้วมองไปรอบ
ๆ
ค่ายกลสงบนิ่ง ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ เลย
หลังจากเฉิงยวนและคนอื่นออกไปได้สิบนาที ฉู่ลั่วก็ยกมือขึ้น
โจมตีใส่ค่ายกล
ในชั่วพริบตานั้น ค่ายกลก็เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
แม้จะอยู่ห่างออกไปหลายก้าว แต่ฉู่ลั่วก็ยังรู้สึกถึงความวุ่นวายที่
เกิดขึ้นตรงลานหน้าได้
“มีวิญญาณร้าย!”
“รีบไล่ตามไปเร็ว!”
ฉู่ลั่วกระโดดลงจากหลังคา แล้วซ่อนตัวอยู่ในห้องที่อยู่ใกล้ ๆ
ไม่นานนักจี้จิงเหิงก็กลับมา
เขาสวมชุดนักพรตสีเขียว สีหน้าเย็นชา มองสำรวจรอบด้าน
อย่างเคร่งขรึม แล้วเดินตรงไปยังห้องของตัวเอง
ฉู่ลั่วยกมือขึ้นทำท่าปิดผนึก แผ่นยันต์ปรากฏขึ้นในมือของเธอ
เธอนำแผ่นยันต์มาแปะไว้บนตัว แล้วตามจี้จิงเหิงไป