เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1622 อาเหิง นายยอมแพ้เถอะ
นักพรตเทียนหลัววิ่งเข้ามา “เจ้านิกาย โปรดละเว้นชีวิตด้วย!”
เขาวิ่งเหยาะ ๆ มาหยุดตรงหน้าฉู่ลั่ว “เจ้านิกาย คุณจะสังหาร
หัวหน้าตระกูลของพวกเราจริง ๆ เหรอ?”
ฉู่ลั่วเอ่ย “ตระกูลจี้กำลังจะปัดความรับผิดชอบ แล้วโยนความผิด
มาให้ฉันเหรอคะ”
นักพรตเทียนหลัว “…”
“ถ้าตระกูลจี้วางแผนแบบนี้ ฉันก็สามารถเรียกลัทธิเต๋าประชุม
ใหญ่ได้ค่ะ”
แบบนี้ไม่ได้การ
สีหน้าของนักพรตเทียนหลัวเปลี่ยนไป “เจ้านิกาย นี่เป็นเรื่อง
ส่วนตัว ไม่อย่างนั้นเจ้านิกายลองไปถามโม่หวายอวี้ดูไหมว่าโม่หวา
ยอวี้กับจี้ไจ่คิดเห็นยังไง? พวกเขายินยอมให้เจ้านิกายสังหารจี้จิงเหิง
จริง ๆ หรือเปล่า”
“เจ้านิกาย ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของตระกูลจี้ ขอให้เจ้า
นิกายพิจารณาอย่างรอบคอบด้วย”
ฉู่ลั่วเก็บดาบ มองนักพรตเทียนหลัวที่พยุงจี้จิงเหิงขึ้นมา “ฉัน
เข้าใจได้หรือเปล่าคะว่าตระกูลจี้รับรู้การกระทำทั้งหมดของจี้จิงเหิง”
สีหน้านักพรตเทียนหลัวชะงักเล็กน้อย “มีแค่ผมที่รู้”
เมื่อเขาหันกลับไปมองฉู่ลั่ว กลับพบว่าฉู่ลั่วหายตัวไปแล้ว
เขาก้มลงมองจี้จิงเหิง แล้วพูดว่า “ฉันไม่ควรเห็นด้วยกับแผนการ
ปิดบังวิถีสวรรค์ของนายตั้งแต่แรกเลย นี่นายกำลังวางแผนเล่นงาน
คนอื่น หรือว่าวางแผนเล่นงานตัวเองด้วยกันแน่!”
จี้จิงเหิงหน้าซีดเผือด แต่ไม่พูดอะไรสักคำ
“ถ้าเป็นเมื่อก่อน ฉันคงจะเห็นด้วยและสนับสนุนให้นายทำแบบนี้
แน่นอน แต่ตอนนี้…ปล่อยมือเสียเถอะ! นายก็เห็นความสามารถของ
ฉู่ลั่วแล้วนี่”
“ตอนนี้เธอไม่เพียงมีความสามารถ แต่ยังมีบุญบารมีด้วย!”
“แถมยังมีรัฐบาลคอยหนุนหลังเธออีก”
“อาเหิง นายยอมแพ้เถอะ!”
จี้จิงเหิงเงยหน้าขึ้นมองเขาแวบหนึ่ง แล้วก้มหน้าลงอีกครั้ง “ยอม
แพ้ไม่ได้ ฉันจะยอมแพ้ได้ยังไง”
นักพรตเทียนหลัวถอนหายใจ
เขาอยากถามจี้จิงเหิงที่กำลังจะเสียสติว่า แท้จริงแล้วเขาไม่อยาก
ละทิ้งหนทางสู่การบรรลุ หรือไม่อยากละทิ้งโม่หวายอวี้กันแน่
……
ทันทีที่ทุกคนหลบหนีออกมา ไจ๋โหรวก็ติดต่อเทพอู่ทง แล้วย้าย
พวกเขาทั้งหมดไปยังโรงแรมอย่างรวดเร็วที่สุด
นับตั้งแต่เจ้านิกายฝ่าด่านเคราะห์ครั้งที่แล้ว เธอก็ได้ติดตั้งค่าย
กลนานาชนิดรอบตัวโรงแรม
ในเวลานี้โรงแรมแห่งนี้คือสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดในมณฑล
หนานทั้งหมด
ส่วนที่ปลอดภัยที่สุดในโรงแรมก็คือห้องของฉู่ลั่ว
ทันทีที่ทุกคนเข้ามาในห้อง พวกเขาก็เห็นฮั่วเซียวหมิงอยู่ด้านใน
นั้น
ฮั่วเซียวหมิงถือเอกสารอยู่ในมือ กำลังจะออกไปข้างนอก “พวก
คุณ…”
ไจ๋โหรวตัดบท “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่มาพักผ่อนที่ห้องของเจ้า
นิกายสักครู่ คุณฮั่วไปทำธุระของคุณเถอะค่ะ”
พูดจบ เธอก็ย้าอีกประโยคว่า “เจ้านิกายไม่เป็นอะไรด้วยค่ะ”
แต่สายตาของฮั่วเซียวหมิงกลับจับจ้องไปที่ชายหญิงท่าทางอ่อน
แรงเช่นกัน เขาเคยได้ยินฉู่ลั่วเล่าถึงสถานการณ์ของตระกูลจี้ จึง
เข้าใจตัวตนของพวกเขาในทันที
อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ถามอะไรมาก แต่กลับพูดว่า “พวกคุณ
ระวังตัวด้วยนะ”
“รู้แล้วค่ะ! คุณฮั่วไปทำธุระของตัวเองเถอะค่ะ!”
พอฮั่วเซียวหมิงไปแล้ว ไจ๋โหรวก็รีบวิ่งไปหาเฉิงยวนทันที “ยวน
ยวน รอหน่อยนะ ฉันจะให้พวกคนในองค์กรส่งของมาให้”
“ไม่ต้องหรอก”
วิญญาณของเฉิงยวนเลือนราง “วิญญาณของข้าบาดเจ็บสาหัส
พลังหยินธรรมดาไม่สามารถเยียวยาได้ รอให้ลั่วลั่วกลับมาแล้วให้
นางพาข้าไปปรโลกสักหน่อยก็พอ”
ไม่นานฉู่ลั่วก็ปรากฏตัวขึ้นในห้องแล้ว
เธอคว้าตัวเฉิงยวนเตรียมจะพาไปปรโลก
“ข้าจะไปด้วย”
สวีจิ้นที่เงียบมาตลอดพลันเอ่ยปาก
ฉู่ลั่วมองไปที่เฉิงยวนหนึ่งที เฉิงยวนไม่อยากพูดอะไรอีก เพียง
แค่หลับตาลงเงียบ ๆ
ฉู่ลั่วจึงใช้มืออีกข้างหนึ่งคว้าตัวสวีจิ้น แล้วพาพวกเขามุ่งหน้าไป
ยังปรโลก
เมื่อฉู่ลั่วกลับมา จี้ไจ่ได้เรียกกว่านหว่านมารักษาโม่หวายอวี้และ
โต้วเหลียงแล้ว
หลังจากกว่านหว่านฝังเข็มเสร็จ เธอก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา
พิมพ์ข้อความ
[ผู้ชายคนนี้ขาดสารอาหารมาเป็นเวลานาน อีกทั้งจิตใจอยู่ใน
ภาวะตึงเครียดมาก ส่งผลให้วิญญาณและร่างกายได้รับความ
เสียหายในระดับหนึ่ง]
[ส่วนผู้หญิงคนนี้ นอกจากขาดสารอาหารแล้วก็ไม่มีปัญหาอื่น
เพียงแต่พลังวิญญาณในร่างกายถูกอักขระกดทับไว้]
จี้ไจ่ชะงัก แล้วมองไปทางโม่หวายอวี้โดยไม่รู้ตัว
“ไม่ใช่บอกว่า…” ไจ๋โหรวก็ตกใจเช่นกัน เธอเผลอถามออกไปว่า
“ป้าโม่เป็นคนธรรมดาเหรอคะ?”