เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1756 ปล่อยเธอไปได้ไหม
เฉิงยวนก้มหน้าครุ่นคิดอยู่สองสามวินาที แล้วเอามือเท้าคาง
พลางส่งยิ้มมองเด็กทั้งสองคน “พวกเจ้าเป็นน้องชายน้องสาวของ
เสี่ยวอิงสินะ! น่ารักจริง ๆ เชียว ข้าเป็นเพื่อนสนิทของนาง…”
“คนโกหก!”
เธอพูดยังไม่ทันจบ น้องชายของสั่วอิงก็แค่นเสียงใส่ “เธอไม่ใช่
เพื่อนสนิทของพี่สาวหรอก”
“พูดอะไรของลูกน่ะ!” แม่ของสั่วอิงรีบปิดปากลูกชายทันที “ขอ
โทษด้วยนะคะ ขอโทษด้วย! เด็ก ๆ ไม่รู้เรื่องน่ะค่ะ”
คนเป็นน้องสาวพูดขึ้น “ก็จริงนี่คะ เธอเป็นคนมาแย่งคู่หมั้นของ
พี่สาวต่างหาก”
พ่อสั่วอิงรีบปิดปากน้องสาวอีกคน เด็กสองคนเริ่มดิ้นรนไปมา
เฉิงหยวนยิ้มเรียบเฉย “ก็แค่เด็ก ๆ ไม่เป็นไรหรอก”
แม่สั่วอิงที่ปิดปากลูกชายไว้มองเฉิงหยวนอย่างลองเชิง หลาย
ครั้งที่อยากจะพูดอะไรออกมาแต่เธอก็อดกลั้นเอาไว้
“เจ้ามีเรื่องอยากจะพูดกับข้าเหรอ?”
แม่สั่วอิงมองสายตาเป็นกังวลและห้ามปรามของพ่อสั่วอิง แล้ว
เอ่ยปากขึ้นมา “ฉันรู้จักคุณ คุณมาเพื่อก่อกวนงานแต่งงานใช่ไหม?”
เฉิงหยวนชะงัก “อะไรนะ!”
แม่สั่วอิงทำใจกล้า “คุณมาเพื่อก่อกวนงานแต่งงานใช่ไหม? ถ้า
คุณมาเพื่อก่อกวนงานแต่ง ฉันจะช่วยคุณเอง!”
เฉิงหยวนกะพริบตาถี่ ๆ ใช้เวลาสักพักกว่าจะปรับตัวได้ “เจ้า
หมายความว่าจะช่วยข้าก่อกวนงานแต่งงานของลูกสาวตัวเองเหรอ?”
แม่สั่วอิงพยักหน้า
พ่อสั่วอิงก็พยักหน้าจริงจัง
น้องชายน้องสาวที่นั่งโต๊ะเดียวกันหยุดดิ้นทันที คนทั้งสี่ต่างมอง
เธอด้วยความคาดหวัง
ราวกับว่าเธอจะเป็นคนที่จะช่วยพวกเขาให้รอดพ้นจากบางสิ่ง!
คนที่จะมาช่วยก่อกวนการแต่งงาน
เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาคาดหวังของคนทั้งครอบครัว เฉิงยวนก็
กล่าวอย่างจนปัญญา “ถึงข้าจะอยากช่วยพวกเจ้า แต่ว่า…”
“งานแต่งกำลังจะเริ่มแล้ว”
ราวกับว่าเพื่อยืนยันคำพูดของเธอ
ในวินาทีถัดมา เสียงดนตรีอันไพเราะก็ดังขึ้นทั่วทั้งลานบ้าน สั่ว
เฟิงในฐานะเจ้าภาพงานแต่งก้าวขึ้นเวที
เธอมองลงไปยังแขกที่นั่งอยู่ด้านล่างด้วยรอยยิ้ม หลังจาก
ทักทายและพูดคุยเล็กน้อยแล้วก็ประกาศว่า “พิธีแต่งงานเริ่มขึ้นอย่าง
เป็นทางการแล้ว”
พิธีแต่งงานของสำนักเต๋าไม่ได้แตกต่างจากพิธีแต่งงานทั่วไป
มากนัก เพียงแต่มีการจัดเตรียมพิธีกรรมเพิ่มเติมบางอย่างเพื่อบอก
กล่าวฟ้าดินและบรรพบุรุษ
ในสถานที่จัดงานแต่งงานที่เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุข
สั่วอิงกับเจี่ยซีปฏิบัติตามคำแนะนำทีละขั้นตอนจนเสร็จสิ้น
กระทั่งพ่อแม่ของสั่วอิงได้รับเชิญให้ขึ้นไป ก็มีคนตระกูลสั่วเดิน
มาหาเฉิงยวนและพูดว่า “คุณเฉิง เชิญ!”
พ่อแม่ของสั่วอิง “…”
เฉิงยวนเดินตามพวกเขาขึ้นไป
บนเวที มีเก้าอี้วางอยู่สามตัว
ตำแหน่งของเฉิงยวนอยู่ตรงกลางพอดี
เธอนั่งลงอย่างสบายอารมณ์ พอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยก็สบตา
กับเจี่ยซีที่มีสีหน้าค่อนข้างตกใจ
พ่อแม่ของสั่วอิงนั่งแยกคนละข้าง
เฉิงยวนยกยิ้มเล็กน้อย หยิบซองอั่งเปาออกมาจากอกเสื้อ วางไว้
บนหัวเข่าแล้วตบเบา ๆ
ความหมายเธอชัดเจนมาก
มาคำนับแล้วรับอั่งเปาไปซะ
สั่วเฟิงยิ้มอยู่ข้าง ๆ ก่อนจะพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นก็เริ่มกันเลย!”
“คำนับผู้อาวุโส!”
เสียงดังก้องเปล่งออกมาจากปากของสั่วเฟิง
“คำนับผู้อาวุโส!”
เธอตะโกนอีกครั้ง
สายตาของทุกคนจับจ้องเจี่ยซีทั้งหมด เขาไม่ได้โค้งตัวลงแม้แต่
น้อย สายตาของเขายังคงจ้องมองเฉิงยวนตลอดเวลา
สั่วอิงที่คลุมผ้าสีแดงอยู่ ร้องเรียกอย่างไม่พอใจแกมระมัดระวังว่า
“อาซี!?”
เจี่ยซี “สนุกไหม?”
เขาเหลือบมองสั่วเฟิง “สั่วหลิง คุณสนุกไหม?”
“สั่วหลิง?”
ทุกคนมองตามสายตาของเจี่ยซีไป เห็นสั่วเฟิงที่หลังค่อม
เล็กน้อยและพิงไม้เท้าอยู่
“สั่วหลิง?” ไจ๋โหรวสงสัย “เขาเรียกหัวหน้าตระกูลสั่วเหรอ?”
ซุนหย่าจิ้งพูดว่า “ชัดเจนพอแล้วนะ!”
เฉิงยวนลุกขึ้นจากเก้าอี้ มองไปทางสั่วเฟิงที่เป็นผู้ดำเนินงานอยู่
ข้าง ๆ
บอกตามตรง เธอก็ไม่ได้แปลกใจอะไรมาก
พ่อแม่ของสั่วอิงวิ่งไปหาลูกสาวของตัวเองอย่างรวดเร็ว แล้วจับ
แขนลากตัวเธอออกไป
แต่ยังไม่ทันถึงครึ่งทาง ก็ถูกเจี่ยซีคว้าข้อมือเอาไว้
พ่อของสั่วอิงเอ่ยเสียงสั่น “เจี่ยซี เธอก็รู้แล้ว เสี่ยวอิงไม่ใช่สั่วหลิง
เธอกับเขาไม่มีบุพเพสิบชาติอะไรทั้งนั้น”
แม่ของสั่วอิงก็พูด “ปล่อยเธอไปเถอะ! พวกคุณปล่อยเธอไปได้
ไหม?”