เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1851 ควรท าหรือเปล่า
แม้เขาจะสวมชุดที่ซับซ้อนและยุ่งยากมาก แต่การเคลื่อนไหว
กลับมีกลิ่นอายของความสง่างามอยู่
จิ่งอีถามอย่างระมัดระวัง “ศิษย์พี่ใหญ่คะ ปีศาจเสือตัวนี้เก่งมาก
เหรอคะ?”
โม่เฉิงพยักหน้าลูบคาง “แน่นอนว่าเก่งมาก แต่พวกเธอก็ไม่ต้อง
กังวล ศิษย์พี่ใหญ่จะปกป้องพวกเธอเอง”
เขาต่างจากโม่เฉิงในความทรงจำของฉู่ลั่วที่คลุ้มคลั่งไปแล้ว โม่
เฉิงตรงหน้านี้กลับเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและคุณธรรม
ฉู่ลั่วนึกถึงความคิดถึงและการรอคอยโม่เฉิงของต้นไม้เซียน
หลางกาน แล้วรู้สึกหนักอึ้งในใจ
พอออกจากคฤหาสน์หลังใหญ่ โม่เฉิงก็โยนยันต์หลายแผ่น
ออกมาทันที พร้อมกับกำชับศิษย์น้องร่วมสำนักของตนว่า “ยันต์
เคลื่อนย้ายนี้เคลื่อนที่เร็วมาก ถ้ารู้สึกไม่สบายต้องบอกฉันนะ”
“ได้ค่ะ ศิษย์พี่ใหญ่”
“ศิาย์พี่ใหญ่เก่งจังเลยครับ”
หลินฟางและจิ่งอีรีบแสดงบทบาทของตัวเองทันที พวกเขาชมจน
โม่เฉิงหน้าแดงไปถึงใบหู เขาพยายามทำหน้านิ่งไว้
ยันต์เคลื่อนย้ายเคลื่อนที่เร็วจริง ๆ ไม่นานทั้งสี่คนก็มาถึง
จุดหมาย
จิ่งอีรีบแกล้งทำเป็นรู้สึกไม่สบายทันที เอนตัวพิงกับฉู่ลั่ว “ศิษย์พี่
ใหญ่คะ ยันต์เคลื่อนย้ายทำให้ฉันรู้สึกไม่สบายมากเลย พวกเราพัก
สักหน่อยได้ไหมคะ”
“ไม่สบายเหรอ? งั้นไปพักแถว ๆ นี้กันก่อนดีกว่า!”
พอเข้าไปในห้อง ระหว่างที่โม่เฉิงออกไป จิ่งอีก็รีบดึงตัวฉู่ลั่วและ
หลินฟางมาพูดคุย “นี่อาจจะเป็นการทดสอบอีกอย่างหนึ่งที่อิ๋งเซียง
มอบให้พวกเรา ถ้าผ่านการทดสอบนี้ได้ เราอาจจะได้เข้าสู่การล่าที่
แท้จริงค่ะ”
พวกเขาอยู่ในภาพลวงตานี้ แต่ไม่เคยเจอผู้เข้าแข่งขันคนอื่น
เลยสักคน
ในภาพลวงตานี้มีแค่พวกเขาไม่กี่คนที่มีชีวิตอยู่เท่านั้น
“ฉันคิดว่าการทดสอบครั้งนี้อาจจะต้องการให้พวกเราระบุว่าโม่
เฉิงเป็นวิญญาณร้ายหรือไม่ หรืออาจจะให้พวกเราช่วยโม่เฉิงสังหาร
ปีศาจเสือ ปีศาจเสือตัวนั้นต้องเก่งกาจมากแน่ ๆ ค่ะ!”
หลิงฟางพยักหน้าจริงจัง
จิ่งอี “ปรมาจารย์ฉู่คิดว่ายังไงคะ?”
ฉู่ลั่ว “ต้นไม้เซียนหลางกานอาจจะไม่ต้องการให้พวกเราลงมือ
มันแค่ต้องการ… ต้องการผู้ชมคนหนึ่ง”
พูดให้ถูกต้องก็คือ มันต้องการเธอเป็นผู้ชม
“ผู้ชม?”
จิ่งอีสงสัยอยู่ครู่หนึ่ง
เธอคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าสถานการณ์แบบไหนที่อิ๋งเซียงต้องการ
ผู้ชม
ฉู่ลั่วพูดว่า “เราเตรียมพร้อมไว้ จะคอยฟังเธอ”
จิ่งอีไม่ได้ติดใจอะไร แต่แบ่งงานตามแผนเดิมที่วางไว้
ฉู่ลั่วตอนนี้ไม่มีพลังวิญญาณแล้ว จึงได้รับมอบหมายให้คอย
สอดส่องโม่เฉิง
ส่วนจิ่งอีและหลิงฟางรับหน้าที่ระวังโม่เฉิง และเตรียมสู้กับปีศาจ
เสือที่กำลังจะมาถึง
ค่าคืนมาเยือน
แสงจันทร์สาดส่องราวกับสายน้า
ฉู่ลั่วเปิดประตูเดินออกไป มองโม่เฉิงที่กำลังบำเพ็ญอย่างตั้งใจ
ภายใต้แสงจันทร์
เธอคิดครู่หนึ่ง แล้วกระโดดมาอยู่ข้าง ๆ เขา
โม่เฉิงยังคงหลับตา มือทั้งสองประกอบ ดูเหมือนไม่รู้สึกตัวเลยว่า
มีคนมายืนอยู่ข้าง ๆ
“ศิษย์น้องมีอะไรจะพูดหรือ?”
ฉู่ลั่วก้มหน้าลง ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก โม่เฉิงก็ล้วงถุงผ้าปัก
ลวดลายสวยงามออกมาจากแขนเสื้อ “ถ้าอย่างนั้นน้องศิษย์ช่วยศิษย์
พี่ใหญ่ดูหน่อยสิ ถุงผ้านี้สวยไหม? คู่หมั้นของฉันเป็นคนให้มา”
ฉู่ลั่วเงยหน้าขึ้นทันที “อะไรนะ!”
โม่เฉิงเลิกแกล้งทำ สีหน้าของเขาเย็นชา “น้องศิษย์ คู่หมั้นของ
ฉันก็คือคนที่ฉันชอบ”
ฉู่ลั่ว “…”
สถานะน้องศิษย์ของเธอมีเรื่องราวน้าเน่าอะไรแบบนี้กับโม่เฉิง
หรือเปล่านะ?
หลังจากพูดคุยอย่างจริงจัง น้าเสียงของโม่เฉิงก็อ่อนลง “น้อง
ศิษย์ ต่อไปเมื่อเธอออกจากสำนักไป เธอจะได้พบผู้คนมากมายกว่า
นี้”
เห็นฉู่ลั่วไม่พูดอะไร โม่เฉิงจึงพยายามปลอบอีกสักพักแล้วให้
‘ศิษย์น้อง’ คนนี้กลับไปพักผ่อน
ฉู่ลั่วไม่ขยับตัว แต่กลับจ้องมองโม่เฉิงแล้วถามว่า “ศิษย์พี่ใหญ่
คิดว่านักพรตควรฆ่าสิ่งมีชีวิตเพื่อการบำเพ็ญของตัวเองหรือเปล่า
คะ?”
“แน่นอนว่าไม่ควร ศิษย์น้องไปได้ยินเรื่องเหลวไหลแบบนี้มาจาก
ไหนกัน รีบลืมมันซะเถอะ การบำเพ็ญของนักพรตควรเป็นการขัด
เกลาจิตใจและร่างกาย ถ้าแค่นี้ยังทนไม่ได้ ก็อย่าบำเพ็ญเลยดีกว่า”
ฉู่ลั่วถามอีกว่า “แล้วการรวบรวมวิญญาณหยินทั้งหมดไว้รอบตัว
เพื่อใช้งานล่ะ ควรทำหรือเปล่า?”
“ยิ่งไม่ควรทำเข้าไปใหญ่”