เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1852 นายไม่ได้กลับมาอีกเลย
โม่เฉิงถึงกับลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น มองหน้าฉู่ลั่วด้วยสีหน้า
ลำบากใจ “ศิษย์น้อง ใครกันที่บอกเรื่องพวกนี้กับเธอ เธอเพิ่งออก
จากสำนักได้ไม่นาน ก็ไปรู้เรื่องมนต์ดำพวกนี้มาจากไหน”
ฉู่ลั่วมองโม่เฉิงที่ทั้งโกรธและกังวล แล้วรู้สึกว่างเปล่าในใจ
เป็นคุณไง!
ใช่แล้ว โม่เฉิงเป็นคุณนั่นแหละ
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการกระทำของคุณ
“ศิษย์พี่ใหญ่อย่าตื่นเต้นไปเลยค่ะ ฉันแค่บังเอิญได้ยินมาเท่านั้น”
โม่เฉิงถามเพื่อยืนยันซ้าแล้วซ้าอีก และอธิบายให้เธอฟังอยู่นาน
ถึงหลักการของนักพรตที่ต้องปราบชั่วร้ายและช่วยเหลือผู้คน ก่อนจะ
ปล่อยให้เธอกลับไป
ฉู่ลั่วกลับมาที่ห้องของตัวเอง เธอยืนอยู่ข้างหน้าต่าง มองโม่เฉิง
ที่อยู่ภายใต้แสงจันทร์ ในหัวนึกถึงตอนที่เธอสังหารโม่เฉิง ใบหน้า
ของเขาในตอนนั้นแสดงออกถึงความบ้าคลั่งและการปลดปล่อย
เธอนึกถึงโม่เฉิงที่ชี้แส้ปัดไปบนท้องฟ้า ตะโกนด่าว่าสวรรค์ไม่
ยุติธรรม
เธอนึกถึงโม่เฉิงที่บอกว่า เขาไม่อยากฆ่าเธอจริง ๆ
ฉู่ลั่วมองโม่เฉิงที่อยู่ตรงหน้า ผู้ที่มีหัวใจซึ่งเต็มไปด้วยความ
ยุติธรรมและต้องการช่วยเหลือโลกใบนี้
เธอพูดเบา ๆ ว่า “คุณอยากให้ฉันเห็นสิ่งเหล่านี้ เพราะอยากให้
ฉันรู้สึกเสียใจหรือ?”
สิ่งที่ตอบกลับมาคือเสียงสายลมที่พัดผ่านอย่างเศร้าสร้อย
วันต่อมา
จิ่งอีและหลิงฟางต่างอ้าปากค้างด้วยความตกใจ มองโม่เฉิงที่
กำลังต่อสู้กับปีศาจจิ้งจอกขนาดใหญ่
ปรมาจารย์ฉู่พูดถูก การปราบปีศาจครั้งนี้ไม่จำเป็นต้องให้พวก
เขาช่วย พวกเขาแค่ต้องเป็นผู้ชมที่ดีก็พอ
“เก่งมาก!” จิ่งอีมีสีหน้าเต็มไปด้วยความเลื่อมใส “นี่เก่งเกินไป
แล้ว! คนแบบนี้ต้องเป็นผู้มีพลังของลัทธิเต๋าแน่ ๆ !”
หลิงฟางมองปีศาจเสือที่ถูกทำร้ายจนเกือบตายแล้วยักไหล่ “เขา
เก่งมากจริง ๆ!”
ปีศาจจิ้งจอกที่แปลงร่างมาห้าร้อยกว่าปี ถึงกับไม่ใช่คู่ต่อสู้ของ
โม่เฉิงเลย
หลิงฟางกลัวจนต้องหลบไปอยู่ข้างหลังฉู่ลั่ว
โม่เฉิงแทงดาบทะลุหัวใจปีศาจเสือ ลากร่างดั้งเดิมของมันเดินมา
อย่างสง่างามภายใต้แสงจันทร์ “ตกใจกันใช่ไหม! พวกเธอช่วยได้
มากจริง ๆ เมื่อกี้ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเธอช่วยขัดขวางปีศาจเสือไว้ ฉัน
คงสังหารมันไม่ได้”
จิ่งอี “…”
หลิงฟาง “…”
ฉู่ลั่ว “…”
ไม่คิดว่าโม่เฉิงจะเป็นคนแบบนี้
โม่เฉิงปลอบใจศิษย์น้องทั้งสาม แล้วพูดกับพวกเขาว่า “ฉันยัง
ต้องไปพบเด็กน้อยคนหนึ่ง พวกเธอไปกับฉันด้วยกันนะ!”
จิ่งอีรีบพูดทันที “พวกเราเชื่อฟังศิษย์พี่ใหญ่ค่ะ”
จนถึงตอนนี้ เธอก็ยังไม่เข้าใจว่าอิ๋งเซียงต้องการให้พวกเขาทำ
อะไรกันแน่
ตอนนี้ก็ต้องดูว่าโม่เฉิงจะพาพวกเขาไปที่ไหนเท่านั้น
โม่เฉิงโยนยันต์เคลื่อนย้ายออกมาอีกไม่กี่แผ่น แล้วพาพวกเขา
ทั้งสามคนเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็หยุดลงที่นอกหมู่บ้านแห่ง
หนึ่ง
ทันทีที่ลงมานอกหมู่บ้าน จิ่งอีก็เห็นต้นไม้ใหญ่ที่เป็นสัญลักษณ์
ทันที
เธอดึงแขนของฉู่ลั่วแล้วพูดว่า “ทำไมถึงเป็นต้นไม้เซียนหลาง
กานล่ะคะ? หรือว่าโม่เฉิงคนนี้รู้จักกับต้นไม้เซียนหลางกาน?”
โม่เฉิงพูดกับพวกเขาว่า “ไปกันเถอะ! ใกล้จะถึงแล้ว”
เขาพาทั้งสามคนมาที่ใต้ต้นไม้เซียนหลางกาน “หลางกาน ฉัน
มาแล้ว!”
กิ่งและใบของต้นไม้เซียนหลางกานสั่นไหว ไม่นานเด็กน้อย
น่ารักคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น บนใบหน้าของเขาไม่แสดงอารมณ์ใด
ๆ เพียงแค่นั่งอยู่บนกิ่งไม้ ก้มมองลงมาที่โม่เฉิงและพวกฉู่ลั่วที่อยู่
ด้านล่าง
โม่เฉิงยิ้มแล้วพูดว่า “ทำไมถึงทำหน้าแบบนี้ล่ะ? เป็นเพราะฉันไม่
ได้มานานเกินไปใช่ไหม? ฉันสัญญาว่าครั้งหน้าฉันจะ…”
“คนโกหก” หลางกานพูดขัดโม่เฉิง “นายไม่ได้กลับมาอีกเลย”
โม่เฉิงชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ยิ้มและพูดว่า “ในเมื่อฉันสัญญา
กับนายแล้ว ฉันก็ต้องกลับมาแน่นอน”
“นายไม่ได้กลับมา” หลางกานก้มหน้าลง น้าเสียงที่ไม่สามารถ
บอกได้ว่าเป็นชายหรือหญิงแฝงไปด้วยความน้อยใจ “นายไม่เคย
กลับมาอีกเลย นายหลอกฉัน”
สีหน้าของโม่เฉิงแข็งค้าง ทั้งร่างของเขาเหมือนหุ่นยนต์ แววตาก็
เหม่อลอยไป