เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 2043 ตอนจบ
“ตอนที่อยู่ในโลกอื่น ฉันเคยคิดถึงเรื่องนี้”
รุ่ยอวิ๋นโจวมองเธอ
“ฉันเคยคิดอยากจะอยู่ด้วยกันกับนาย ลูกศิษย์ของฉันคนนี้ ไป
ตลอดชีวิต”
“นายเป็นเพื่อนคนแรก เป็นญาติคนแรก และเป็นคนแรกที่…ฉัน
อยากปกป้องในโลกใบนี้”
“นายไม่ชอบบำเพ็ญ ฉันก็ไม่บังคับนาย”
“นายมักจะถูกผู้บำเพ็ญคนอื่นและสิ่งลี้ลับหมายตา ฉันก็เลยทำ
ให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นเพื่อปกป้องนาย”
“รุ่ยอวิ๋นโจว ช่วงเวลาที่อยู่กับนายในโลกอื่นนั้นฉันมีความสุข
มาก”
“ถ้าสามารถมีความสุขแบบนี้ไปได้ตลอดชีวิต ฉันก็คิดว่ามันไม่
มีอะไรไม่ดีเลย”
มือของเธอขยับเล็กน้อย ร่มเสวี่ยหลวนปรากฏขึ้นในมือเธอ
เมื่อเห็นร่มเสวี่ยหลวน สายตาของรุ่ยอวิ๋นโจวก็กระตุกเล็กน้อย
พลังที่วุ่นวายรอบตัวเขาสงบลงทันใด
ความเกลียดชังและความไม่ยอมรับทั้งหมดในดวงตาของเขาก็
หายไปด้วย
มือของเขาโบกเบา ๆ ร่มเสวี่ยหลวนก็มาอยู่ในมือ
เขาลูบไล้ร่มเลือดนั้นเบา ๆ
“คุณรังเกียจที่ผมไม่ชอบบำเพ็ญ ถึงได้ทุ่มเทคิดค้นอาวุธชิ้นนี้
ให้ผม มันสามารถปกป้องผมและโจมตีคนอื่นได้ด้วย”
“สมบัติสวรรค์เหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่คุณเสี่ยงชีวิตรวบรวมมา”
“หลายครั้งที่คุณเกือบเอาชีวิตไม่รอด”
รุ่ยอวิ๋นโจวกางร่ม ร่มสีแดงเลือดดูเย้ายวนเป็นพิเศษ
“ตอนนั้นผมคิดว่าคุณต้องการสร้างอาวุธเวทชิ้นใหม่ให้ตัวเอง
ไม่คิดว่าคุณจะทำมันให้ผม”
“คุณไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นผมตกใจและดีใจมากแค่ไหน”
เขายืนอยู่ใต้ร่มสีแดงสด เงยหน้ามองฉู่ลั่วแล้วพูดซ้าอีกครั้ง “มัน
เป็นของที่คุณให้ผม”
“แต่คุณกลับใช้ดาบชิงเจวี๋ยที่ผมให้คุณ และร่มเสวี่ยหลวนที่คุณ
ให้ผม โค่นสวรรค์จนสำเร็จ”
ภายใต้ร่มสีแดงสด ลมหายใจของรุ่ยอวิ๋นโจวเริ่มสับสนวุ่นวาย
ขึ้นมาทันที
ในดวงตาของเขามีเพียงฉู่ลั่วเท่านั้น
สิ่งมีชีวิตที่เหลือรู้สึกถึงการกดทับของกฎเกณฑ์ที่มาจากส่วนลึก
ของจิตวิญญาณ
ไม่ว่าจะเป็นเหล่าเทพหรือสิ่งมีชีวิตใด ต่างถูกกฎเกณฑ์นี้กดทับ
จนต้องคุกเข่าลงกับพื้น
เง็กเซียนพยายามต้านทานด้วยพลังวิญญาณของตนเอง
เทียนเป่าโอบกอดชางฮ่าวไว้แน่น เพื่อป้องกันไม่ให้ชางฮ่าว
ได้รับผลกระทบจากวิถีสวรรค์
ชางฮ่าวพยายามจะขยับตัว แต่ถูกเทียนเป่าห้ามไว้ “พ่อเป็นเด็ก
ดีนะ อย่าขยับ”
ชางฮ่าว “…”
รุ่ยอวิ๋นโจวจ้องมองฉู่ลั่ว
“หรือว่าแม้แต่เทพก็ไม่สามารถหลีกหนีกฎแห่งเหตุและผลได้?”
เขาเป็นคนกำหนดกฎแห่งเหตุและผล
แต่สุดท้ายก็ตายเพราะกฎแห่งเหตุและผลนั้นเสียเอง
“ฮ่าฮ่าฮ่า!” เขาหัวเราะลั่นฟ้า “ฉู่ลั่ว ผมไม่ยอมแพ้หรอก!”
“ผมไม่ยอม!”
ทันใดนั้น ร่มสีแดงก็ค่อย ๆ ร่วงลงมา
กฎเกณฑ์ที่กดทับอยู่บนร่างของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายพังทลายไปชั่ว
พริบตา
สรรพชีวิตรู้สึกว่าความหวาดกลัวที่ฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณหาย
วับไปด้วย
พวกเขาลังเลอยู่พักใหญ่ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนอย่างระมัดระวัง
มองท้องฟ้าด้วยสายตาที่ปราศจากความเคารพ
แต่กลับไม่มีแรงกดดันใด ๆ
เง็กเซียนกระอักเลือดออกมาอย่างรุนแรง
เมื่อวิถีแห่งสวรรค์พังทลายลง คนที่ผูกพันกับวิถีสวรรค์ย่อม
สูญเสียพลังไปมากมายเช่นกัน
เขาเช็ดเลือดที่มุมปาก
มือของเขาหยิบร่มเสวี่ยหลวนที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา “กฎเกณฑ์ที่
วิถีสวรรค์กำหนดไว้ ย่อมผูกมัดวิถีสวรรค์เองด้วย”
“สหายเก่า เจ้าคิดว่าตัวเองอยู่เหนือทุกสิ่ง ควบคุมชะตาชีวิตทุก
คน แต่กลับไม่คิดว่าตัวเองก็กลายเป็นผู้ถูกควบคุมภายใต้กฎเกณฑ์
เช่นกัน”
เขาพับร่มเสวี่ยหลวน “หลบใหลเสียเถอะ! หวังว่าตื่นขึ้นมา เจ้า
จะคิดได้”
ฉู่ลั่วจ้องมองร่มเสวี่ยหลวน ในหัวยังก้องเสียงตะโกนว่า ‘ไม่ยอม’
ของรุ่ยอวิ๋นโจว
เขาไม่ยอมอะไรกันแน่?
ไม่ยอมรับที่ไม่ได้อยู่กับเธอในโลกอื่น เป็นเพียงคู่ศิษย์อาจารย์
ธรรมดา
หรือไม่ยอมรับว่าตนเองที่เป็นถึงวิถีสวรรค์ แต่สุดท้ายกลับถูก
เธอซึ่งเป็นเพียงมนุษย์ตัวจ้อยโค่นล้มสวรรค์ได้
ฉู่ลั่วยื่นมือออกไป นำดาบชิงเจวี๋ยออกมา
เธอเดินไปหาเง็กเซียน ยื่นดาบชิงเจวี๋ยให้
เง็กเซียนเงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัย
ฉู่ลั่ว “ฉันหวังว่า…หวังว่าคุณจะเก็บรักษาของสองอย่างนี้ไว้ให้ดี
ค่ะ”
เง็กเซียนมองเธอ แล้วรับดาบชิงเจวี๋ยไป ก่อนจะโบกมือไปมา
ทันใดนั้นรูปทรงพระจันทร์เสี้ยวสีดำที่ฉีกผ่านความว่างเปล่าก็ปรากฏ
ขึ้น
เขาโยนทั้งดาบและร่มเข้าไปในนั้น
“นี่คือสวรรค์แห่งความว่างเปล่า นอกจากข้ากับวิถีสวรรค์แล้ว
ไม่มีใครสามารถเข้าไปได้ตามใจชอบ”
ฉู่ลั่วพยักหน้า “ขอบคุณมากค่ะ”
เธอหันหลังเดินออกไปข้างนอก
เง็กเซียนที่นั่งอยู่บนเบาะรองนั่งก็ลุกขึ้นยืนเช่นกัน
ฉู่ลั่วเดินไปอยู่ข้าง ๆ ชางฮ่าว จับมือเขาแล้วพูดว่า “พวกเราไป
กันเถอะ!”
ทั้งสามคนออกจากวังม่วงเมฆา
หลังจากนั้น เง็กเซียนก็เดินออกไปจากวังม่วงเมฆา
หลังจากเง็กเซียนผูกพันกับวิถีสวรรค์แล้ว เขาก็ไม่เคยก้าว
ออกมาจากวังม่วงเมฆาแม้แต่ก้าวเดียว
เขาเป็นตัวแทนของวิถีสวรรค์ จึงถูกผูกมัดด้วยพลังอันยิ่งใหญ่
และเกียรติยศที่ได้รับมอบหมาย
เป็นเวลาหลายล้านปีที่เขาไม่ได้ก้าวออกจากที่นี่
ภายนอกวังม่วงเมฆา เหล่าเทพที่ยืนเฝ้าอยู่ต่างคุกเข่าลงพร้อม
กันทันที แสดงความเคารพอย่างนอบน้อม
“ขอคารวะเง็กเซียน”
เง็กเซียนก้มมองเหล่าเทพเบื้องล่าง แล้วกวาดสายตาลงไปอีก
มองเห็นสรรพชีวิตนับหมื่นนับแสน
นี่แตกต่างจากการสอดส่องผู้คนในวังม่วงเมฆา
นี่คือสิ่งที่เขามองเห็นด้วยตาของตัวเองจริง ๆ
……
ณ คฤหาสน์เมฆใสเฝ้ามองตะวัน
ฉู่ลั่วพาชางฮ่าวมาปรากฏตัวที่คฤหาสน์ ในคฤหาสน์เมฆใสเฝ้า
มองตะวันมีคนยืนอยู่ไม่น้อย
พอเห็นพวกเขาปรากฏตัว ทุกคนก็พากันกรูเข้ามา
ยมทูตขาวดำเคลื่อนที่เร็วที่สุด พูดด้วยน้าเสียงตื่นเต้นว่า
“ปรมาจารย์ฉู่ ปรมาจารย์ฉู่ครับ วิถีสวรรค์หายไปแล้ว”
ฉู่ลั่วพยักหน้า “ฉันรู้แล้วค่ะ”
ซุนหย่าจิ้งที่วิ่งตามหลังมา พอมาถึงก็อดพูดว่าไม่ได้ว่า “คุณพา
ลูกไปง้อผู้ชายจริง ๆ เหรอ? ในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ คุณกลับไปง้อ
ผู้ชายเนี่ยนะ?”
เฉิงยวน “ชางฮ่าว เจ้าอารมณ์ร้อนเกินไปหน่อยแล้วนะ! อย่าทำ
ตัวเย่อหยิ่งนักเลย ระวังฉู่ลั่วจะไม่ต้องการเจ้า แล้วเจ้าจะไม่มีที่ให้
ร้องไห้”
จิ่งเจียเหยียนในร่างงูเบียดผู้คนออกไป แล้วมาอยู่ด้านหน้าสุด
เอ่ยด้วยสีหน้ารังเกียจ “นายยังดูถูกฉันว่าเป็นสัตว์เลือดเย็น นายเป็น
มังกรก็เป็นสัตว์เลื่อยคลานเลือดเย็นเหมือนกันไม่ใช่เหรอ? พอ
กลายเป็นคนก็ลืมไปแล้วว่าตัวเองเป็นมังกรเหรอ!”
“มังกรที่ลืมรากตัวเองเหง้าแบบนี้ ลั่วลั่ว พวกเราไม่ต้องชอบเขา
หรอก”
ซ่งเมี่ยวเมี่ยวจูงมือปิ่งจ้าวถัง พวกเธอทั้งสองคนนั่งอยู่บนหลัง
ของจิ่งเจียเหยียน และมาหาฉู่ลั่วได้อย่างราบรื่น
“ว้าว นี่คือเทียนเป่าสินะ! น่ารักจัง สวยมากเลย!”
“เทียนเป่า สวัสดี! ฉันชื่อเมี่ยวเมี่ยว ส่วนเธอคือถังถัง พวกเรามา
เล่นด้วยกันได้นะ มาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเถอะ”
ด้านหลังของทุกคนคือคนจากตระกูลฮั่วและตระกูลฉู่
คนตระกูลฉู่เพิ่งรู้ว่าฉู่ลั่วกลับมาพร้อมกับเด็ก พอได้รับข่าว พวก
เขาก็รีบร้อนมากัน
คนจากสองตระกูลที่อยู่ด้านหลังต่างก็กระวนกระวายมาก
“อย่าเบียดเทียนเป่านะ!”
“เร็วเข้า ให้พวกเราดูเทียนเป่าหน่อย!”
“อาจิ่ว แกก็เหมือนกัน ถึงจะโกรธก็ไม่ควรหนีออกจากบ้านนะ
แถมยังต้องให้ลั่วลั่วพาลูกไปง้อแกอีก นิสัยแบบนี้ต้องปรับปรุง!”
เสียงอึกทึกครึกโครมดังไปทั่ว
สีหน้าของทุกคนต่างสะท้อนในดวงตาของฉู่ลั่ว
เธอหันหน้าไป เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของชางฮ่าวกับเทียนเป่าที่
กำลังโบกมือทักทายผู้คนด้วย
เธอกุมมือของชางฮ่าวแน่น
“ไปกันเถอะ!”
ไปสู่ความวุ่นวายและคึกคักที่เต็มไปด้วยสายสัมพันธ์
ไปสู่อนาคตที่ไม่มีกฎเกณฑ์จากสวรรค์กำหนดไว้
ไม่มีการแบ่งแยก