เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 336 ความขัดแย้งปะทุออกมา
บทที่ 336 ความขัดแย้งปะทุออกมา
ซู่เซี่ยงหยางรีบเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นกลุ่มคนที่เตรียมตัวเสร็จแล้ว ก็ขมวดคิ้ว “เมื่อกี้คุยกันแล้วไม่ใช่เหรอ? พรุ่งนี้เช้าค่อยออกเดินทาง รอให้โดรนของพวกเราตรวจสอบสถานการณ์ให้ชัดเจนก่อน ค่อยเข้าไป”
ชิงหยางส่ายหน้าพลางเอ่ยว่า “ผู้บัญชาการซู่ ไม่ใช่พวกเราไม่เต็มใจจะรอให้ถึงพรุ่งนี้ แต่เพราะทางนั้น… คงมีบางอย่างเกิดขึ้นแล้ว”
เมื่อเขาอธิบายให้ฟัง ซู่เซี่ยงหยางยังคงขมวดคิ้ว “ไม่ได้ เพื่อความปลอดภัยของพวกคุณ จะบุ่มบ่ามแบบนี้ไม่ได้ ต้องรอให้ถึงพรุ่งนี้ก่อน ต้องแน่ใจก่อนว่าอีกฝั่งของลำธารปลอดภัย ถึงจะไปได้”
คนของลัทธิเต๋าพูดอย่างทนไม่ไหวว่า “จะพูดด้วยทำไมเยอะแยะ? เขาไม่เข้าใจหรอก!”
“ชิงหยาง พวกเราไปก่อนแล้วนะ ช้าไปอีกแค่นิดเดียว ไม่แน่ว่าอาจจะมีคนตาย ไม่รู้ว่าพลังหยินที่พุ่งทยานขึ้นไปบนฟ้านี้ กำลังจะทำอะไร?”
มีหลายคนไม่สนใจคำร้องขอของซู่เซี่ยงหยาง และก้าวเท้าเดินออกไป
“ขวางพวกเขาไว้!”
ซู่เซี่ยงหยางออกคำสั่ง ทหารที่อยู่รอบ ๆ ก็หันหลับมา มองคนของลัทธิเต๋าด้วนสีหน้าจริงจัง มือจับอาวุธที่เอวทันที
ความขัดแย้งปะทุออกมาแล้ว!
“บอกแต่แรกแล้ว ว่าอย่าติดต่อกับคนของรัฐบาล พวกเขาไม่เข้าใจลัทธิเต๋าหรอก พวกเขารู้แค่ว่าอะไรคือไสยศาสตร์อะไรคือวิทยาศาสตร์เท่านั้น”
คนของลัทธิเต๋ามองคนของกองทัพอย่างไม่พอใจ โดยเฉพาะอาวุธที่อยู่ตรงเอวของทหาร
ซู่เซี่ยงหยางพูดเสียงเคร่งขรึมว่า “ผมทำเพื่อความปลอดภัยของพวกคุณ”
“ถ้าความปลอดภัยของพวกเราต้องพึ่งพาพวกคุณ ก็จบเห่กันแล้ว”
ซู่เซี่ยงหยางหรี่ตา “…”
เหล่าทหารก็เผยท่าทีไม่พอใจออกมาเช่นกัน
ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันแล้ว
ซู่เซี่ยงหยางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะพูดกับชิงหยางว่า “นักพรตชิงหยาง ก่อนจะมาพวกเราคุยกันแล้ว ผมมีหน้าที่รับผิดชอบความปลอดภัยของพวกคุณ สถานการณ์ที่ฝั่งตรงข้ามลำธารยังไม่ชัดเจน ถ้าพวกคุณเป็นอะไรไป เท่ากับผมละเลยหน้าที่”
ชิงหยางอยากจะพูดบางอย่าง แต่เห็นฉู่ลั่วสะบัดมือ จนมียันต์แผ่นหนึ่งลอยเข้าไปหาผู้นำฝ่ายทหาร
ซู่เซี่ยงหยางยกมือจะโจมตี ก็ได้ยินเด็กสาวพูดว่า “ถ้าคุณไม่เชื่อพวกเรา ก็ดูเอาเองแล้วกันค่ะว่าพวกเรามองเห็นอะไร”
ผู้นำฝ่ายทหารเก็บมือที่วางอยู่บนเอวทันที
ยันต์ขนาดเท่าใบไม้คลุมลงบนดวงตาเขา เพียงวินาทีเดียวก็หายไปแล้ว
ซู่เซี่ยงหยางรับรู้ได้ถึงความรู้สึกเย็นในดวงตา
จนกระทั่งมันหายไป เขาถึงได้ลืมตาขึ้น
คนของลัทธิเต๋าและทหารต่างก็มองมาที่เขา
ซู่เซี่ยงหยางทอดสายตาไปรอบ ๆ แต่ไม่เห็นความผิดปกติอะไร
ฉู่ลั่วจึงชี้นิ้วขึ้นไปบนฟ้า ไม่ไกลจากตรงนี้
เมื่อซู่เซี่ยงหยางมองตาม สีหน้าที่เคยสงบนิ่งก็เปลี่ยนไปแล้ว “นี่คือ…”
“พลังหยินค่ะ” ฉู่ลั่วเอ่ย “เป็นพลังที่เกิดขึ้นหลังจากสิ่งมีชีวิตตายไปแล้ว”
ซู่เซี่ยงหยางขมวดคิ้ว ในแววตาไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
“เมื่อตอนกลางวันพวกเรามองไม่เห็น เมื่อกี้ตอนที่ฉันเห็นพลังหยิน ดูเวลามาแล้วเป็นช่วงสี่ทุ่มค่ะ”
“พวกเราในฐานะคนของลัทธิเต๋า สามารถสัมผัสถึงพลังหยินที่แข็งแกร่งได้ ทว่าพลังหยินที่ลอยขึ้นไปบนฟ้านี้ คนในลัทธิเต๋าที่อยู่ที่นี่ไม่มีใครสัมผัสได้เลย”
“นี่คือเหตุผลที่พวกเราจำเป็นต้องเข้าไปดูค่ะ”
ฉู่ลั่วอธิบายจบ ซู่เซี่ยงหยางก็ตัดสินใจแบ่งทีมอย่างรวดเร็ว กลุ่มหนึ่งอยู่ที่เดิม อีกกลุ่มให้เตรียมอาวุธและอุปกรณ์สำหรับปฏิบัติภารกิจตามมา
“นักพรตฉู่ คุณช่วยทำให้คนในทีมของพวกเรามองเห็นแบบที่ผมเห็นได้ไหม” ซู่เซี่ยงหยางเอ่ยถาม
ฉู่ลั่วบอกว่า “ยันต์ที่ฉันให้คุณไปเมื่อกี้คือยันต์เบิกเนตร เมื่อเปิดดวงตาแล้ว คนธรรมดาก็สามารถมองเห็นสิ่งลี้ลับได้”
“แต่รูปร่างของสิ่งลี้ลับแปลกแตกต่างกันไป ไม่ใช่ภาพน่าดูนัก…”
ซู่เซี่ยงหยางบอกว่า “นักพรตฉู่วางใจ คนที่ผมพามาด้วยมีแต่คนจิตแข็งทั้งนั้น”
ฉู่ลั่วเห็นผู้นำฝ่ายทหารขอร้องอย่างหนักแน่น ก็ไม่ปล่อยให้เสียเวลา เธอโยนยันต์ออกไป
ไม่นานทหารที่ต้องออกเดินทางไปด้วยก็เปิดดวงตาเสร็จแล้ว
เหมือนกับที่ซู่เซี่ยงหยางบอก พวกเขาทุกคนจิตแข็งมาก ทันทีที่มองเห็นพลังหยินที่ลอยขึ้นฟ้า ก็ไม่ได้ตื่นตระหนกจนหน้าถอดสี
“ออกเดินทาง”
คนในลัทธิเต๋าแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งคอยเปิดทางอยู่ข้างหน้า อีกกลุ่มตามมาข้างหลัง
ทหารถูกพวกเขาคุ้มกันให้อยู่ตรงกลาง
ซู่เซี่ยงหยางไม่พอใจกับการจัดรูปแบบแบบนี้เท่าไหร่ แต่เพราะดวงตาถูกเปิดแล้วถึงรู้ว่านี่ไม่ใช่สนามของตัวเอง จึงไม่ได้พูดอะไรมาก
“ยันต์เบิกเนตรของเธอ เป็นของที่ได้รับสืบทอดมาเหรอ?”
เปียนเหลียงเอ่ยขึ้นมา
แม้ว่าเขาจะอายุห้าสิบกว่าปีแล้ว แต่เพราะบำเพ็ญพลังวิญญาณมานาน ตัวเขาเบาและว่องไวมาก ดูไม่ออกเลยว่าเป็นคนอายุห้าสิบกว่าแล้ว
ฉู่ลั่วตอบ “วาดเองค่ะ”
เปียนเหลียง “…”