เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 385 เข้าฝัน
ทที่ 385 เข้าฝัน
“ท่านปรมาจารย์ ฉันก็อยากเข้าฝัน!”
“ท่านปรมาจารย์ ตระกูลฉันก็มีลูกหลานอกตัญญู ฉันได้ยินมาว่าตอนนี้หลานชายของฉัน วัน ๆ เอาแต่เที่ยวเล่นในบาร์หรือดิสโก้อะไรก็ไม่รู้ ฉันกลุ้มใจจนอยากจะกลับไปมีชีวิตเลยล่ะค่ะ”
“หลานของฉันไม่อะไรหรอกนะคะ ลูกชายของฉันต่างหากที่อกตัญญู อายุสี่สิบกว่าแล้วยังไม่แต่งงานอีก เขานี่สมควรตายจริง ๆ”
“ลูกหลานของฉันไม่กระตือรือร้นเลย”
“ลูกหลานฉันวัน ๆ เอาแต่นอนขี้เกียจ”
“ลูกหลานฉันยากจนถึงขนาดต้องกินแต่อาหารนอกบ้าน”
“ลูกหลานฉันจนจนแทบจะไปคุ้ยขยะกินอยู่แล้ว”
“ลูกหลานฉันเวลาหิวแม้แต่อึในห้องน้ำก็ยังกินได้”
…
ครั้นหัวหว่านเห็นคำพูดเกินจริงขึ้นเรื่อง ๆ ก็กระซิบเสียงเบาว่า “ลูกหลานของพวกเขาจะรู้ไหมนะว่าบรรพบุรุษตัวเองแย่งกันด่าขนาดนี้?”
เฉิงยวนเอ่ย “ก็ด้วยพวกเขาอยากให้ฉู่ลั่วใจอ่อน พากลับบ้านไปเข้าฝันลูกหลานอย่างไรเล่า”
ซ่งเมี่ยวเมี่ยวยืนอยู่ข้าง ๆ เมื่อเห็นคนกลุ่มนั้นพูดกันเสียงดัง เธอก็เอียงศีรษะเล็กน้อย “หลังจากพวกเขาตายไปแล้ว ก็กลับบ้านไม่ได้เหรอคะ?”
เฉิงยวนลูบศีรษะของวิญญาณตัวน้อย “พวกเขาไม่เหมือนพวกเรา อยู่ได้แค่ในสุสานไปตลอดอายุขัยเท่านั้น”
ซ่งเมี่ยวเมี่ยว “ทำไมล่ะคะ?”
“เพราะที่นี่คือฮวงจุ้ยของสุสานดอกบัว ต่อให้ตายอย่างไม่เป็นธรรม แต่ถ้าฝังไว้ที่นี่ วิญญาณของพวกเขาก็จะใสสะอาด จะไปตามล่าใครก็ไม่ได้”
“ที่นี่ก็เหมือนกับข่ายกลอันหนึ่งที่กักขังวิญญาณเหล่านี้เอาไว้ข้างใน พวกเขาไม่สามารถออกไปได้ ต้องรอจนกว่าจะได้เข้าสู่การเวียนว่ายไปยังภพภูมิใหม่เท่านั้น”
“อีกอย่าง แม้วิญญาณสามารถออกไปจากหลุมศพของตัวเองได้ แต่วิญญาณนั้นถูกโลกนี้ปนเปื้อนได้ง่าย โกรธเกลียดได้ง่าย สุดท้ายจะกลายเป็นผีร้ายในที่สุด”
เธอกับซ่งเมี่ยวเมี่ยวก็เป็นเช่นนี้
หากไม่ใช่เพราะฉู่ลั่วชำระล้างวิญญาณของพวกเธอทุกสองสามวัน พวกเธอคงกลายเป็นผีร้ายไปนานแล้ว
เฉิงยวนมองฉู่ลั่วด้วยแววตาที่อ่อนลงมาก
หากตอนนั้นคนที่เปิดสุสานโบราณไม่ใช่ฉู่ลั่ว บางที…
ขณะกำลังคิด เฉิงยวนก็ได้ยินฉู่ลั่วที่อยู่อีกทางพูดขึ้น “วาดยันต์ทีละแผ่นมันยุ่งยากเกินไปค่ะ ฉันจะร่ายมนต์ตรงนี้ ให้พวกคุณไปเข้าฝันพร้อมกันคืนนี้เลยแล้วกัน”
“คืนนี้เลยเหรอ? ทำไมเร็วจัง ฉันยังไม่ทันคิดเลยว่าจะพูดอะไรกับพวกเขาดี?”
“ถ้าอย่างนั้นก็ทำตามที่ท่านปรมาจารย์บอกเถอะ”
“ได้เข้าฝันก็ดีมากแล้ว ยังจะเรื่องมากอีก รีบ ๆ คิดสิ!”
ทันใดฉู่ลั่วก็นั่งขัดสมาธิ แล้วทั้งสุสานก็เกิดอาการกระสับกระส่ายขึ้นมา
ผีแต่ละตนต่างก็วิ่งไปส่งข่าวกัน ชั่วพริบตาผีทุกตนก็เริ่มคิดแล้วว่าอยากไปเข้าฝันใคร และควรพูดอะไร!
ฉู่ลั่วนั่งสมาธิเรียบร้อยแล้ว มือสองข้างประสานกัน ปากก็ท่องคาถา
ไม่นาน แสงสีขาวสายหนึ่งก็กระจายออกมาจากศูนย์กลางวงกลมที่เธอนั่งอย่างรวดเร็ว
เมื่อผีทุกตนที่สัมผัสกับแสงสีขาวนั้น ก็หายไปในทันที
…
รุ่งเช้า
หยาดน้ำค้างใสยังคงเกาะพราวอยู่บนกิ่งก้านใบสีเขียว บ้างก็กลิ้งไปตามใบไม้ ก่อนจะตกลงบนพื้น
ตอนนี้รถหลายคันวิ่งมาจอดอยู่ด้านล่างสุสานดอกบัว เด็กสาวคนหนึ่งอายุสิบเจ็ดสิบแปดปีเดินหาวออกมาจากรถ
“เพราะความฝันเดียว เลยต้องมาที่นี่ตั้งแต่เช้าตรู่ มีอะไรผิดปกติหรือเปล่าคะ? กว่าโรงเรียนจะให้หยุดพักหนึ่งวันไม่ง่ายเลยนะคะ อยากนอนขี้เกียจหน่อยก็ไม่ได้”
ไม่นานก็สามีภรรยาอีกคู่หนึ่งออกมาจากรถ “เมื่อวานคุณตาคุณยายของลูกมาเข้าฝัน บอกว่าพวกท่านไม่ได้เจอลูกนานแล้ว ให้พวกเราพาลูกมาเจอพวกท่านน่ะสิ”
“ลูกน่ะ! ใจร้ายมากเลยนะ ตอนลูกยังเล็กคุณตาคุณยายรักลูกมากที่สุดแท้ ๆ”
ทั้งสามคนถือของเซ่นไหว้หลายอย่างเดินเข้าไป
จูโจวถือตะกร้ากระดาษเงิน มองซ้ายมองขวา ทันใดนั้นดวงตาก็ชะงักค้าง เธอมองไปยังผู้หญิงคนหนึ่งที่สวมชุดกระโปรงยาวสไตล์จีนร่วมสมัยที่อยู่ตรงหน้า
“ให้ตาย สาวสวยล่ะ! ตอนเช้า ๆ ได้เจอผู้หญิงสวยขนาดนี้ วันนี้เป็นวันที่ดีจริง ๆ”
เธอแอบหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา ถ่ายรูปคนสวยที่กำลังเดินลงบันไดไว้หลายรูป ด้วยความรู้สึกตื่นเต้น
สาวสวยเดินเข้ามาใกล้ กระโปรงยาวพลิ้วไหว ปิ่นหยกที่ผมของเธอสะท้อนกับแสงแรกในยามเช้าและเปล่งรัศมีออกมา
ตอนที่เห็นครอบครัวของพวกเขา สาวสวยก็พยักหน้าให้เล็กน้อย ก่อนจะเดินจากไปพร้อมเพื่อน ๆ
“ยังมีคนมาเช้ากว่าพวกเราอีกนะเนี่ย” แม่ของจูโจวพูดด้วยเสียงประหลาดใจ
จูโจวมองตามแผ่นหลังของสาวสวยไป พลางเอ่ยด้วยความสงสัยว่า “รู้สึกคุ้นมากเลยค่ะ แต่จำไม่ได้ว่าเคยเห็นที่ไหน!”
“สวยขนาดนี้ อาจจะเป็นดาราก็ได้” พ่อของจูโจวพูดออกมาด้วยเสียงประหลาดใจ “ไปกันเถอะ! คุณพ่อคุณแม่รอแย่แล้ว”