เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 398 ผู้กำกับรายการเรียลลิตี้
บทที่ 398 ผู้กำกับรายการเรียลลิตี้
อิ่นซานบอกให้พวกพนักงานไปส่งพ่อแม่ของเหิงหว่านไป๋กลับ ตอนนี้ทั้งโรงภาพยนตร์จึงเหลืออยู่เพียงเจ้าหน้าที่กองถ่ายของพวกเขากับพวกฉู่ลั่วเท่านั้น
คราวนี้อิ่นซานถึงได้หันไปทางเหิงหว่านไป๋ที่ยืนร้องไห้อยู่ข้าง ๆ อย่างไม่สามารถควบคุมได้
คนเขียนบทรีบเข้าไปโอบวิญญาณของเหิงหว่านไป๋เอาไว้แล้วปลอบใจเธอทันที “เอาละ ไม่ต้องร้องไห้แล้ว ตอนนี้ได้แก้แค้นไปแล้ว พวกบล็อกเกอร์ที่พูดจาให้ร้ายเธอก็ถูกชาวเน็ตคว่ำบาตรไปแล้วด้วย”
“พ่อแม่ของเธอก็ได้รับเงินก้อนนั้นไปใช้ชีวิตดี ๆ ในบั้นปลายแล้วนะ”
“ไม่ต้องร้องไห้แล้ว!”
“เธอไม่ต้องอยู่ด้วยใจที่โกรธแค้นอีกต่อไปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างจบสิ้นแล้วนะ”
ทุกคนต่างปลอบวิญญาณประจำกองถ่าย
เหิงหว่านไป๋สงบสติอารมณ์แล้วเดินไปตรงหน้าฉู่ลั่ว พลางเอ่ยอย่างจริงจัง “ขอบคุณนะคะ! ขอบคุณท่านปรมาจารย์ ถ้าไม่มีท่าน ตอนนี้ฉันก็คงไม่สามารถทำความฝันที่มีมานานให้สำเร็จได้”
เธออาจจะถูกขังอยู่ในกล้องไปตลอด
หลังจากหลุดออกมาได้ก็อาจจะมีแต่ความแค้นไปไล่ฆ่าเหลยเฉิง ปล่อยให้ความฝันตายไปกับตัวเธอ โดยไม่มีโอกาสครั้งที่สองอีก
“ขอบคุณค่ะท่านปรมาจารย์”
“นี่เป็นความโชคดีของเธอเองด้วย” ฉู่ลั่วคิดเช่นนั้น ที่เหิงหว่านไป๋ได้พบกับพวกอิ่นซานก็นับเป็นดวงชะตาเจ้าตัว
ระหว่างที่พูดคุยกันอยู่นั้น กลิ่นอายผีที่อยู่รอบตัวของเหิงหว่านไปก็ค่อย ๆ จางหายไปอย่างช้า ๆ
วิญญาณของเธอก็จางหายไปทีละน้อยเช่นกัน
ทุกคนต่างมองไปทางฉู่ลั่ว
ฉู่ลั่วบอก “ความพยาบาทจบลงแล้ว เธอควรจะไปปรภพได้แล้ว”
ภาพยนตร์เรื่องภาพหลอกวิญญาณหลอนทำรายได้สูงมาก ทีมงานกองถ่ายทุกคนล้วนเป็นที่จับตามอง นักแสดงทุกคนก็เป็นที่รู้จักมากขึ้นกันทั้งหมด
โดยเฉพาะผู้กำกับอิ่นซาน ก่อนหน้านี้เขาเป็นนักแสดงแล้วผันตัวมาเป็นผู้กำกับ ภาพยนตร์เรื่องนี้นับว่าเป็นผลงานที่พลิกความสำเร็จของเขาเลยทีเดียว
ภาพยนตร์ที่เขาสร้างมาก่อนหน้านี้ถือว่าทำได้ดีในบ็อกซ์ออฟฟิศ แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมสักเท่าไหร่
ระหว่างที่อิ่นซานไปส่งฉู่ลั่วด้วยตัวเองนั้น ก็ได้พบว่ามีแฟนคลับถ่ายรูปอยู่ไกล ๆ จำนวนมาก จึงโบกมือทักทายพวกเขาไป
กระทั่งไปส่งฉู่ลั่วถึงหน้าประตูรถแล้ว เขาก็มุดตัวเข้าไปในรถของฉู่ลั่วแล้วพูด “ท่านปรมาจารย์ มีเรื่องที่ผมอยากจะถามสักหน่อยครับ?”
“เรื่องอะไรคะ?”
“ท่านปรมาจารย์จะปฏิเสธรายการวาไรตี้ไหมครับ?”
ฉู่ลั่วขมวดคิ้วโดยไม่ได้พูดอะไร
“คืออย่างนี้ครับ ผมมีเพื่อนผู้กำกับอยู่คนหนึ่ง เขาทำรายการวาไรตี้ มีชื่อเสียงมาเลยนะครับ เคยทำรายการวาไรตี้ที่โด่งดังมาเยอะมาก”
“คือว่าเขาขอร้องให้ผมมาถามท่านปรมาจารย์ ว่ามีความคิดที่จะเข้าร่วมรายการวาไรตี้บ้างหรือเปล่า? ถ้ามี ผมจะให้เขามาคุยกับท่านปรมาจารย์ด้วยตัวเองเลย แต่ถ้าไม่มี ก็ถือเสียว่าผมไม่ได้พูดเรื่องนี้แล้วกันครับ”
ฉู่ลั่วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง พลางเอ่ยถาม “เป็นรายการวาไรตี้ประเภทไหนคะ?”
“ดูเหมือนว่าจะเป็นรายการประเภทเรื่องเหนือธรรมชาติน่ะครับ ในส่วนของรายละเอียดผมไม่ค่อยรู้แน่ชัดเท่าไหร่ ถ้าท่านปรมาจารย์อยากจะฟังรายละเอียด ผมจะติดต่อเขาให้ครับ”
“ได้ค่ะ”
อิ่นซานปิดประตูรถ มองส่งฉู่ลั่วเดินทางกลับไป แล้วถึงหยิบมือถือออกมาต่อสายหาเพื่อนของตนเอง “นายนี่มันรู้จักเอ่ยปากจริง ๆ เลย ท่านปรมาจารย์เขา… ช่างเถอะ ฉันติดต่อกับท่านปรมาจารย์ให้แล้ว ถึงเวลาฉันจะไปเป็นเพื่อนนายแล้วกัน”
“ฉันจะบอกนายไว้ก่อนเลยนะ! ท่านปรมาจารย์ไม่ได้เป็นดารา นายห้ามทำอะไรเหลวไหลล่ะ”
“รู้ก็ดี”
ไม่กี่วันต่อมา อิ่นซานพาเพื่อนของเขามาที่บ้านของฉู่ลั่ว
หัวหว่านพาพวกเขาเข้าไปด้านใน ข้ามสะพานขนาดเล็กที่มีธารน้ำไหลผ่านและเดินบนทางเดินหิน
ทันใดนั้น เฉียวโจวส่งเสียงร้องออกมาและชี้ไปทางต้นไม้สูงกว่าสิบเมตรที่อยู่ไม่ไกลนัก “งู! งูตัวเบ้อเร่อเลย!”
หัวหว่านเงยหน้ามองดูและเห็นว่าเป็นจิ่งเจียเหยียน เธอจ้องมองปีศาจงูสวาทที่กำลังซ่อนตัวอยู่ภายในต้นไม้ใหญ่ เหลือเพียงแค่หางสีขาวเงินโบกสะบัดอยู่กลางอากาศ
หัวหว่าน “…”
ซ่อนตัวแต่ไม่ซ่อนหางเหรอยะ!?
“นี่คือสัตว์เลี้ยงของคุณหนูค่ะ”
อิ่นซานจ้องเขม็งไปทางเฉียวโจว “อย่าทำตัวเหมือนไร้ประสบการณ์แบบนี้”
ผู้กำกับหนุ่มผ่านเรื่องผีสิงกองถ่ายมาแล้ว ดูสุขุมทีเดียว
เขาเอ่ยเสียงแผ่วเบา “หากนายยังอยากทำรายการเรียลลิตี้เหนือธรรมชาติอยู่ นายก็ต้องกล้ามากกว่านี้อีก”
เฉียวโจวเอามือทาบหน้าอก “มันปกติไม่ใช่เหรอ ที่จะไม่รู้ว่าบ้านจะสามารถเลี้ยงงูตัวใหญ่ขนาดนี้ได้?”
เขามองดูสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างระแวดระวังและเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบายิ่งกว่า “ผมได้ยินมา! เรื่องจริงหรือเปล่าครับที่บ้านของท่านปรมาจารย์เลี้ยงผี?”
อิ่นซานชำเลืองมองเขา “ไม่ว่าจะเป็นจริงหรือโกหก มันมีผลกับการเชิญท่านปรมาจารย์ของนายหรือเปล่า?”
เฉียวโจวส่ายหน้าทันใด “ไม่มีผล ไม่มีผล”