เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 453 สายสัมพันธ์ลึกซึ้งของพี่น้อง
บทที่ 453 สายสัมพันธ์ลึกซึ้งของพี่น้อง
“ปรมาจารย์ฉู่”
ฝางไคจี้เดินเข้ามาและเอ่ยทักทายพวกเขาอย่างสุภาพ จากนั้นเอ่ยด้วยใบหน้าเขินอาย “ไม่ทราบว่าปรมาจารย์ฉู่จะมอบกระดาษยันต์ให้กับพวกผมสักสองสามแผ่นได้หรือเปล่าครับ”
“นี่เป็นครั้งแรกที่ผมมาเข้าร่วมรายการแนวนี้ ไม่รู้ว่าควรระมัดระวังอะไรบ้าง เลยรู้สึกกลัวนิดหน่อย”
ฝางไคจี้เป็นศิลปินชายแถวหน้าของประเทศ ทั้งรูปร่างหน้าตาและทักษะการแสดงถือเป็นอันดับต้น ๆ
เมื่ออยู่ต่อหน้าเขา หางเจียซิ่นและเย่อวิ๋นชูต่างก็เอ่ยเรียกเขาว่ารุ่นพี่
“ถ้าหากว่าลำบากใจงั้นก็ไม่เป็นไรครับ” ฝางไคจี้ยิ้มเจื่อนและหัวเราะแห้ง
เขาหันหลังกลับและกำลังจะเดินจากไป
ฉู่ลั่วตอบ “ได้ค่ะ ฉันจะมอบกระดาษยันต์ให้กับพวกคุณ”
เธอหยิบกระดาษยันต์ออกมาสามแผ่นแล้วมอบให้ฝางไคจี้ “คนละแผ่นนะคะ”
เขารับกระดาษยันต์ไปพร้อมกับเอ่ย “ขอบคุณครับปรมาจารย์”
เมื่อเอ่ยขอบคุณเสร็จ ก็หันกลับไปพลางเดินไปหาพวกฉู่หร่าน
เมื่อเดินเลี้ยวไปก็บังเอิญพบฉู่จิงที่กำลังยืนพิงกำแพง
มือทั้งสองข้างของฉู่จิงกอดอกและทักทายช่างกล้องด้วยรอยยิ้ม “ผมมีเรื่องบางอย่างอยากคุยกับไคจี้สักหน่อย”
ว่าแล้วก็กอดคอของฝางไคจี้และพาเขาเดินไปยังสถานที่ที่กล้องไม่สามารถจับภาพได้
ฝางไคจี้สะบัดแขนของเขาออก “ทำอะไร? บนโลกอินเทอร์เน็ตมีข่าวว่าพวกเรามี ‘ความสัมพันธ์’ กัน นายทำแบบนี้เดี๋ยวแฟนคลับคู่จิ้นของพวกเราก็คลุ้มคลั่งขึ้นมาอีก”
ฉู่จิงปล่อยฝางไคจี้พลางยืนพิงกำแพง เขาเขย่าบุหรี่ออกมามวนหนึ่งด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์และคีบบุหรี่ไว้ระหว่างนิ้วแต่ไม่ได้สูบ
“ระวังโดนถ่ายภาพนะ”
ฉู่จิงหัวเราะเยาะ “นายยังกังวลว่าจะโดนถ่ายภาพอีกเหรอ?”
สีหน้าของฝางไคจี้พลันเย็นชา “พูดแบบนี้หมายความว่าอะไร?”
“ทำไมถึงมาเข้าร่วมรายการ?” ฉู่จิงเอ่ยถาม
ฝางไคจี้เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “ต้องมีเหตุผลด้วยเหรอ? นายมาได้ ฉันมาไม่ได้เหรอ?”
ฉู่จิงเหลือบมองเขา “หร่านหร่านมีคู่หมั้นแล้ว นายอย่ามาสร้างปัญหา”
“รู้แล้ว ฉันดูเป็นคนแบบนั้นเหรอ?”
ฉู่จิงมองสำรวจฝางไคจี้ตั้งแต่หัวจรดเท้า สายตาจับจ้องไปยังกระดาษยันต์ทั้งสามแผ่นภายในมือของเขา “แล้วก็ฉู่ลั่ว นายเองก็ห้ามคิดอะไรเหมือนกัน”
ฝางไคจี้ไม่ได้พูดอะไร จากนั้นมองกระดาษยันต์ภายในมือ “น้องสาวคนนี้ที่นายตามหาจนพบนั้นมีความสามารถมากทีเดียว! ทำให้พี่ใหญ่ของนายต่อต้านตระกูลฉู่เพื่อเธอ”
“หร่านหร่านเข้าวงการบันเทิงมาหลายปีแล้ว หล่อนเคยถูกด่าจนน่าสังเวชขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร? เพียงแค่เข้าร่วมรายการเรียลลิตีกับเธอก็ถูกด่าว่าอย่างสาดเสียเทเสีย”
เขาเหยียดกำปั้นออกมาและชกไหล่ของฉู่จิงอย่างแผ่วเบา “นายอย่าลืมล่ะ! เมื่อตอนหร่านหร่านเข้าวงการบันเทิง นายเคยพูดเอาไว้ว่าจะปกป้องดูแลหร่านหร่านเป็นอย่างดี”
ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ฉู่จิงรู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไรนัก
เขากัดฟัน “ฉันไม่ได้ลืม เรื่องนี้ฉันเองก็จัดการเรียบร้อยแล้ว หร่านหร่านถูกแอนตี้แฟนด่านั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับฉู่ลั่ว”
“ไคจี้ นายเองก็อยู่วงการบันเทิง น่าจะรู้ดี เรื่องที่หร่านหร่านทำ หล่อนถูกด่าก็เป็นเรื่องปกติ”
“ปกติอะไร?” ฝางไคจี้เยาะเย้ย “คนอื่นไม่รู้ก็ช่างเถอะ แต่นายก็ไม่รู้งั้นเหรอ? หร่านหร่านทำเรื่องเลวร้ายแต่เธอมีเจตนาดี”
“ฉู่ลั่วคนนี้ก็โหดร้ายใช่เล่น เธอยอมช่วยคนนอกอย่างกู้เฉาอวี่และไม่ยินยอมพูดแทนหร่านหร่าน”
“ไม่รู้ว่าพี่ใหญ่ของนายโดนผีอะไรเข้าสิง ยอมออกจากตระกูลฉู่เพื่อหล่อนและยังสั่งสอนหร่านหร่านเพื่อหล่อนอีก”
ฉู่จิงขมวดคิ้ว “หร่านหร่านบอกนายเหรอ?”
“เธอหนักใจและไม่มีใครให้ระบายความทุกข์ด้วย หรือว่าเธอไม่สามารถบอกฉันได้งั้นเหรอ?”
“หลินโจวอี้ไม่ได้อยู่ภายในประเทศ พี่ชายอย่างพวกนายก็เอาแต่ทำให้อึดอัดใจเพราะฉู่ลั่ว เธอไม่สามารถมาหาฉันได้งั้นเหรอ?”
ฉู่จิงคว้าคอเสื้อของฝางไคจี้และกดร่างกายของเขาลงบนกำแพง พร้อมกับเอ่ยเตือนด้วยเสียงเยือกเย็น “ฝางไคจี้ นายจะชอบหร่านหร่านก็ได้ แต่ตอนนี้หร่านหร่านมีคู่หมั้นแล้ว อย่าสร้างปัญหาให้น่าเกลียดเกินไป”
“แล้วก็ฉู่ลั่ว ไม่ว่าอย่างไรเธอก็เป็นคนของตระกูลฉู่ของพวกเรา นายไม่ต้องมายุ่ง”
ฝางไคจี้ดึงมือของเขาออก “รู้แล้ว รู้แล้วน่า ฉันก็แค่อยากมาดูว่าฉู่ลั่วคนนี้มีความสามารถอะไรถึงทำให้พวกนายไม่แม้แต่จะสนใจหร่านหร่าน”
เขาจัดแจงเสื้อผ้ายับของตนเองเล็กน้อย “ร่างกายฉู่ลั่วเต็มไปด้วยสายเลือดตระกูลฉู่ของพวกนาย พวกนายปกป้องหล่อนก็พอจะให้อภัยได้”
“แต่สำหรับฉัน หร่านหร่านแตกต่างออกไป ฉันดีกับเธอ ฉันชอบเธอ แต่ไหนแต่ไรไม่ใช่เพราะว่าเธอเป็นคนของตระกูลฉู่”
ฝางไคจี้เอียงศีรษะมองฉู่จิง “ตราบใดที่ฉู่ลั่วไม่ทำเกินกว่าเหตุ ฉันก็เห็นแก่หน้าของนายได้และปล่อยเธอไปสักครั้ง แต่ถ้าหากเมื่อไรที่เธอทำเกินไปละก็…”
“ฉู่จิง แบบนั้นก็ต้องขอโทษด้วย”
“ฉันไม่อนุญาตให้ใครมาทำร้ายหร่านหร่าน”
“แม้แต่นายที่เป็นเพื่อนซี้ฉัน ก็ไม่ได้เหมือนกัน”
เมื่อฝางไคจี้พูดจบ เขาหันหลังและเดินจากไป
เมื่อเดินมาถึงหน้ากล้อง เขาเอ่ยกับกล้องด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข “ฉู่จิงเป็นพี่ชายที่ดีมากเลยนะครับ เอ่ยกำชับเป็นร้อยเป็นพันครั้งว่าให้ผมดูแลหร่านหร่านให้ดี”
เขาหันหน้ากลับมาและพูดกับฉู่จิงที่กำลังเดินเข้ามา “วางใจได้เลย! ฉันจะดูแลน้องสาวของนายเป็นอย่างดี ไม่ต้องกังวลนะพี่ชาย”
ฉู่จิงยิ้มให้กับกล้อง
หลังจากแสดงความรู้สึกอันลึกซึ้งของพี่น้องต่อหน้ากล้องแล้วทั้งสองคนต่างก็แยกย้ายกันไป