เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 469 ผีฮูหยิน
บทที่ 469 ผีฮูหยิน
ตุบ ตุบ ตุบ
เกิดอะไรขึ้น?
เขาค่อย ๆ หันหน้าไป ก็เห็นหญิงสาวสวมชุดจีนที่ทำจากผ้าไหมคนหนึ่ง
หล่อนถือกระบองทุบผ้าเอาไว้ พลางเคาะมันลงบนฝ่ามืออีกข้างเบา ๆ พร้อมส่งสายตาน่ากลัวมองเผิงหล่างอย่างไร้อารมณ์
เผิงหล่างตัวสั่น “ฮู… ฮูหยิน เจ้ามาได้อย่างไร?”
ผีฮูหยินหัวเราะเย็นชา “หึ!”
“ฮูหยิน ฮูหยิน ไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิดนะ” น้ำเสียงของเผิงหล่างสั่น ไม่ได้ดุร้ายเหมือนเมื่อครู่เลย “เพราะนาง เพราะนางล่อลวงข้า เป็นนาง!”
หล่อนหันไปหาเจ้าสาวของสามี เห็นฉู่ลั่วประสานมือคารวะ
“ถ้าฉันล่อลวงเขาจริง ทำไมต้องบอกกับฮูหยิน และเชิญมาที่นี่ด้วยล่ะคะ”
เผิงหล่างมองฉู่ลั่วอย่างตกตะลึง
ที่แท้แกก็เป็นคนเชิญฮูหยินมานี่เอง!
ผีฮูหยินจ้องเผิงหล่างด้วยสายตาอาฆาต หยิบกระบองทุบผ้าขึ้นมาทุบสามีลงไปแรง ๆ หลายครั้ง!
ในห้องเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องแหลมคลอตามลม
เกือบครึ่งชั่วโมงต่อมา ผีฮูหยินก็โยนกระบองทุบผ้าทิ้งพร้อมแค่นเสียงด้วยความโกรธ “เราหย่ากัน! ข้าจะยุติความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยาของเราเสีย!”
ผีฮูหยินกลายเป็นควันสีเขียวลอยหายไป
เผิงหล่างที่ถูกตีจนร่างหายล้มลงบนพื้นร้องครวญครางอยู่หลายที ก่อนจะลุกขึ้นมาพร้อมไฟโทสะโหมกระพือ เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันท่าทางดุร้าย “ข้าจะฆ่าเจ้า!”
แต่แค่เหาะมาถึงตรงหน้าฉู่ลั่ว เธอก็แปะยันต์แผ่นหนึ่งติดเข้าที่หน้าผากเขาอีกครั้ง
เธอพูดกับกล้องอีกว่า “ในกรณีที่มีคนจัดการกับเขาได้แบบนี้ พวกเราสามารถเลือกภรรยาของเขา หรือจะเลือกพ่อแม่ของเขาก็ได้ค่ะ ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถเรียกบรรพบุรุษของเขาได้ด้วยนะคะ”
“ของที่เป็นสื่อกลางของพิธีวิวาห์ผี เมื่อเผากระดาษเงินไปแล้วก็จะเอากลับมาไม่ได้อีก อีกฝ่ายจะถูกบังคับให้จำยอมแต่งงานด้วยเท่านั้น”
เผิงหล่างที่ตอนแรกยังโกรธอยู่พลันชะงักไป เขาคิดตามคำพูดของฉู่ลั่วแล้วก็ตัวสั่นไปทั้งร่าง
[โอเค รู้เรื่อง ฉันเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว!]
[ฉันก็เข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว สมกับเป็นท่านปรมาจารย์]
[ความหมายของท่านปรมาจารย์ก็คือ หากเผาซองแดงพวกนี้ไปให้ภรรยาของอีกฝ่าย หรือไม่ก็ผู้อาวุโสในตระกูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือให้บรรพบุรุษ ก็จะกลายเป็นการบังคับให้มาแต่งงานด้วยโดยอัตโนมัติใช่ไหม?]
[ฉันไม่กลัวอีกต่อไปแล้ว ฉันยังอยากลองดูด้วยซ้ำ]
[พ่อแม่: นี่มันลูกอกตัญญูแบบไหนกัน!]
[บรรพบุรุษ: จะตีไอ้เด็กตัวเหม็นนี่ให้ตาย!]
[มีแค่ฉันเหรอที่อยากเห็นเจ้าของช่องเผาซองแดงให้คนในครอบครัวหรือไม่ก็บรรพบุรุษของเผิงหล่างคนนั้น]
[ฉันก็อยากเห็น]
[พวกเธอโรคจิตเกินไปแล้ว! นี่มันความรักวิปริตแบบไหนกัน!]
ฉู่ลั่วไม่รู้ว่าในช่องไลฟ์สตรีมมีความคิดเห็นอย่างไร เธอยังคงพูดต่อ “หากพวกเราเก็บของที่เป็นสื่อกลางการแต่งงานกับผีมาจากสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย อาจไม่สามารถเข้าใจชีวิตของอีกฝ่ายได้ และตามหาพ่อแม่หรือครอบครัวของอีกฝ่ายไม่ได้ ในเวลาแบบนี้พวกเราจะทำยังไง?”
“ตอนนี้ฉันจะแสดงให้ทุกคนได้ดูค่ะ”
เธอเดินไปตรงหน้าเผิงหล่าง
วิญญาณของเผิงหล่างไม่สามารถขยับได้ แต่เขารู้ชัดแล้วว่าตัวเองไม่สามารถต่อกรกับหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าได้เลย “เจ้าคิดจะทำอะไร? ข้าจะบอกให้นะ ข้ามีฤทธิ์มาก ข้าเป็นผีร้าย! เจ้า… เจ้าระวังตัวเอาไว้ เก่งจริงก็ปล่อยข้าไปสิ!”
“พวกเรามาดวลกันตัวต่อตัว!”
“เจ้าจะทำอะไร?”
“ข้าขอเตือนเจ้า ข้า… ในตระกูลของข้าไม่ได้มีแต่ข้าที่เป็นผีร้าย พ่อแม่ของข้าก็เป็นผีร้าย! ข้า… บรรพบุรุษก็เป็นผีร้ายกันหมด”
ฉู่ลั่วไม่ได้สนใจที่เผิงหล่างพูดเลยสักนิด เธอคว้าตัวเขาเดินออกไปข้างนอก
ท่ามกลางคืนมืดและเงียบสงัด ไร้ดาวร้างดวงจันทร์
ฉู่ลั่วถือตะเกียงไว้ในมือหนึ่ง อีกมือก็ลากผีหนุ่ม เดินเข้าไปในหมู่บ้านอิ๋งเซียงเงียบ ๆ
ด้านหลังของเธอมีกลุ่มของจี้ไจ่ตามมา
“ปรมาจารย์จี้ไจ่คะ ในเมื่อลั่วลั่วมียันต์ที่สามารถควบคุมอีกฝ่ายได้ ทำไมยังจะต้องให้ฉันไปเสี่ยงอันตรายด้วยล่ะ?” ฉู่หร่านกระซิบถาม
จี้ไจ่เหลือบมองหล่อน พลางถามว่า “ครั้งนี้ฉู่ลั่วช่วยคุณได้ แต่ครั้งหน้าถ้าคุณยังหยิบของสกปรกอะไรขึ้นมาอีก จะทำยังไง?”
พวกเขาเดินตามฉู่ลั่วไปช้า ๆ ภายใต้แสงจันทร์
ฉู่หร่านโต้กลับ “ครั้งหน้าฉันไม่หยิบอะไรขึ้นมาสุ่มสี่สุ่มห้าแล้วค่ะ!”
จี้ไจ่มองตรงไปข้างหน้า “งั้นเหรอ?”
ฉู่หร่าน “…”
จนกระทั่งทุกคนเดินมาถึงมุมของเนินเขาลูกหนึ่งซึ่งห่างออกมาจากอิ๋งเซียง
ฉู่หร่านปิดปากด้วยความตกใจ “นี่… นี่มันที่ไหนกันคะ นี่คือสุสานเหรอ? ลั่วลั่วมาที่สุสานทำไมคะ?”
“ที่นี่พลังหยินรุนแรงมากแน่ ทำไมลั่วลั่วถึงได้มาที่สุสานล่ะ?”
ไม่มีใครตอบเธอสักคน
ฝางไคจี้ที่อยู่ด้านข้างคว้าแขนของฉู่หร่านเอาไว้ พร้อมกับส่ายหน้าให้
เขาใช้น้ำเสียงที่ได้ยินเพียงแค่สองคนปลอบฉู่หร่านหลายประโยค ก่อนจะจับแขนเธอให้เดินตามพวกจี้ไจ่ไป