เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 549 ใจป้ำเกินไป
บทที่ 549 ใจป้ำเกินไป
ยังไม่ทันเข้ามาในห้องนอน ฉู่ลั่วก็ได้กลิ่นเหม็นเน่าอย่างรุนแรงแล้ว ในสายตาของเธอ ทั้งห้องนอนนี้เต็มไปด้วยพลังหยินอัดแน่น
หากไม่ใช่เพราะซ่งอวิ๋นไท่ยังดูเหมือนคนมีชีวิต เธอคงจะคิดแล้วว่าห้องนี้เป็นห้องที่คนตายอยู่
คุณอาซ่งอวิ๋นไท่เอนพิงหัวเตียง ใบหน้าซูบผอม ดวงตากลวงลึก ทั้งที่เขาอายุรุ่นราวคราวเดียวกับซ่งอวิ๋นชิง แต่กลับดูแก่กว่าหลายปี
“พี่ใหญ่ นี่คือปรมาจารย์ฉู่เหรอ?”
ซ่งอวิ๋นชิงพยักหน้า “ฉู่ลั่ว ปรมาจารย์ฉู่”
“โธ่เอ๊ย ปรมาจารย์อะไร อายุน้อยขนาดนี้ กลัวว่าจะเล่นลิ้นล่ะสิไม่ว่า” ซ่งเฉินอี้พูดจาเยาะเย้ยออกมา “เธอมีความสามารถอะไร ทำพิธีกรรมอะไรให้ครอบครัวไหนบ้าง ลองบอกมาหน่อยสิ!”
“หุบปาก” ไม่รอให้ฉู่ลั่วพูด ซ่งอวิ๋นไท่ก็ดุด่าลูกชายของตนเองแล้ว!
เขาพูดอย่างไร้เรี่ยวแรง พอพูดจบก็ไอออกมาอย่างแรงหลายครั้ง
ราวกับว่าวินาทีต่อมาตนจะตายได้
นักพรตผิงหยางเดินตรงเข้าไป มือหนึ่งประสานนิ้ว มือหนึ่งกวาดธุลีผงออกไป ปากก็ท่องคาถา
ซ่งอวิ๋นไท่ที่ตอนแรกยังไออย่างรุนแรง ก็ค่อย ๆ หยุดลง เขาหายใจคล่องขึ้นมาก
ซ่งเฉินอี้พูดอย่างตื่นเต้น “พ่อครับ พ่อเห็นแล้วใช่ไหม! นักพรตผิงหยางเก่งมากจริง ๆ ไม่เหมือนเน็ตไอดอลบางคน…”
ซ่งอวิ๋นชิงเหลือบมอง “เฉินอี้ พ่อของเธอเป็นคนขอร้องให้ฉันเชิญปรมาจารย์ฉู่มา ช่วยให้เกียรติด้วย”
ซ่งเฉินอี้โพล่งออกมา “…ลุงยังอยากได้ส่วนแบ่งสมบัติของตระกูลใช่ไหม”
เขาพูดเสียงเบามาก แต่คนในห้องกลับได้ยินกันหมด
ซ่งอวิ๋นชิงกำลังจะพูดบางอย่าง แต่เสียงเคาะประตูห้องนอนดังขึ้น พ่อบ้านเดินเข้ามา “นายท่าน คุณหนู คุณชาย และลูกเขยของท่านเชิญปรมาจารย์มาแล้วครับ”
ด้านหลังเขา มีคนอยู่หกเจ็ดคน
บางคนสวมชุดคลุมนักพรตสีน้ำเงินเทา บางคนสวมชุดอย่างภิกษุ มีบาทหลวงสวมชุดคลุมสีดำถือไม้กางเขน มีร่างทรงที่สวมชุดชนเผ่า…
พวกเขาต่างก็ยืนอยู่ที่หน้าประตู สีหน้าของแต่ละคนไม่ดีนัก
วงการนี้ พิธีเดียวไม่ทำสองคน… นี่คือกฎ
ตระกูลซ่งเชิญทุกคนมาพร้อมกันแบบนี้ เป็นการละเมิดกฎอย่างใหญ่หลวง
เหมือนซ่งอวิ๋นไท่จะไม่เข้าใจจึงให้พวกเขาทั้งหมดเข้ามา พ่อบ้านให้คนรับใช้ยกเก้าอี้เข้ามาวาง โดยให้ทุกคนนั่งล้อมรอบเตียง
ฉู่ลั่วนั่งอยู่ทางด้านขวา เธอเอื้อมมือไปรับชาผู่เอ๋อร์ที่คนรับใช้ส่งให้ มาจิบไปหนึ่งอึก
“เรื่องนี้ ผมคนเดียวก็แก้ไขได้แล้ว คุณซ่ง คุณเชิญคนมามากมายขนาดนี้ หมายความว่ายังไง?” นักพรตผิงหยางสีหน้าไม่พอใจ เขาขมวดคิ้วถาม
ซ่งอวิ๋นไท่พูดอย่างใจเย็น “ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อปรมาจารย์ทุกท่าน แต่คนยิ่งเยอะพลังก็ยิ่งมาก ผมแค่หวังว่าจะสามารถแก้ไขเรื่องนี้ได้เร็วที่สุด”
บนใบหน้าของร่างทรงสาวมียันต์หลายสีวาดเอาไว้ เมื่อได้ยินคำพูดนี้ก็โกรธขึ้นมาแล้ว เธอทำเสียงไม่พอใจ “พูดไปพูดมา ก็คือไม่เชื่อว่าพวกเราแค่คนเดียวจะทำสำเร็จใช่ไหม? งานนี้ฉันไม่รับแล้ว!”
เธอลุกขึ้นยืนและกำลังจะออกไป
นักพรตกับบาทหลวงก็ยืนขึ้น เตรียมจะออกไปเช่นกัน
“คุณซ่ง วงการนี้มีกฎว่าเรื่องเดียว ทำคนเดียว”
“คุณซ่ง ขออภัยด้วย”
พวกเขาสามคนกำลังจะออกไป นอกจากฉู่ลั่ว นักพรตผิงหยางและภิกษุเฒ่าที่นั่งอยู่กับที่เงียบ ๆ คนอื่นต่างก็พากันยืนขึ้น และเตรียมตัวจะกลับ
ซ่งอวิ๋นไท่เห็นดังนั้นก็ไม่ได้มีสีหน้าวิตกกังวล เขาเพียงแค่โบกมือให้พ่อบ้าน
พ่อบ้านรีบพูดว่า “ทุกท่านรอก่อนครับ”
ไม่นาน เขาก็พาคนรับใช้หลายคนเข้ามาพร้อมกล่องที่อยู่ในมือ พวกเขาเปิดมันออก
กล่องห้าใบที่เต็มไปด้วยเงินสด อยู่ตรงหน้าของพวกเขาอย่างชัดเจน
“ปรมาจารย์ทุกท่าน นี่คือเงินสดจำนวนห้าล้าน เป็นแค่เงินมัดจำครับ ใครก็ตามที่แก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ ผมจะเพิ่มให้อีกห้าล้าน”
คนหลายคนที่กำลังจะไป ต่างมองหน้ากัน
สองนาทีต่อมา คนที่ตอนแรกจะกลับไปก็กลับมานั่งบนเก้าอี้เงียบ ๆ อีกครั้ง ก่อนจะจิบชาด้วยสีหน้าที่ไม่อาจเข้าใจได้
ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่โกรธ แต่อีกฝ่ายใจป้ำเกินไปต่างหาก!
ซ่งอวิ๋นไท่ไม่ปล่อยให้เกิดบรรยากาศอึดอัดนี้นานเกินไป เขารีบพูดเรื่องของตัวเองออกมา
ครึ่งเดือนก่อน ซ่งอวิ๋นไท่กลับมาจากไปทำงานที่เมืองซู เขานึกขึ้นได้ว่าตนเองมีเพื่อนคนหนึ่งที่เสียชีวิตและฝังอยู่ที่เมืองซู ตนจึงขับรถไปไหว้สุสาน
ระหว่างทางที่ขับรถกลับเข้ามาในเมือง จู่ ๆ รถของเขาก็ดับไป เขาลงจากรถมาตรวจดู ก็ได้ยินเสียงเด็กคุยกันอยู่ริมถนน
เขามองไป ก็เห็นเด็กน้อยห้าคน ทั้งหมดล้วนเป็นเด็กผู้ชาย อายุต่างกันไป เด็กพวกนั้นมองเขาด้วยสายตากระตือรือร้น