เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 559 ฮั่วเซียวหมิง คุณหน้าแดงมาก
บทที่ 559 ฮั่วเซียวหมิง คุณหน้าแดงมาก
ฮั่วเซียวหมิงเดินมาอยู่ข้าง ๆ ฉู่ลั่ว “คาดไม่ถึงเลยว่าพวกเขาจะรบกวนคุณ ผมไม่ระวังเอง”
“พวกเขาช่วยจัดการเรื่องในโซเชียลของฉัน อันที่จริงแล้ว ฉันควรขอบคุณพวกเขา”
ฮั่วเซียวหมิงนั่งลงข้างกายฉู่ลั่วและหันหน้าไปมองดูหนังสือภายในมือของฉู่ลั่ว เป็นคัมภีร์ลัทธิเต๋าซึ่งยากจะเข้าใจได้ เขาชำเลืองเพียงแค่สองสามครั้ง จากนั้นละสายตากลับมาจ้องมองใบหน้าของฉู่ลั่ว
“พวกเขาเป็นคนที่ผมเชิญมา หากอยากขอบคุณ ก็ควรขอบคุณผมไม่ใช่เหรอ?”
ฉู่ลั่วหันไปมองเขา “คุณเองก็อยากได้กระดาษยันต์เหรอ?”
“ผมไม่ต้องการกระดาษยันต์”
ฉู่ลั่วขมวดคิ้วเล็กน้อย “งั้นคุณต้องการอะไร?”
สีหน้าของเธอเคร่งเครียด ครุ่นคิดอย่างจริงจัง
ขนตายาวสั่นไหวเล็กน้อย รูปร่างของผู้หญิงตัวเล็กสะท้อนอยู่ภายในดวงตาสีดำขลับ
กลิ่นหอมไม้จันทร์อันสงบลอยผ่าน
หัวใจของฮั่วเซียวหมิงเต้นระรัว ใบหูของเขาเริ่มแดงระเรื่อ
เดิมทีชายหนุ่มนั่งอยู่ในท่าทางเอามือเท้าคาง แต่ทันใดนั้นเขาก็นั่งหลังตรง จ้องมองตรงไปยังด้านหน้า มือทั้งสองข้างวางบนเข่าและกำมือแน่น
ใบหน้าหล่อเหลายังคงไม่เปลี่ยนแปลงขณะเอ่ยด้วยน้ำเสียงคงเดิม “คุณเองก็มองออกแล้ว แม่ของผมชอบคุณมาก ครั้งนี้ก่อนผมส่งร่างกายกลับไป คุณไปทานข้าวที่บ้านกับผมนะ”
“…”
หลังจากที่ไม่ได้รับคำตอบเป็นเวลานาน ฮั่วเซียวหมิงค่อย ๆ หันหน้าไปด้านข้าง จากนั้นเห็นสีหน้าสงสัยของฉู่ลั่ว
“คุณไม่อยากไปเหรอ?”
ฉู่ลั่วส่ายหน้า “ฮั่วเซียวหมิง คุณหน้าแดงมาก!”
ฮั่วเซียวหมิง “…”
ผ่านไปชั่วขณะ เขาก็ลุกขึ้นยืน “อาจเป็นเพราะวิญญาณของผมไม่มั่นคงและกำลังจะหลุดออกจากร่างแล้ว พวกเรารีบกลับกันเถอะ!”
เขาเดินออกไปด้านนอก
ไม่รู้ว่าเฉิงยวนโผล่ออกมาจากตรงไหน หล่อนยิ้มพลางใช้มือทำรูปลักษณ์โทรโข่งและตะโกนใส่แผ่นหลังของชายหนุ่ม “วิญญาณไม่มั่นคง หน้าจะซีดไร้เลือดฝาด ไม่ใช่หน้าแดง!”
เจ้าของแผ่นหลังเดินเซเล็กน้อย
“ฮ่า ๆๆ”
เสียงหัวเราะอวดดีของเฉิงยวนดังก้องไปทั่ว
หัวหว่านเดินเข้ามาพลางตบไหล่หล่อนเล็กน้อย “เธอน่ะให้มันน้อย ๆ หน่อย”
เฉิงยวนหัวเราะจนตัวโยน หล่อนใช้มือข้างหนึ่งจับหัวหว่าน “ปกติแล้วใครให้เขาแสร้งทำเป็นวางมาดขนาดนั้น… ข้าน่ะยินดีเห็นดอกฟ้าร่วงหล่นลงมาปักแจกันจะแย่”
“นี่หมายความว่าอะไรอีก!”
เฉิงยวนส่ายหน้า “เจ้าไม่รู้ ไม่รู้หรอก!”
หล่อนหันหน้ากลับไปพร้อมรอยยิ้ม พลางมองฉู่ลั่วที่เดินไปยังชั้นสองพร้อมสีหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
ฮั่วเซียวหมิงและฉู่ลั่วจากไปได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ป้อมยามบริเวณเชิงเขาของคฤหาสน์ก็ส่งข้อความมาและบอกว่ามีคนของตระกูลฉู่ต้องการมาเยี่ยมเยียน
หัวหว่านรับสายโทรศัพท์ด้วยความลังเลเล็กน้อย
เฉิงยวนนั่งอยู่บนโซฟา ก่อนยื่นมือออกไปรับโทรศัพท์จากมือของหัวหว่าน
ในคฤหาสน์สไตล์จีนยุคใหม่ แม้แต่โทรศัพท์ภายในบ้านก็ยังเป็นสไตล์สาธารณรัฐจีน ดูย้อนยุคและหรูหรา
เฉิงยวนนั่งขัดสมาธิบนโซฟา เอียงศีรษะและแนบหูกับโทรศัพท์ ขณะทาสีเล็บเท้าให้กับตนเองก็เอ่ยถามอย่างเกียจคร้าน “แขกที่มาเยี่ยมนั้นคือใคร?”
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตอบกลับมาเพียงสองสามประโยค
เฉิงยวนหัวเราะอย่างเย็นชา “ส่งโทรศัพท์ให้กับพวกเขา ข้าจะคุยเอง”
เมื่อส่งโทรศัพท์ให้กับพวกเขา เสียงอันร้อนรนของซ่งเชียนหย่าพลันดังขึ้นจากปลายสายโทรศัพท์ “ลั่วลั่ว พ่อกับแม่มาแล้ว ลูกเป็นยังไงบ้าง?”
“ลั่วลั่วออกจากบ้านไปแล้ว นางไม่อยู่”
ซ่งเชียนหย่าเอ่ยด้วยเสียงกังวลเป็นอย่างมาก “ตอนนี้ลั่วลั่วยังมีกะจิตกะใจออกจากบ้านอีกเหรอ?”
เฉิงยวนถามกลับ “ตอนนี้ทำไมหรือ? เป็นวันสิ้นโลกรึ? สงครามโลกครั้งที่สามกำลังจะเกิดขึ้นแล้วหรือไร?”
ซ่งเชียนหย่า “…”
ฉู่เหว่ยฮ่าวดึงโทรศัพท์มาจากมือภรรยา จากนั้นเอ่ยด้วยเสียงจริงจัง “ฉู่ลั่วล่ะ? ให้เธอมารับโทรศัพท์!”
“นางออกไปข้างนอกแล้ว”
“งั้นก็ให้เธอโทรหาพวกฉันหน่อย”
เฉิงยวนกำลังละเมียดละไมทาเล็บเท้าให้กับตนเอง “ขอถามหน่อย เจ้าจ่ายเงินเดือนให้กับข้าหรือ? ถึงได้มาสั่งให้ข้าทำนั่นทำนี่”
“ถ้าหากพวกเจ้ามีเรื่องฉุกเฉินจริง เช่นนั้นก็ติดต่อฉู่ลั่วด้วยตัวเองสิ!”
หล่อนหยุดชะงักชั่วขณะ จากนั้นแสร้งทำเสียงตกใจ “โอ๊ะ ไม่หรอกมั้ง! คงไม่ใช่ว่าพวกเจ้าไม่มีช่องทางการติดต่อฉู่ลั่วหรอกใช่ไหม?”
ฉู่เหว่ยฮ่าวมีน้ำโหขึ้นมาอย่างไม่สามารถอธิบายได้
“พวกฉันเป็นพ่อแม่ของเธอ ตอนนี้มาหาเธอด้วยตัวเอง เธอกลับไม่กล้าพบพวกเรา เธออยู่ที่ไหนกันแน่? ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน? ให้เธอกลับมาพบพวกเราเดี๋ยวนี้!”
เฉิงยวนเอ่ย “ฉู่ลั่วไปบ้านตระกูลฮั่วแล้ว คฤหาสน์อยู่บนเขาด้านข้างพวกข้า พวกเจ้าไปบ้านตระกูลฮั่วและสอบถามดูได้ ลองดูซิว่าบ้านตระกูลฮั่วจะปล่อยให้พวกเจ้าเข้าไปหรือไม่”
“ไปบ้านตระกูลฮั่วเหรอ เธอไปทำอะไรที่บ้านตระกูลฮั่ว?”
เมื่อนึกถึงข่าวลือเหล่านั้นบนอินเทอร์เน็ต การแสดงออกของฉู่เหว่ยฮ่าวพลันเปลี่ยนไป
ตระกูลฮั่วมันยังไงกันแน่?
ชอบฉู่ลั่วที่ไม่แม้แต่จะได้เรียนมหาวิทยาลัยได้ยังไงกัน?
“ยังจะทำอะไรได้อีก? ไม่ใช่เพราะเรื่องบนอินเทอร์เน็ตหรือไง มีคนปรักปรำลั่วลั่วและเหยียดหยามนาง เมื่อตระกูลฮั่วได้ยิน พวกเขาจะทนไหวได้ยังไง รีบส่งคนไปจัดการในทันที”
ฉู่เหว่ยฮ่าวเอ่ย “เรื่องบนอินเทอร์เน็ตเป็นฝีมือของตระกูลฮั่วใช่ไหม?”
“ใช่แล้ว! เมื่อคุณนายฮั่วเห็นว่าฉู่ลั่วถูกครหาก็เอาคนมาจัดการให้ในทันที” เฉิงยวนทอดถอนหายใจ “ตอนนี้เรื่องราวก็คลี่คลายแล้ว คุณนายฮั่วกังวลว่าฉู่ลั่วจะรู้สึกแย่ก็เลยพานางไปปลอบโยนที่บ้าน”
“มันก็ช่วยไม่ได้ที่คุณนายฮั่วเองก็รู้สึกทุกข์ใจแทนฉู่ลั่ว เพราะนางรู้ว่าพ่อแม่แท้ ๆ ของฉู่ลั่วไม่สนใจนาง…”
“ไอหยา! ขอโทษด้วย ข้าลืมไปแล้วว่าพวกเจ้าคือพ่อแม่แท้ ๆ ของฉู่ลั่ว!”
เฉิงยวนทอดถอนหายใจ “แต่พวกเจ้ามาช้าเกินไปแล้ว คนอื่นแก้ไขปัญหาให้ฉู่ลั่วแล้ว”
โดยไม่รอให้ฉู่เหว่ยฮ่าวเอ่ยปาก หล่อนก็พูดต่อ “ยังไงก็ตาม ถ้าพวกเจ้ามาที่นี่เพื่อสนับสนุนฉู่ลั่ว ข้าเชื่อว่านางจะดีใจมาก”
ฉู่เหว่ยฮ่าวเงียบลงไป
เขาจ้องมองไปยังภรรยาที่ยืนอยู่ด้านข้าง และฉู่หร่านที่กำลังร้องไห้ ทันใดนั้นก็พูดไม่ออก
พวกเขาไม่ได้มาเพื่อสนับสนุนลูกสาวแท้ ๆ แต่มาเพื่อ… ตำหนิฉู่ลั่ว