เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 613 เห็นเป็นน้องสาว
บทที่ 613 เห็นเป็นน้องสาว
[บทนี้ หรือว่าจะเป็น…]
[ถ้าฉันเดาไม่ผิด น่าจะเป็นนางรองลำดับสามจาก ‘รวมตำนานเฟิงอวิ๋น’]
[เหมือนอยู่นะ!]
[อวิ๋นชูของเราจะได้ดีแล้ว! ถึงขั้นได้บทจากผู้กำกับชื่อดังเชียวเหรอ]
[เป็นไปไม่ได้มั้ง! สถานะของเย่อวิ๋นชูยังไม่สูงพอให้รับบทนี้นี่!]
[คงไม่ใช่ว่าฉู่ลั่วตกลงกับเย่อวิ๋นชูไว้แล้ว เลยสร้างกระแสขึ้นก่อนนะ]
[เธอคิดว่าปีศาจผู้กำกับหลิวจะตกลงเลือกดารามารับบทเพราะกระแสเหรอ]
[ฮ่า ๆๆ ท่าทางประจบของเย่อวิ๋นชูเหมือนฉันสุด ๆ]
[ถ้าฉันอยู่ข้าง ๆ ปรมาจารย์ ฉันคงพะเน้าพะนอยิ่งกว่าเธอ]
[ฉันขอร่วมพะเน้าพะนอด้วย ถ้าเป็นฉันให้ลงไปกลิ้งที่พื้นยังได้ ขอแค่ปรมาจารย์ยอมทำนายดวงให้ฉัน]
[เรื่องกลิ้งนั้นพอเถอะ! ปรมาจารย์คงรังเกียจน่าดู]
เฉียวโจวเดินเข้ามาบอกกับบรรดาแขกรับเชิญ “ตอนนี้ทุกคนได้ดูถ่ายทอดสดหมดแล้ว กับข่าวลือเรื่องรักษาอาการป่วยของหมู่บ้านเหลี่ยงโถว ตกลงว่าจริงหรือเท็จเชื่อว่าทุกคนพอคาดการณ์ได้ในใจแล้ว”
“แต่ต้องหาหลักฐาน”
“ปรมาจารย์ทั้งสองท่านจะคอยให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม”
หลังแบ่งกลุ่มเสร็จ ฉู่ลั่วนำทางฉู่หร่าน เย่อวิ๋นชู และเหยียนอันอี้ จี้ไจ่นำทางหางเจียซิ่น ฉู่จิง ฝางไค่จี้สามคน
ฉู่ลั่วและจี้ไจ่ต่างตั้งคำถามเจ็ดแปดข้อให้เหล่าแขกรับเชิญไปถาม
รอจนบรรดาแขกรับเชิญออกไปพร้อมคำถามแล้ว ตากล้องก็ตามไปด้วย ในบ้านพักจึงเหลือเพียงพวกเขา
จี้ไจ่นั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยสีหน้าขึงขัง “ยมทูตไม่มา”
“พลังหยางอุดมสมบูรณ์ขนาดนี้ ยมทูตจะมาได้ยังไง!” ฉู่ลั่วยืนอยู่ข้างหน้าต่าง ทอดมองทิวทัศน์นอกบ้านพัก
ภูเขาสวยธารใส อาทิตย์เจิดจ้า
“พวกเขาใจกล้าบ้าบิ่นจริง ๆ” สีหน้าจี้ไจ่ย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ “ยมทูตมารับวิญญาณไม่สำเร็จ ย่อมต้องเกิดเป็นหนี้กรรม แต่ผมดูแล้ว ชาวบ้านหมู่บ้านเหลี่ยงโถวไม่มีใครมีหนี้กรรมสักคน”
ฉู่ลั่วเอ่ย “แน่นอนว่าไม่ใช่พวกเขา”
จี้ไจ่ถาม “มีคนอื่นอีกเหรอครับ”
เธอไม่ตอบ เพียงแต่ทอดมองภูเขาลูกหนึ่งไกล ๆ ด้วยสายตามืดมน
จี้ไจ่มองตามไป “ภูเขาลูกนี้ดูไม่มีอะไรพิเศษ”
“พวกเขาบวงสรวงภูเขาลูกนี้”
เขาใจสั่นสะท้าน “บวงสรวงภูเขาเหรอ หรือว่าจะเป็นเทพภูเขา หรือจะเป็นวิญญาณร้าย?”
แต่ไม่ว่าจะเป็นเทพภูเขาหรือวิญญาณร้าย ต่างบ่งบอกว่าอีกฝ่ายมีความสามารถกล้าแกร่ง ไม่ใช่คนที่ต่อกรได้ง่าย ๆ
ฉู่ลั่วเอ่ยเสียงเรียบ “เป็นมนุษย์”
“ไม่มีทาง”
เธอเอ่ยต่อ “คนจากลัทธิเต๋า”
จี้ไจ่โต้ทันควัน “ไม่มีทางเด็ดขาดครับ คนจากลัทธิเต๋าจะทำเรื่องท้าทายสวรรค์ขนาดนี้ได้ยังไง”
เขาเถียงเธอด้วยอารมณ์พลุ่งพล่าน
ฉู่ลั่วกลับมีสีหน้าราบเรียบ “วิญญาณร้ายจำเป็นต้องใช้ฮวงจุ้ยรวบรวมพลังหยางเหรอ”
“…” จี้ไจ่เปลี่ยนสีหน้า “เทพ จะเป็นปฏิปักษ์กับปรโลกเหรอ”
เขาขนลุกซู่ สีหน้าซีดขาวในบัดดล ริมฝีปากสั่นระริกน้อย ๆ “พวกเขากล้าทำได้ยังไง กล้าดียังไง!”
ทำไมจะไม่กล้า!
ฉู่ลั่วก้มมองหมึกบนหลังมือตัวเอง พลางกำหมัดเบา ๆ
พวกเขา… มีอะไรที่ไม่กล้าทำบ้าง
สองชั่วโมงกว่าให้หลัง ฉู่หร่านกับฝางไคจี้พยุงกันกลับมา ฝางไคจี้ประคองฉู่หร่าน ทันทีที่เห็นพวกเขาก็เอ่ยปาก “พวกคุณอย่าคิดมาก หร่านหร่านไม่ทันระวังเลยข้อเท้าแพลง ผมถึงพยุงเธอกลับมา”
ฉู่หร่านก็เอ่ยด้วยสีหน้าซีดเซียว “ลั่วลั่ว เธออย่าเข้าใจผิดนะ ฉันกับพี่ไคจี้ไม่มีอะไรจริง ๆ เขาแค่ช่วยพยุงฉันเท่านั้น”
จี้ไจ่ “…”
ฉู่ลั่วเลิกคิ้ว “เขาไม่ได้เป็นอะไรกับฉัน พวกคุณไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ฉันฟัง”
ฉู่หร่านคลี่ยิ้มน้อย ๆ อย่างไร้เรี่ยวแรง “ก็เพราะกลัวลั่วลั่วเข้าใจผิดนี่นา! ฉันไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย!”
แม้แต่ผู้บำเพ็ญอย่างจี้ไจ่ยังรู้สึกเหลืออดกับพวกเขาสองคน “ถ้าไม่มีลับลมคมใน ทำไมต้องอธิบาย”
สีหน้าฉู่หร่านเปลี่ยนไปทันที จู่ ๆ ก็หัวเราะออกมา “เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ในหมู่คนธรรมดา ปรมาจารย์จี้ไจ่ไม่เข้าใจหรอกค่ะ”
สายตาเธอเหล่ไปมาระหว่างฉู่ลั่วกับฝางไคจี้สองคน
ก่อนจะก้มหน้าปิดปากหัวเราะ
ฉู่ลั่ว “…”
จี้ไจ่ “…”
ฝางไคจี้กลับมีสีหน้าเย็นชา ประคองพาฉู่หร่านไปนั่งที่เก้าอี้ บอกกับฉู่ลั่วด้วยสีหน้าบูดบึ้ง “คุณอย่าเข้าใจผิด ผมเห็นหร่านหร่านเป็นน้องสาวมาตลอด”