เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 612 ปรมาจารย์ฉู่ลั่วคนนี้ขอ
บทที่ 612 ปรมาจารย์ฉู่ลั่วคนนี้ขอ
ท่ามกลางการต้อนรับอย่างกระตือรือร้นของชาวบ้าน หลังกินอาหารเที่ยงซึ่งมีอยู่มากมายหลายอย่างแล้วก็กลับไปพักผ่อนที่บ้านพัก
เย่อวิ๋นชูเอนกายบนเก้าอี้ พับสองมือไว้หลังหัว เหม่อมองเพดานห้อง “นี่เป็นเรื่องจริงเหรอ คืนชีพคนได้จริง ๆ เหรอ เป็นไปไม่ได้มั้ง!”
จี้ไจ่ยังคงหน้าถอดสี “แบบนี้ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ธรรมชาติ”
“ใช่แล้ว! ถ้าขอพรแบบนี้แล้วหายป่วย ไม่… เลอะเทอะไปหน่อยเหรอ!” เย่อวิ๋นชูพลิกตัวลุกนั่ง “ปรมาจารย์ทั้งสอง พวกคุณคิดเห็นอย่างไร”
ฝางไคจี้แค่นหัวเราะ “คิดอะไรอีกเล่า ปรมาจารย์บอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าเป็นเรื่องจริง!”
“แต่นี่มันพิลึกมากเลยไม่ใช่เหรอ”
“จากแต่ละครั้งที่พวกเราร่วมรายการมา เจอเรื่องพิลึกมาสารพัดแล้ว!”
เย่อวิ๋นชูบ่นพึมพำ “เรื่องนี้ไม่เหมือนกัน”
“ไม่เหมือนกันตรงไหน ปรมาจารย์ฉู่ลั่วยังตัดสินจริงเท็จให้เรื่องนี้แล้ว ปุถุชนอย่างเรามีสิทธิ์กังขาด้วยเหรอ” ฝางไคจี้กระแหนะกระแหน
“…”
หางเจียซิ่นดึงแขนเย่อวิ๋นชูอีกครั้ง ส่งสายตาให้เธออย่าพูดอะไร
เย่อวิ๋นชูกัดฟัน
โอ๊ย อึดอัด!
ฉันทนฝางไคจี้กับฉู่หร่านไม่ไหวจริง ๆ!
ขณะที่เธอกำลังจะยอกย้อน ฉู่ลั่วก็ปริปาก
ฉู่ลั่วเบนสายตามาหาอย่างอึมครึม “งั้น ปรมาจารย์ฉู่ลั่วคนนี้ขอให้พวกคุณตามหาความจริงของเรื่องนี้อีกครั้ง อย่าได้ฟังคำพูดคนเพียงคนเดียว”
ฝางไคจี้ขวัญผวา ทำท่าจะเบี่ยงหลบ แต่วินาทีต่อมากลับพยายามเบิกตาสู้มองกลับไป “มี… มีสิทธิ์อะไร!”
เขามีน้ำโหจนหน้าแดงก่ำ
ฉู่ลั่วไม่เล่นตามบททั่วไปเลยสักนิด!
ถ้าเป็นคนอื่นถูกกังขาขนาดนี้ เป็นต้องแก้ต่างให้ตัวเองแล้ว
แต่เธอไม่เพียงไม่แก้ต่างให้ตัวเอง ยังอาศัยฐานะนี้ออกคำสั่งขึ้นมาเหรอ
“สิทธิ์ที่ฉันเป็นปรมาจารย์ไงล่ะ คุณพูดเองนี่” น้ำเสียงฉู่ลั่วราบเรียบ สีหน้าก็ราบเรียบ แม้แต่สายตายังปราศจากอารมณ์
ฝางไคจี้พูดไม่ออก “ฉ… ฉัน…”
ไม่รอให้เธอปริปาก เย่อวิ๋นชูที่อดกลั้นมาตลอดเอ่ยขึ้น “พี่ไคจี้ ปรมาจารย์ฉู่สั่งแล้ว ปุถุชนอย่างเราจะไม่เชื่อฟังเธอได้ยังไง!”
เธอทำหน้ากึ่งยิ้ม “คงไม่ใช่ว่า พี่ไคจี้ไม่อยากออกจากบ้าน ถึงจงใจใช้ปรมาจารย์ฉู่เป็นข้ออ้างละมั้ง”
ฝางไคจี้ “…”
เขาหันมองเย่อวิ๋นชู มุมปากกระตุก อยากจะต่อว่า แต่สุดท้ายก็กลั้นไว้ได้
ท้ายที่สุดก็เป็นเพราะสถานะตัวเองในตอนนี้ไม่ได้ดีเหมือนเก่า ไม่อย่างนั้น หน้าใหม่จากรายการประกวดอย่างเธอมีเหรอจะกล้าพูดจาแบบนี้กับเขา ไม่อยากอยู่ในวงการต่อแล้วรึยังไง?
“ถ้าอย่างนั้นก็เอาตามที่อวิ๋นชูว่าแล้วกัน!”
“เอาตามที่ปรมาจารย์ว่าต่างหาก” เย่อวิ๋นชูไม่ติดกับแม้แต่น้อย เธอคล้องแขนฉู่ลั่วอย่างสนิทสนม “ถึงยังไงพวกเราก็เป็นปุถุชนกันหมด จะไม่เชื่อฟังปรมาจารย์ได้ยังไง”
พูดจบ เธอก็เขย่าแขนฉู่ลั่วอย่างออดอ้อน “ปรมาจารย์ ปรมาจารย์คะ ปรมาจารย์ผู้งดงามใจดี ปรมาจารย์ผู้เป็นดั่งนางฟ้าลงมาจุติ คุณช่วยทำนายให้ฉันหน่อยได้ไหม ต่อไปฉันจะมีบทดี ๆ ให้เล่นบ้างไหมคะ”
หางเจียซิ่นตาโตอ้าปากค้างขณะมองการกระทำของเธอ ฉวยโอกาสอ้อนพี่ลั่วให้ดูดวงให้งั้นเรอะ
เย่อวิ๋นชูหันหลังให้กล้อง ขยิบตาให้เขา
หางเจียซิ่น “…”
เย่อวิ๋นชูพัฒนาแล้ว สามารถแลกหมัดกับฝางไคจี้อย่างมีรุกมีรับ ไม่ได้อัดอั้นตันใจอยู่ฝ่ายเดียวอีกแล้ว
เขามีสีหน้านับถือ
เย่อวิ๋นชูเลิกคิ้วอย่างได้ใจ
ฉู่ลั่วถาม “อยากทำนายวิธีไหนล่ะ”
“ทายอักษรแล้วกันค่ะ” เย่อวิ๋นชูเอ่ยอย่างดีใจ “ก่อนหน้านี้ฉันเคยดูช่องไลฟ์ของพี่ลั่ว รู้สึกว่าทายอักษรนี่น่าสนใจ”
“เธอเขียนมาหนึ่งตัวอักษร”
เย่อวิ๋นชูครุ่นคิด มองซ้ายมองขวา ชี้อักษรเหมา ‘茆’ ที่มาจากคำว่า ‘ไปเด็ดใบบัวฉุน’ (ป๋อไฉ่ฉีเหมา) ซึ่งแขวนไว้บนกำแพง “อักษรเหมาตัวนี้ค่ะ”
ฉู่ลั่วจ้องตัวอักษรตัวนั้นอยู่ครู่หนึ่ง “มีกลอนบทหนึ่ง ไม่รู้ว่าดีไหม”
“อะไรเหรอคะ”
ฉู่ลั่วเอ่ยต่อ “อยู่บนบุปผา อยู่ด้านขวาของต้นหลิว บุปผานั้นเด็ดดอก ต้นหลิวนั้นเด็ดก้าน เป็นความนัยว่า ‘บุปผาแย้มใต้สุริยัน สายลมวสันต์โฉบโชยต้นหลิว’”
“คงเป็นบทกลอนที่สละสวยและอ่อนโยน”
“จริงเหรอคะ” เย่อวิ๋นชูตาโตทันที “ทั้งสวยทั้งอ่อนโยน?”
เธอค้นหาในบทละครที่ช่วงนี้ตัวเองได้ ดูว่ามีบทประมาณนี้บ้างไหม
ฉู่ลั่วพูดต่อ “แต่…”
“แต่อะไรคะ”
เย่อวิ๋นชูกังวลขึ้นมา
“อักษรเหมา เมื่อพิจารณาจากลายลักษณ์จะเห็นว่าเป็นบุปผาต้นหลิวอันบกพร่อง เพราะอย่างนั้น บทนี้คงเป็นสตรีที่ตกต่ำมีมลทิน แต่เพราะอักษรนี้มีสัทอักษรเดียวกับมโนธรรม จะเห็นได้ว่าเป็นตัวละครเปี่ยมมโนธรรม”
เย่อวิ๋นชูสูดปาก
สะสวย อ่อนโยน โสเภณี แต่เปี่ยมมโนธรรมสูงส่ง
บทนี้ นี่… นี่มัน…
เธอปิดปากด้วยความเต็มตื้น กอดฉู่ลั่วแน่น “พี่ลั่ว พี่ลั่ว คุณนี่สุดยอดจริง ๆ!”
หางเจียซิ่นมองเย่อวิ๋นชูอย่างอิจฉา ขยับริมฝีปากอยากให้ฉู่ลั่วทำนายดวงเขาบ้าง แต่อายเกินกว่าจะปริปาก