เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 622 สมบัติแลกชีวิต
บทที่ 622 สมบัติแลกชีวิต
จี้ไจ่พยักหน้า “ทรัพย์สมบัติแลกชีวิต ปกติคนที่ใกล้ตาย จะใช้มันมาแลกชีวิตคนอื่นเพื่อเพิ่มอายุขัย”
เขาหยิบกำไลข้อมือขึ้นมาให้ความรู้ต่อหน้ากล้อง “ในสถานการณ์ปกติ จะใช้ซองแดงใส่เงินเอาไว้ข้างใน และบนเงินจะต้องพันด้ายแดงเอาไว้”
“แต่อันนี้ใช้พู่กันชาดมาเป็นตะขอเกี่ยวชีวิต”
“ซองแดงประเภทนี้มักจะวางเอาไว้บนทางสี่แพร่งที่คนพลุกพล่าน เพราะทางสี่แพร่งมีคนเดินกันขวักไขว่ สามารถลดการสูญเสียบุญกุศลที่เกิดจากการทำเรื่องแบบนี้ได้”
เย่อวิ๋นชูกระวนกระวายใจมาก “ถ้าเก็บซองแดงแบบนี้ขึ้นมา จะทำยังไงคะ?”
“เงินในซองแดงที่เอาไว้แลกชีวิตนั้น ทันทีที่คุณใช้มัน ก็แสดงว่าคุณยินยอมให้แลกชีวิต”
“แต่ในสถานการณ์ปกติ อายุขัยไม่สามารถยืมได้เยอะเกินไป หากยืมมาเยอะเกินไป จะถูกยมทูตพบเจอได้ง่าย”
“ดังนั้น หากเก็บซองแดงแบบนี้ได้ ทางที่ดีคืออย่าใช้เงิน ยังมีพวกเครื่องประดับที่ตกอยู่ตามทางสี่แพร่ง ก็ไม่ควรเอามาใช้”
[ไม่หรอกมั้ง น่ากลัวจัง!]
[ตอนเป็นเด็กฉันเคยเก็บซองแดงแบบนี้ได้ ไม่ใช่ว่าถูกแลกชีวิตไปแล้วนะ!]
[ตอนเป็นเด็กไม่รู้เรื่องอะไรก็หยิบซองแดงแบบนี้มา พอกลับไปที่บ้านเลยถูกตี จากนั้นแม่ของฉันก็เอาซองนี้กลับไปวางที่เดิม]
[ฉันก็เคยเห็น แต่ไม่ได้เก็บ]
[จริงหรือเปล่า! ห้าแสนหยวนแลกชีวิตหนึ่งปี ใครกล้าจ่ายเงิน ฉันก็กล้าขาย!]
[ยังมีใครทิ้งเงินอีกไหม? ฉันให้ยืมอายุขัยห้าสิบปี เขียนอะไรก็ได้ในกระดาษ คุณให้ฉันมาหนึ่งหมื่นก็พอแล้ว สาธุ ประเสริฐจริง ๆ!]
[ถ้าเกิดเก็บซองแดงแบบนี้ได้ จะทำยังไง? ทิ้งเลยไหม ถ้าอย่างนั้นไม่เป็นการทำร้ายคนอื่นเหรอ?]
จี้ไจ่พูดต่อไป “ถ้าเก็บเงินแลกชีวิตแบบนี้ได้ หรือเก็บวัตถุแลกชีวิตได้ ทางที่ดีคือไม่ต้องใช้ แล้วเอามันวางคืนไว้ที่เดิม”
เย่อวิ๋นชูขมวดคิ้ว “ถ้าอย่างนั้นจะไม่เป็นการทำร้ายคนอื่นเหรอคะ? ถ้าคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรมาเก็บไป แล้วใช้มัน จะทำยังไง?”
“ถ้าเป็นแบบนี้ คนรวยไม่แลกชีวิตได้ง่าย ๆ เลยเหรอคะ?” ตราบใดที่ทิ้งเงินเอาไว้มากพอ ย่อมดึงดูดใจคนได้แน่นอน
หางเจียซิ่นพูดเสียงเบาอย่างไม่พอใจ “นักพรตพวกนั้นเป็นอะไรไป ทำไมต้องทำเรื่องแบบนี้ด้วย? พวกเขาทำเรื่องแบบนี้จะได้รับโทษไหมครับ? นี่เป็นการทำร้ายคนนะครับ!”
จี้ไจ่เงียบไปแล้ว
หลังจากเขาเข้าร่วมองค์กรแล้วก็เข้ามาพัวพันกับคดีของลัทธิเต๋าหลายคดี ถึงได้รู้ว่าในลัทธิเต๋ามีนักพรตจำนวนมากที่ทำร้ายผู้คน บางคนทำเพื่อเงิน บางคนทำเพื่อแก้แค้น และบางคนทำเพราะอย่าลองฝึกฝนวิชาเท่านั้น
ลัทธิเต๋าจำเป็นต้องได้รับการปฏิรูปทั้งหมด
“การเอาเงินใส่ซองแดงมาวางไว้บนทางสี่แพร่งตรง ๆ เพื่อใช้แลกชีวิตนั้น พูดให้ถูกต้อง นี่ไม่ใช่วิชาแลกชีวิต แต่เป็นวิธีการซื้อชีวิตต่างหาก”
“วิชาแลกชีวิตที่แท้จริง ขั้นตอนซับซ้อนมาก นักพรตธรรมดาไม่อาจมั่นใจได้ว่าจะรู้วิธีการ ต่อให้รู้จริง ก็ไม่แน่ว่าจะทำสำเร็จได้”
“คาถาต่อชะตาตะเกียงเจ็ดดารา*[1] ของจูกัดเหลียง ก็เป็นหนึ่งในวิชาแลกชีวิต แต่ทำไม่สำเร็จเช่นกัน”
ตอนที่บรรยากาศในห้องกำลังย่ำแย่ ฉู่ลั่วก็พูดออกมา
น้ำเสียงของเธอชัดเจนและเย็นชา ทั้งที่ไม่มีน้ำเสียงขึ้นลง แต่กลับทำให้คนรู้สึกประหลาดใจ บรรยากาศย่ำแย่เมื่อครู่นี้หายไปแล้ว
เย่อวิ๋นชูกับหางเจียซิ่นล้อมรอบตัวฉู่ลั่วด้วยความสนใจใคร่รู้ แม้กระทั่งสีหน้าของจี้ไจ่ก็ดูอ่อนลงเช่นกัน
ลัทธิเต๋ามีการเปลี่ยนแปลงแล้ว ทางองค์กรจัดการกับนักพรตที่ไม่เคารพกฎมากขึ้น
“ถ้าอย่างนั้นเก็บซองแดงขึ้นมาแล้ว ก็จะไม่ถูกแลกชีวิตใช่ไหมคะ?”
“ไม่ค่ะ คาถามุ่งร้ายที่ใช้ซื้อชีวิตของคนแบบพื้นบ้านอยู่ในระดับต่ำมาก อย่างมากก็ทำให้คนสะดุดล้มได้สักครั้ง หรือไม่ก็ทำให้คนโชคร้ายไปได้ไม่กี่วัน”
“สามารถถ่ายโอนโชคร้ายได้แค่ชั่วคราว และถ้าคนคนนั้นเป็นคนดวงแข็ง หรือมีบุญบารมีคุ้มครอง วิชาคาถาง่าย ๆ แบบนี้ ทำร้ายคนไม่ได้ด้วยซ้ำค่ะ”
“แต่มีวิธีการพื้นบ้านอย่างหนึ่ง เป็นวิชาคาถาที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง และคนส่วนใหญ่สามารถใช้วิชาคาถาชนิดนี้ได้ เป็นคาถาคืนโชคลาภกำจัดภัยพิบัติ”
“คืนโชคลาภกำจัดภัยพิบัติ?”
ฉู่ลั่วพยักหน้า “ใช่ค่ะ คืนโชคลาภกำจัดภัยพิบัติ เป็นคาถาแลกชีวิตชั้นต้นของลัทธิเต๋า โดยทั่วไปแล้วจะเงินจะถูกนำไปวางไว้ที่ทางสี่แพร่งหรือไม่ก็ที่ลูกบิดประตู แล้วเขียนบนกระดาษว่าขอยืมโชคเจ็ดวัน”
“ที่แตกต่างจากการซื้อชีวิตด้วยคาถามุ่งร้ายคือ สิ่งนี้จำเป็นต้องประทับด้วยลายนิ้วมือเปื้อนเลือดของคนที่จะแลกเปลี่ยนภัยพิบัติ”
“เลือดเบิกทาง ใบแลกอายุขัย สมบัติแลกชีวิต เมื่อเตรียมพร้อมทั้งสามอย่าง ไม่ว่าคุณจะใช้หรือไม่ใช้ ขอแค่คุณหยิบขึ้นมา ก็แสดงว่าคุณยินยอมให้เป็นไปตามที่สัญญานี้กำหนดแล้ว”
ฉู่ลั่วพูดจบ นอกจากจี้ไจ่แล้ว คนอื่นที่อยู่ในนี้ต่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป
“ไม่ใช้เงิน ก็แสดงว่ายินยอมแล้วเหรอคะ?”
“อืม ดังนั้นอีกฝ่ายจึงเอาเงินมาวางที่ลูกบิดประตู หรือทางแยกยังไงล่ะ เป็นที่ที่คนจะเดินผ่านเยอะหรือไม่ก็ตำแหน่งที่คนจะแตะต้องมัน”
“แต่นี่เป็นวิธีการที่ทำให้บุญบารมีของตัวเองเสียหายเป็นอย่างมาก แม้จะได้ผล แต่จะทำลายบุญบารมีของคนที่แลกเปลี่ยนภัยพิบัติ”
[1] ตะเกียงเจ็ดดารา (七星灯) มีอีกชื่อว่า ตะเกียงยืดอายุขัย (续命灯) หรือ ตะเกียงเรียกวิญญาณ (招魂灯) เป็นเวทมนตร์ของลัทธิเต๋าโบราณที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ราชวงศ์ซางและโจว ในประวัติศาสตร์ มีคนสองคนที่ใช้ตะเกียงเจ็ดดาราเพื่อฟื้นคืนชีวิต หนึ่งในนั้นเป็นขุนนางของสามก๊ก นามว่า จูกัดเหลียง (ขงเบ้ง) และอีกคนหนึ่งคือหลิวปั๋วเหวิน ทหารของราชวงศ์หมิง ตามคำกล่าวของจูกัดเหลียง หากภายในเจ็ดวันตะเกียงไม่ดับ อายุขัยจะเพิ่มขึ้น 12 ปี