เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 631 ฝ่าฝืนสวรรค์
บทที่ 631 ฝ่าฝืนสวรรค์
ฝ่าฝืนสวรรค์คือวิชาต้องห้ามที่เหนือจินตนาการ!
ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมภูเขาแม่น้ำถึงสลับกัน หยินหยางไม่เป็นหนึ่งเดียว
ฝ่าฝืนสวรรค์ ยากดุจพลิกฟ้าในตำนานของลัทธิเต๋า มันยากเย็นราวกับย้ายภูเขาถมทะเล
คนของลัทธิเต๋าที่อยู่ในองค์กรหลายคน ต่างก็เดินเข้ามาดูวิชาต้องห้ามตรงหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ด้วยความสามารถของพวกเราในตอนนี้ จะทำลายวิชาฝ่าฝืนสวรรค์ได้หรือไม่?”
นี่คือ…
จี้ไจ่สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ “ผมจะลองดูครับ”
ทุกคนถอยหลังออกไป รวมทั้งฉู่ลั่วด้วย
ซู่เซี่ยงหยางเดินมาหยุดตรงหน้าฉู่ลั่ว “วิชาต้องห้ามนี้ร้ายกาจมากเลยเหรอครับ?”
“วิชาต้องห้ามเทียมเซียน มีแต่คนที่บำเพ็ญไปจนขั้นที่เป็นเทียมเซียนเท่านั้น ถึงจะใช้วิชาต้องห้ามแบบนี้ได้”
เทียมเซียน!
ซู่เซี่ยงหยางตื่นตระหนก “คุณทำลายได้ไหม?”
“ได้ค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้น…”
เธออธิบายแทนคำปฏิเสธ “จี้ไจ่เป็นศิษย์ของสำนักหยินหยาง สืบทอดค่ายกลต้องห้ามมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เขามีพรสวรรค์ทางด้านนี้ค่ะ”
ซู่เซี่ยงหยางมองตรงไปข้างหน้า
เฝ้ามองจี้ไจ่หยิบยันต์สิบกว่าแผ่นออกมาจากกระเป๋ากางเกง ปากท่องคาถาปล่อยยันต์ลอยขึ้นกลางอากาศกระจายออกไปสิบกว่าทิศทาง กลายเป็นค่ายกลรูปร่างประหลาด
วินาทีต่อมา เขากัดนิ้ว แล้วรีบวาดยันต์ลงบนค่ายกลต้องห้ามตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
อักขระกระจายไปตามค่ายกลต้องห้าม ก่อนจะกลายเป็นค่ายกลขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่
“ค่ายกลคู่เทพเจ้าภูตผี”
คนที่รู้จักต่างร้องอุทานออกมา พวกเขามองจี้ไจ่อย่างไม่อยากจะเชื่อ “เขาสามารถสร้างค่ายกลคู่เทพเจ้าภูตผีได้จริง”
“สมกับเป็นจี้ไจ่!”
คนรุ่นใหม่หัวกะทิของลัทธิเต๋า
ยิ่งเขียนอักขระลงไปเท่าไหร่ สีหน้าของจี้ไจ่ก็ยิ่งซีดลงเท่านั้น ร่างกายของเขาสั่นไปทั้งตัว
“พลังวิญญาณของเขาจะรับมือไหวไหม?”
มีบางคนเห็นว่ามุมปากของจี้ไจ่มีเลือดสด ๆ ไหลออกมา ตามมาด้วยโลหิตไหลออกมาจากดวงตา…
“ค่ายกลคู่เทพเจ้าภูตผี ไม่ได้วาดออกมาได้ง่าย ๆ”
“จะห้ามไว้ไหม?”
“เข้าไปห้ามตอนนี้ เขาจะยิ่งบาดเจ็บหนัก!”
ทุกคนทำได้เพียงดูจี้ไจ่วาดยันต์จนถึงขีดเส้นสุดท้าย กระทั่งเขากระอักเลือดออกมาจากปาก
ร่างกายทั้งร่างหมดสิ้นเรี่ยวแรง ก่อนถูกคนข้าง ๆ ประคองเอาไว้
เขาผลักคนที่อยู่ด้านข้างออก แล้วใช้เลือดสดที่นิ้วแตะลงไปตรงกลางค่ายกลเบา ๆ พร้อมกับตะโกน
“สลาย!”
จากนั้นก็มีเสียงบางอย่างแตกดังขึ้นมาอย่างชัดเจน
วิชาต้องห้ามถูกทำลายแล้ว!
จี้ไจ่เผยรอยยิ้มออกมา ก่อนที่ภาพตรงหน้าจะมืดสนิท …เขาหมดสติไป
คนที่อยู่ด้านข้างรีบประคองไว้ “จี้ไจ่ จี้ไจ่…”
ฉู่ลั่วเอ่ย “เขาเสียพลังวิญญาณเยอะเกินไปเลยหมดสติค่ะ ไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่อะไร”
“แล้วเขา…”
เธอยกมุมปาก “ยินดีกับเขาด้วย ฝีมือเขาบรรลุไปอีกขั้นแล้ว”
“…”
คนที่ตอนแรกยังเป็นห่วงมาก ตอนนี้กลับมองจี้ไจ่ที่สลบอยู่ด้วยความอิจฉา
ในยุคสมัยที่พลังวิญญาณลดน้อยลง นักพรตคนหนึ่งอยากบรรลุได้สักขั้นเป็นเรื่องยากขนาดไหน?
จี้ไจ่ที่ก้าวหน้ากว่าคนอื่นอยู่แล้ว ได้บรรลุไปอีกขั้น ยิ่งเพิ่มความห่างชั้นไปอีกเท่าไหร่?
“เอาละ ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาพูดเรื่องนี้กันนะ” ซู่เซี่ยงหยางพาทุกคนเดินเข้าไปในถ้ำ
ภายในมืดมาก แต่ยังได้ยินเสียงเครื่องมือกระทบกัน
“อยู่ข้างใน”
ทุกคนวิ่งตามเสียงไป ด้วยแสงไฟสว่างอยู่ตรงด้านในสุดของถ้ำ พวกเขาสามารถมองเห็นบรรยากาศด้านในได้อย่างชัดเจน
ทุกคนต่างก็ตกใจกับภาพที่อยู่ตรงหน้า
“เดรัจฉาน!”
บางคนกัดฟันก่นด่าออกมา จากนั้นจึงรีบถอดเสื้อคลุมกับเสื้อเชิ้ตของตนเองออก เอาไปคลุมบนร่างของผู้หญิงที่เปลือยเปล่า
ภายในถ้ำมีผู้หญิงอยู่ยี่สิบกว่าคน มือเท้าทั้งสองข้างถูกล่ามเอาไว้ด้วยโซ่เหล็ก
แม้จะเห็นคนเข้ามา แต่พวกหล่อนกลับนิ่งเฉย ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
และในมุมถ้ำมีศพกองอยู่หลายสิบศพ บางศพเหลือแต่กระดูกไปแล้ว บางศพยังตายได้ไม่นาน
ฉู่ลั่วเดินไปตรงหน้าผู้หญิงผอมแห้งคนหนึ่งตรงมุมถ้ำ ค่อย ๆ คุกเข่าลง ยื่นมือออกไปเปิดผมยุ่งเหยิงของผู้หญิงคนนั้นออก
ผู้หญิงมองเธอนิ่ง ดวงตาของเธอว่างเปล่า ราวกับคนโง่
ฉู่ลั่วถอดเสื้อคลุมของตนเองออกแล้วคลุมลงบนตัวเธอ “ฉันคือฉู่ลั่ว”
ดวงตาของหญิงสาวเป็นประกาย “พ่อแม่ของคุณให้ฉันมารับคุณค่ะ”
ผู้หญิงที่ตอนแรกไม่มีสติรับรู้อะไร เมื่อได้ยินประโยคนี้ เธอก็ร้องไห้โฮออกมา เธอพยายามดิ้นรนอย่างหนัก ด้วยมือที่ถูกล่ามโซ่ของเธอ
ฉู่ลั่วเอ่ย “ลูกสาวของคุณอยู่ข้างนอก เธอยังมีชีวิตอยู่”
ผู้หญิงร้องไห้ออกมาอย่างหนัก
เสียงสะอื้นนี้ราวกับปลดปล่อยความรู้สึกของทุกคน เหล่าหญิงสาวที่นิ่งเฉยมาตลอดราวกับสูญเสียจิตวิญญาณต่างพากันร่ำไห้ออกมา
เหล่าผู้เสียหายคร่ำครวญอย่างหมดจิตหมดใจ ทำเอาเหล่าผู้เฝ้ามองปวดร้าวตามไปด้วย