เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 632 บอกผมนะ - บทที่ 633 ยันต์แม่ลูก
บทที่ 632 บอกผมนะ
ณ โรงพยาบาล
ซู่เซี่ยงหยางเดินไปหาฉู่ลั่วด้วยใบหน้าโกรธแค้น “เดรัจฉาน! พวกเดรัจฉานพวกนี้! ต้องได้รับโทษประหารชีวิตเท่านั้น แม้แต่โทษประหารชีวิตยังไม่พอชดใช้ความโกรธแค้นของคนในประเทศเลย!”
ผู้บัญชาการซู่เป็นทหารมาก่อน เคยเห็นเลือด และฆ่าคนมามากมาย
ในช่วงที่เขาเข้ามาในองค์กรก็เห็นเรื่องราวสกปรกของลัทธิเต๋ามานับไม่ถ้วน แต่ไม่มีเรื่องไหนทำให้เขาโกรธได้ขนาดนี้
พวกนี้มันเดรัจฉาน ไอ้สารเลว…
“ผู้หญิงเหล่านี้คอเสียหายกันหมดแล้ว พวกเธอ… ยังเคยแท้งลูกมาหลายครั้ง ขาดสารอาหาร ส่วนใหญ่สภาพจิตใจมีปัญหา…”
ซู่เซี่ยงหยางพูดไป ก็กัดฟันไปด้วย
ฉู่ลั่วเอ่ย “เรื่องคอสามารถรักษาได้ค่ะ”
เขาหันไปมองเจ้านิกาย“รักษาได้เหรอครับ?”
“ค่ะ หมู่บ้านเหลี่ยงโถวรวบรวมหยินปฏิเสธหยาง ยมทูตมาคุมตัววิญญาณก็เข้าได้แค่สถานที่ที่เป็นหยินเท่านั้น”
ซู่เซี่ยงหยางสั่นไปทั้งตัว “แต่หมู่บ้านเหลี่ยงโถวไม่มีสถานที่ที่เป็นหยิน…”
“ไม่มีสถานที่ที่เป็นหยิน หรือคนที่เป็นหยิน ผู้หญิงคือหยิน ผู้หญิงที่เกิดมาในดวงชะตาหยินย่อมมียันต์หยินติดตัว”
“เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ยมทูตสามารถเดินทางเข้าออกได้”
“แต่พวกเขาเข้ามาในหมู่บ้านเหลี่ยงโถวไม่ได้…” ซู่เซี่ยงหยางเอ่ยถาม
“เข้ามาไม่ได้ ทำได้แค่อยู่รอบ ๆ พวกเขาไม่แม้แต่จะออกมาผ่านร่างกายของผู้หญิงได้ เพราะฝ่าฝืนสวรรค์ห้ามเอาไว้ พลังหยางทั้งหมดของหมู่บ้านเหลี่ยงโถวจึงไปรวมอยู่บนตัวผู้หญิงเหล่านี้”
ซู่เซี่ยงหยางไม่ได้เข้าใจเรื่องของลัทธิเต๋ามากนัก แต่แค่ได้ยิน เขาก็รู้สึกตกใจแล้ว
ความโกรธเคืองเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ “นี่มันเป็นการฝ่าฝืนสวรรค์แบบไหนกัน ใครเป็นคนทำกันแน่?”
ฉู่ลั่วตอบ “ไม่รู้ค่ะ”
ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา “ผมตอบให้ได้ครับ”
ทั้งสองคนเงยหน้าขึ้น ก็เห็นฮั่วเซียวหมิงในร่างมนุษย์กำลังก้าวยาว ๆ มาหาพวกเขา
ฉู่ลั่วกะพริบตา “คุณ… คุณมาได้ยังไง?”
ฮั่วเซียวหมิงมองสำรวจฉู่ลั่วก็เห็นว่านอกจากสีหน้าย่ำแย่แล้ว ภายนอกไม่ได้บาดเจ็บอะไร
“สถานการณ์ของหมู่บ้านเหลี่ยงโถว ไม่ใช่แห่งเดียวที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ พูดให้ถูกคือ ไม่ได้เกิดแค่แห่งเดียวในเมืองอวิ๋น”
ฮั่วเซียวหมิงหยิบเอกสารออกมาปึกหนึ่ง “นี่คือสิ่งที่ผมสืบหามาได้ในช่วงหลายวันนี้”
เอกสารแบบเดียวกันสองฉบับ
ซู่เซี่ยงหยางรับมา เขาพลิกอ่านอย่างรวดเร็ว ก็ยิ่งตกใจมากขึ้น “พวกนี้… คุณ คุณไปสืบมาจากไหนเหรอครับ?”
“ข้อมูลที่ถูกลบออกไปจากอินเทอร์เน็ตครับ” ตระกูลฮั่วเป็นบริษัทวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระดับนานาชาติ ข้อมูลทั่วทั้งอินเทอร์เน็ต สำหรับพวกเขาไม่ใช่เรื่องยากอะไร
“หลายวันมานี้ ผมได้ยืนยันความถูกต้องของข้อมูลเหล่านี้”
“ข้อมูลพวกนี้ ได้รับการยืนยันทั้งหมดแล้ว เหลือแค่กองนี้ที่กึ่งจริงกึ่งเท็จ ไม่สามารถตัดสินได้”
“พวกนี้ ทั้งหมดเป็นข้อความเท็จ แต่ผมไม่สามารถตัดสินใจแน่นอนได้ เลยเหลือเอาไว้ด้วยครับ”
เขานิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะสรุปว่า “ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จ แต่ก็ตัดสินได้ว่า ทั่วทั้งเมืองอวิ๋น กำลังตกอยู่ภายใต้ค่ายกลขนาดใหญ่”
ได้ยินคำว่าค่ายกลขนาดใหญ่จากปากคนนอกลัทธิอย่างฮั่วเซียวหมิง ฉู่ลั่วกับซู่เซี่ยงหยางก็รู้สึกทำตัวไม่ถูกสักเท่าไหร่
พวกเขาพลิกไปยังหน้าที่ฮั่วเซียวหมิงทำสัญลักษณ์เอาไว้ ก็ยิ่งขมวดคิ้วหนักขึ้นไปอีก
ซู่เซี่ยงหยางถาม “คนของลัทธิเต๋าในเมืองอวิ๋นไม่มีใครจัดการเรื่องพวกนี้เลยเหรอ?”
ฉู่ลั่วรวบรวมเอกสารไว้ด้วยกัน “หากไม่ใช่เพราะความสามารถไม่เพียงพอ ก็คงจะร่วมมือกันทำชั่ว”
ซู่เซี่ยงหยางเงียบไปแล้ว
“ไปทำลายอักขระบนตัวผู้หญิงพวกนั้นก่อนเถอะ!”
ซู่เซี่ยงหยางพยักหน้า
เขาเก็บงำความกังวลในใจเอาไว้ หันไปพูดกับฮั่วเซียวหมิงด้วยรอยยิ้ม “ผู้อำนวยการฮั่วเก่งมากจริง ๆ สนใจมาร่วมงานกับองค์กรของพวกเราไหมครับ?”
ความสามารถในการสืบหาและรวบรวมข้อมูลก็เป็นคุณสมบัติที่พวกเขาตามหาเช่นกัน
ฉู่ลั่วขมวดคิ้วเล็กน้อย “เขาไม่ใช่คนของลัทธิเต๋า”
ซู่เซี่ยงหยางแย้ง “นี่ไม่ใช่ปัญหาครับ ถึงผู้อำนวยการฮั่วจะไม่ใช่คนของลัทธิเต๋า แต่เขาให้ข้อมูลที่จำเป็นกับพวกเราได้ไม่ใช่เหรอ?”
ผู้บัญชาการหนุ่มยิ้มตาหยีและพูดชักชวนอยู่หลายประโยค ก่อนจะให้เวลาส่วนตัวกับพวกเขาสองคน
ในโรงพยาบาลมีคนเดินไปเดินมา ทั้งสองคนจึงไปหามุมเงียบ ๆ นั่งคุยกัน
ฮั่วเซียวหมิงหยิบนมอุ่นขวดหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อส่งให้เธอ “ท้องคุณไม่ดี ควรทานให้ตรงตามเวลา”
ฉู่ลั่วรับนมมาดื่มไปหลายอึก
“ฉู่ลั่ว”
“คะ?”
“ผมไม่ใช่คนของลัทธิเต๋า แต่ก็ช่วยคุณได้”
ชายหนุ่มมองเธอที่อยู่ด้านข้าง
ฉู่ลั่วก้มหน้าลง มองนมสดที่อยู่ในมือโดยไม่ตอบอะไร
“ต่อไปถ้ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น บอกผมเถอะ ผมช่วยคุณได้”
ฮั่วเซียวหมิงจับจ้องหลังมือของฉู่ลั่ว อักขระสีดำนั้นจางลงมากแล้ว
บทที่ 633 ยันต์แม่ลูก
ฉู่ลั่วเอ่ย “ลัทธิเต๋าอันตรายมาก”
“…” ฮั่วเซียวหมิงเงียบไปชั่วขณะ ทันใดนั้นก็หัวเราะออกมา ดวงตาลุ่มลึกของเขาเป็นประกายราวกับดวงดาว “คุณไม่ให้ผมเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับลัทธิเต๋าเพราะมันอันตรายเหรอ”
ฉู่ลั่วไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหัวเราะอะไร แต่เธออยากหลบสายตาไปจากรอยยิ้มของเขา “อืม คุณเป็นคนมีบุญบารมีมาก มีโชคลาภมหาศาล เป็นเป้าหมายของวิญญาณชั่วร้ายและผู้บำเพ็ญนอกรีต”
“ฉู่ลั่ว…” เสียงของเขาทุ้มลึกกว่าเดิม “ในสายตาของคุณ ผม ฮั่วเซียวหมิง อ่อนแอมากเลยเหรอ?”
ฉู่ลั่ว “…”
ไม่อ่อนแอเหรอ?
แค่ผีปลายแถวตนหนึ่งก็สามารถพาวิญญาณที่ไม่มั่นคงของเขาออกจากร่างได้แล้วนะ
ผู้บำเพ็ญปลายแถวคนหนึ่งก็สามารถยึดร่างกายของเขาได้
ไหนจะ…
ตอนนี้บนตัวเขามีผลข้างเคียงจากขวดผนึกรักอยู่
นี่ไม่อ่อนแอเหรอ?
ฮั่วเซียวหมิงกลับยืนขึ้นอย่างไม่แยแส เขาถอดเสื้อคลุมมาคลุมบนตัวฉู่ลั่ว นิ้วมือเกี่ยวผมที่ไล้ลงมาตามแก้มนวลไปทัดหูให้เธอ
“ผมอ่อนแอ คุณแข็งแกร่ง คุณแค่ปกป้องผมก็ได้แล้วไม่ใช่เหรอ?”
“ผมตกลงแล้ว”
“…” ฉู่ลั่วยืนขึ้นมา มือทั้งสองข้างรวบเสื้อคลุมของเขาเอาไว้ “ตกลงอะไร?”
“ตกลงที่จะเข้าร่วมแผนกลัทธิเต๋าอะไรนั่นไง!” ฮั่วเซียวหมิงหันหน้ามองฉู่ลั่ว “อีกอย่าง ฮั่วกรุ๊ปก็ร่วมงานกับองค์กรศักดิ์สิทธิ์ตั้งนานแล้ว ผมเข้าหรือไม่เข้าก็ไม่สำคัญ”
ชายหนุ่มเห็นฉู่ลั่วนิ่งไป ทั้งยังแสดงสีหน้าไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน ถึงได้เปลี่ยนหัวข้อสนทนา “คุณต้องไปกำจัดอักขระบนตัวคนเหล่านั้นไม่ใช่เหรอ? ไปสิ!”
ฉู่ลั่วตามหลังฮั่วเซียวหมิง เดินไปช้า ๆ
เดินมาจนถึงโถงทางเดินของโรงพยาบาล เธอก็พูดขึ้นมาว่า “ฮั่วเซียวหมิง”
ฮั่วเซียวหมิงหันกลับมามองเธอ
ฉู่ลั่วเงยหน้าขึ้นมองเขาเล็กน้อย “คุณเก่งมาก ต่อให้ไม่ใช่คนของลัทธิเต๋า คุณก็เก่งมาก คุณไม่ได้มีพื้นฐานของลัทธิเต๋า แต่คุณก็เก่งมาก”
ฮั่วเซียวหมิง “…”
“ถ้าคุณอยากเข้าร่วมในแผนก ก็เข้าร่วมเถอะ” ฉู่ลั่วราวกับคิดได้แล้ว “ฉันจะปกป้องคุณเอง”
หากฮั่วเซียวหมิงอยากเข้าร่วมองค์กรจริง ๆ เธอก็ยินยอม
ด้วยความสามารถของเธอ การปกป้องฮั่วเซียวหมิงไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร
ฉู่ลั่วแอบพยักหน้ากับตัวเองอยู่ในใจ
ฮั่วเซียวหมิงเห็นสีหน้าจริงจังของเธอ แววตาสีดำขลับจ้องมองเธออยู่พักหนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้
ชายหนุ่มยกมือขึ้นมาปิดบังรอยยิ้มในดวงตาของตนเอง แต่มุมปากที่ยกขึ้นก็ไม่อาจปิดบังได้ว่าตอนนี้เขากำลังอารมณ์ดี
ฉู่ลั่ว “…”
เขายิ้มอะไร?
มีอะไรน่าขำเหรอไง ฮึ?
ฮั่วเซียวหมิงยิ้มเสร็จแล้ว ดวงหน้าที่เคยเคร่งขรึมอ่อนโยนลงไม่น้อย เขาเอื้อมมือไปคว้าฉู่ลั่วมาไว้ในอ้อมกอดท่ามกลางความงุนงงของเธอ
อ้อมกอดไม่หลวม แต่ก็ไม่แน่นเกินไป
ชายหนุ่มลูบผมหญิงสาวอย่างเบามือ พลางเรียกเธอเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก
“ฉู่ลั่ว”
เห็นได้ชัดว่ามีคำพูดนับหมื่นพันซ่อนอยู่ในหนึ่งคำนั้น ทั้งที่ในอกร้อนผ่าว แต่กลับพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
“ฉู่ลั่ว”
“ฉู่ลั่ว…”
ฉู่ลั่วตอบสนองกับเสียงแรก
แต่หลังจากนั้นเธอก็ไม่รับรู้อะไรแล้ว
เธอเบิกตาโพล่งในอ้อมกอดของฮั่วเซียวหมิง ได้กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามของเขา
ดูเหมือนหัวใจที่เต้นแรงเหมือนจะลามมาที่เธอแล้ว ทำให้ชีพจรที่เคยปกติของเธอปั่นป่วนตามไปด้วย
“ท่านเจ้านิกาย…”
เสียงเรียกไม่รู้เวลาดังขึ้น แต่เมื่อเห็นทั้งสองคนกอดกันอยู่ เสียงก็หยุดลง
จี้ไจ่หันหลังให้พวกเขา “ตอนที่พวกเรากำจัดอักขระ พบว่ามีบางอย่างผิดปกติครับ”
ฮั่วเซียวหมิงปล่อยฉู่ลั่ว พลางลูบผมเธอแผ่วเบา “ไปทำงานเถอะ”
“อืม”
ฉู่ลั่วรีบเดินไปหาปรมาจารย์หนุ่ม “ใช่เสี่ยวยากับแม่หรือเปล่า?”
จี้ไจ่ยังคงนึกถึงความสัมพันธ์ของฉู่ลั่วกับฮั่วเซียวหมิง เมื่อได้ยินเธอพูดก็รีบพยักหน้า “ครับ อักขระบนตัวพวกเธอไม่เหมือนกับคนอื่น”
มาถึงห้องพักผู้ป่วย คนขององค์กรสี่ห้าคนยืนอยู่รอบตัวเสี่ยวยากับผู้เป็นแม่
เสี่ยวยาทำตาโต มองพวกเขาอย่างไม่สบายใจ
“ท่านปรมาจารย์”
ทุกคนหลีกทาง ฉู่ลั่วเดินมาหยุดข้างกายหญิงสาว
ผู้หญิงคนนั้นถอดเสื้อผ้าชิ้นบนออก เผยให้เห็นแผ่นหลังที่มีอักขระหนาแผ่ขยายไปจนถึงช่วงต้นคอของเธอ
ฉู่ลั่วออกความเห็น “อักขระอันนี้ซับซ้อนกว่าอักขระอื่น ๆ มาก ทันทีที่พวกเราเคลื่อนอักขระ เธอก็จะเจ็บปวดมาก”
จี้ไจ่ถอนหายใจ “ผมเคยลองแล้ว ไม่ไหว”
สายตาของฉู่ลั่วไล้ไปตามอักขระ ก่อนมองผู้หญิงที่นิ่งเงียบ
“เป็นยันต์คู่ นี่คือยันต์ลูก ยังมียันต์แม่อีกอัน”
จี้ไจ่ได้ยิน ก็ขมวดคิ้ว “ยันต์แม่? ทำยังไงดีล่ะครับ ถ้าหายันต์แม่ไม่เจอ ก็ไม่สามารถเคลื่อนย้ายยันต์ลูกออกไปได้ใช่ไหม?”
แผ่นดินกว้างใหญ่ จะไปหายันต์แม่มาจากไหน?
ทุกคนใช้สมองอย่างหนักเพื่อหาวิธีแก้ปัญหา แต่เมื่อเห็นสายตาของฉู่ลั่ว จับจ้องไปยังเสี่ยวยาที่อยู่ตรงมุมห้อง
ทุกคนต่างตกตะลึง
“เป็นไปไม่ได้!”
“จะเอายันต์แม่ไปไว้บนร่างกายของเด็กน้อยคนหนึ่งได้ยังไง!”
“นี่มันเป็นสัตว์เดรัจฉานขนาดไหนกัน ถึงได้เอายันต์แม่ไปไว้บนตัวเด็ก!”