เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 670 สัมภเวสีเด็ก
บทที่ 670 สัมภเวสีเด็ก
ฉู่ลั่วเอ่ย “คิดจะจับผีร้ายตนนั้น จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เส้นผมเชือกหยินของพวกคุณสองคนมาจากผีร้ายตนเดียวกัน”
“ผีร้ายตนนั้นมีความอาฆาตพยาบาทรุนแรง อีกทั้ง…”
เธอเว้นจังหวะ “อีกทั้งอายุไม่มาก ผีร้ายที่อายุค่อนข้างน้อยแบบนี้ ในสถานการณ์ทั่วไป หลังตายแล้วย่อมต้องพุ่งเป้าตรงไปที่คู่แค้นที่เอาชีวิตตัวเอง”
สายตาฉู่ลั่วทอดผ่านใบหน้าพี่หมิงและปิ่งอินฮวา “สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ ก่อนตาย ผีร้ายตนนี้ถูกทำร้ายอย่างน่าเวทนาและไร้มนุษยธรรม ส่งผลให้ก่อนตาย ความอาฆาตพยาบาทของมันพลุ่งพล่านถึงขีดสุด”
“ทันทีที่มันตาย ก็กลายร่างเป็นสัมภเวสีเด็ก”
ปกติแล้วเด็กที่ตายก่อนวัยอันควรถูกเรียกว่ากุมารกลายร่าง
กุมารกลายร่างต้องได้รับการฝังโดยด่วน มิฉะนั้นง่ายที่จะเปรอะเปื้อนแรงอาฆาตในฆราวาส จนกลายเป็นสัมภเวสี
ด้วยเหตุนี้นับแต่โบราณกาล เด็กที่ตายก่อนวัยอันควรส่วนใหญ่เมื่อตายตอนเช้า ต้องรีบฝังตั้งแต่บ่าย
และหากถูกทรมานจนตายแต่ไม่ยอมบรรจงฝัง จะกลายเป็นผีเด็ก
แต่สิ่งที่ทรงพลังอำนาจเหนือกว่าผีเด็ก ก็คือสัมภเวสีเด็ก
สัมภเวสีเด็กเกิดเพราะได้รับการทรมานถึงขีดสุดก่อนสิ้นลม หลังตายไปแล้วจึงยังไม่อาจไปสู่สุคติ
เมื่อได้ยินคำอธิบายของฉู่ลั่ว พี่หมิงและปิ่งอินฮวาหน้าเผือดซีดจนไม่เหลือสีเลือดฝาดสักนิด
ปิ่งอินฮวาโบกมือส่ายหน้าระรัว “ฉันเปล่านะคะ! ช่วงนี้ฉันถ่ายหนังในกองอยู่ตลอด เอาเวลาที่ไหนไปทำร้ายใคร!”
พี่หมิงพยักหน้า “ใช่ครับ ๆ ผมเองยุ่งจนไม่ได้หยุดอยู่ที่เดิมนาน ๆ มีเวลาทำร้ายคนอื่นที่ไหน!”
“คราวก่อน ที่ฉันให้ยันต์กับคุณก็เพราะเห็นหว่างคิ้วคุณหม่นหมอง กลัวจะมีวิญญาณพยาบาทตามรังควาน เพียงแต่… พอได้เห็นคุณอีกครั้ง…”
“แก้มคุณซูบเซียว กระดูกเบ้าตาปูดโปน เห็นได้ชัดว่าเป็นโหงวเฮ้งจากการเข่นฆ่า”
พี่หมิงแทบเป็นลม “ผมเปล่านะครับ! ปรมาจารย์ ผมไม่ได้ทำจริง ๆ คุณต้องเชื่อผมนะ!”
ฉู่ลั่วหันมองปิ่งอินฮวาอีกครั้ง “ฉันไม่เคยเห็นโหงวเฮ้งของคุณก่อนหน้านี้ แต่ใบหน้าของคุณมีปากแห้งซีดขาว คิ้วบางไม่เป็นทรง เกิดจากพลังหยางไม่เพียงพอ นี่…”
“เกิดจากการถูกสัมภเวสีดูดกลืนพลังวิญญาณ”
ฉู่ลั่วกวาดสายตามองพวกเขาทั้งสอง “ที่โหงวเฮ้งพวกคุณกลายเป็นแบบนี้ มีเพียงความเป็นไปได้เดียว”
ทั้งคู่จดจ้องเธออย่างร้อนรน
“พวกคุณ… เคยทำแท้งหลายครั้ง”
“เป็นไปไม่ได้!”
“ปรมาจารย์ เรื่องแบบนี้จะซี้ซั้วพูดไม่ได้นะ!”
ทั้งคู่สะดุ้งขึ้นมา
ปิ่งอินฮวามองพี่หมิงขึ้นลงอย่างพิจารณา “ต่อให้… ต่อให้ฉันมีลูก ก็ไม่มีทางให้เขามาเป็นพ่อของลูกฉันหรอกค่ะ!”
พี่หมิงทำท่าจะค้านฉู่ลั่ว พอได้ยินประโยคนี้ของปิ่งอินฮวาก็โกรธจนกัดฟันแน่น “เธอคิดว่าฉันจะให้เธอเป็นแม่ของลูกฉันเหรอ!?”
ปิ่งอินฮวาเผยสีหน้ารังเกียจ ส่วนพี่หมิงมองกลับมาอย่างดูแคลน ทั้งคู่สบตากัน ก่อนจะหันหน้าหนีอย่างรวดเร็ว
ฉู่จิงหรี่ตา “นี่ไม่ใช่เวลาถกกันเรื่องนี้ ควรพูดถึงลูกของพวกคุณ…”
“พวกเราไม่มีลูก!!”
“…” ฉู่จิงจ้องมองใบหน้าพี่หมิงอย่างละเอียด “ก่อนหน้านี้ผมคิดมาเสมอว่าช่วงนี้พี่หมิงคงเหนื่อยเกินไป โหงวเฮ้งถึงเปลี่ยน”
ปิ่งอินฮวาสำทับ “ฉันก็คิดว่าตัวเองไม่ได้พักผ่อนนาน ไม่ได้ดูแลผิวพรรณถึงแย่ลง คอลลาเจนถึงได้หายไป”
อาจวี๋ชำเลืองแวบหนึ่ง หยิบรูปใบหนึ่งบนชั้นเตี้ยขึ้นมา “นี่คือรูปหน้าสดของพี่ฮวา ถ่ายเมื่อสองเดือนก่อน”
ถ้ามองแค่ปิ่งอินฮวาอาจไม่รู้สึกเท่าไร แต่พอได้เทียบกับรูปถ่าย ทุกคนก็ต่างตะลึง
โหนกแก้มสูงขึ้น แก้มตอบลงไป ที่เปลี่ยนไปมากที่สุดเห็นจะเป็นหน้าผาก หน้าผากที่เคยอวบอิ่ม ในเวลานี้กลับราบเรียบ
ต่างจากเดิมเกินไปแล้ว!
ฉู่ลั่วเอ่ย “หน้าตาคนคนหนึ่งไม่มีทางเปลี่ยนไปมหันต์ในช่วงเวลาสั้น ๆ นอกจากว่าพวกคุณทำกรรมปลิดชีพคนอื่น”
“เปล่านะ ปรมาจารย์ พวกเราไม่ได้ทำจริง ๆ!”
ทั้งคู่รีบอธิบาย
ก่อนหน้านี้พวกเขายังไม่ใส่ใจคำพูดของฉู่ลั่วได้ ถึงยังไงพวกเขาก็รู้ว่าตัวเองไม่ได้ทำ
แต่ตอนนี้ ความเปลี่ยนแปลงของใบหน้าแสดงให้เห็นอยู่ทนโท่ จนทั้งคู่ต่างหวาดกลัว
“ปรมาจารย์ พวกเราไม่มีลูกกันจริง ๆ และไม่มีทางทำร้ายใคร!”
“ปรมาจารย์ช่วยคำนวณอีกครั้งเถอะ!”
ฉู่ลั่วจ้องมองพวกเขาครู่หนึ่งด้วยสายตาหม่นหมองลง “ความจริงเป็นยังไงกันแน่ คืนนี้ก็จะรู้เองค่ะ”
ฉู่จิงถาม “เธอคิดจะทำอะไร”
“เรียกสัมภเวสี”
พี่หมิงกับปิ่งอินฮวาได้ยินก็ตัวสั่นระริก
อาจวี๋คล้องแขนปิ่งอินฮวา ถ่ายทอดอบอุ่นให้กันและกันอย่างไร้เรี่ยวแรง