เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 734 ยกตนข่มท่าน
บทที่ 734 ยกตนข่มท่าน
ฉู่หร่านกะพริบตาปริบ “…อะไรนะ?”
ฉู่ลั่วหมุนเก้าอี้ไปหาคู่กรณี คิ้วขมวดผ่อนคลายลง จากนั้นจึงเอ่ยถามอีกครั้ง “เธอคิดว่าที่นี่มีสิ่งลี้ลับไหม?”
ไม่ทันรอคำตอบจากฉู่หร่าน ฉู่ลั่วก็พูดต่อ “หลังจากฉันบอกว่าที่นี่มีสิ่งลี้ลับ เธอก็ยังจะไปถามปรมาจารย์ที่แสนจะเก่งกาจในอินเทอร์เน็ตอีก ดูท่าทางเธอจะไม่เชื่อคำพูดของฉันสินะ”
“เธอคิดว่าที่นี่ไม่มีสิ่งลี้ลับ” ฉู่ลั่วตอบเองด้วยเสียงเด็ดขาด “เธอสงสัยฉัน ข้องใจความสามารถของฉัน ไม่เชื่อคำพูดของฉัน เธออยากได้คำยืนยันจากปากของคนอื่นก่อนถึงจะเชื่อฉัน”
ฉู่หร่านเอ่ยปาก “ฉัน… ฉันแค่อยากรู้เฉย ๆ จริง ๆ นะ”
“อยากรู้จนต้องตั้งอกตั้งใจไปหาปรมาจารย์นั่น เพื่อมาโต้แย้งคำพูดของฉันงั้นสิ?” ฉู่ลั่วเอานิ้วเคาะโต๊ะ เห็น ๆ กันอยู่ว่าตัวเองกำลังนั่งเผชิญหน้ากับฉู่หร่านที่ยืนอยู่
ฉู่หร่านก้มลงมองฉู่ลั่วจากมุมสูง แต่ท่าทีแข็งกร้าวของคู่กรณีทำให้หล่อนรู้สึกกดดัน
“ฉันเปล่านะ ลั่วลั่ว เธออย่าคิดมาก อย่าโกรธเลยนะ ต่อไปฉันจะไม่สงสัยคำพูดของเธออีกแล้ว ต่อไปฉันจะ…”
หล่อนเอ่ยปากออกมาอย่างรู้สึกผิด แต่ฉู่ลั่วกลับพูดตัดบทอีกฝ่าย “ตั้งแต่รายงานสัปดาห์แรกจนถึงตอนนี้ ฉันเคยพูดอะไรผิดไปสักเรื่องไหม?”
หางเจียซิ่นออกหน้าทันที “ไม่เคย พี่ลั่วไม่เคยพูดหรือทำนายอะไรผิดเลยสักครั้ง คอยช่วยชีวิตพวกเราไว้ตั้งหลายครั้งด้วย พี่หร่านลืมไปแล้วเหรอ? ตอนที่อยู่อิ๋งเซียง ก็พี่ลั่วนี่แหละที่ช่วยฉันไว้”
“แล้วก็มีอีก…”
เขากำลังนับนิ้ว
หลังจากนับเสร็จ สีหน้าของชายหนุ่มก็เต็มไปด้วยความนับถือ “ปรมาจารย์ฉู่ลั่วเก่งเกินไปแล้ว!”
ฉู่ลั่วเอ่ยถามเขา “คุณเคยสงสัยในตัวฉันไหม?”
หางเจียซิ่นตอบทันที “ตอนที่เพิ่งเริ่มรายการ ผมเคยสงสัยปรมาจารย์ทั้งสองท่านจริง ๆ แหละ แต่พอผ่านมาตั้งหลานสัปดาห์แบบนี้แล้ว ผมยังจะกล้าสงสัยได้ยังไงล่ะ? ถ้าไม่มีปรมาจารย์ทั้งสองท่าน ไม่แน่ว่า… ไม่แน่ว่าอาจจะเกิดเรื่องขึ้นกับพวกเราไปนานแล้ว”
ฉู่ลั่วมองไปทางฝานจื้อ “นี่เป็นครั้งแรกที่คุณมาเข้าร่วมรายการของพวกเรา สงสัยในความสามารถของฉันไหมคะ?”
ฝานจื้อส่ายหน้าเปื้อนยิ้ม “พวกเราเห็นความเก่งกาจของปรมาจารย์ฉู่กันมากับตาแล้ว ถ้าสงสัย ผมจะมุ่งมั่นเอาชนะเกมให้ได้ไปทำไมกันล่ะ? เพราะหวังว่าถ้าชนะ จะได้ปรมาจารย์ฉู่ช่วยดูแลผมไงครับ”
“…มีแค่เธอที่สงสัยฉัน” ฉู่ลั่วละสายตากลับไปมองฉู่หร่าน “สงสัยถึงขนาดต้องไปหาปรมาจารย์คนอื่นให้มาพิสูจน์ว่าสิ่งที่ฉันพูดมันคือเรื่องโกหก”
“ฉู่หร่าน ฉันถามสักหน่อยได้ไหมว่าทำไมถึงสงสัยฉัน?”
ฉู่หร่านมองซ้ายทีขวาที ก่อนหลบสายตา จากนั้นก็พูดเสียงอ่อย “ฉันไม่ได้สงสัยเธอนะ ฉันแค่อยากรู้จริง ๆ ลั่วลั่ว อย่าโกรธเลยได้ไหม? ต่อไปฉันจะไม่สงสัยในคำพูดของเธออีกแล้ว ฉัน… ฉันไม่มีทางจะสงสัยเธออีกแน่นอน”
“ลั่วลั่ว เธออย่าโกรธเลยนะ”
หล่อนพูดพร้อมกับน้ำตาที่หยดแหมะ ๆ ลงมา
แต่ก็เช็ดน้ำตาตรงหางตา แล้วมองฉู่ลั่วอย่างสะอึกสะอื้น
ฉู่ลั่วหันกลับไปไม่ได้สนใจหล่อนอีก แค่พูดออกมาอย่างเรียบ ๆ “ฉันเองก็อยากจะรู้มากเหมือนกัน ว่าทำไมเธอถึงต้องสงสัยฉัน? แล้วที่ฉันอยากรู้มากกว่าก็คือ ทำไมพอฉันถาม เธอต้องร้องไห้เสียใจขนาดนี้ด้วย?”
เสียงโกรธเกรี้ยวของฝางไคจี้ดังเข้ามาในหูฟัง “ฉู่ลั่ว! หร่านหร่านก็แค่อยากรู้เท่านั้นเอง เธอต้องยกตัวข่มท่านแบบนั้นด้วยเหรอ?”
คำถามของฉู่ลั่วหยุดชะงักเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ
“แล้วที่ฉันอยากรู้ที่สุดก็คือ …ทำไมคนอื่นถึงมองว่าที่เธอถามฉันเป็นคำถามอย่างมีเหตุมีผล แต่พอฉันถามกลับ ดันกลายเป็นการยกตัวข่มท่านไปได้”
“เป็นเพราะฉันร้องไห้ไม่เก่งเหมือนฉู่หร่านเหรอ?”
ฉู่หร่านที่กำลังสะอึกสะอื้นชะงัก ทุกคนที่อยู่ที่นี่ต่างกันเงียบหมด
แต่ฉู่ลั่วกลับพูดใส่ชุดหูฟังว่า “มาแล้ว”
ตั้งแต่เริ่มจนจบ น้ำเสียงของเจ้านิกายราบเรียบมาก แม้กระทั่งตอนตั้งคำถามเมื่อครู่นี้ อารมณ์ของเธอก็ไม่ได้ผันผวนมากนัก
ตอนนี้หัวข้อสนทนาเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทำให้คนทั้งสองฝ่ายค่อนข้างประหลาดใจ
จี้ไจ่ลุกขึ้นมาทันที “พลังหยินรุนแรงมาก”
ฉู่ลั่วอยู่ในอารมณ์เตรียมพร้อมรับทุกอย่าง “ฉันจะดูจอมอนิเตอร์เอาไว้ ทันทีที่พวกเขาปรากฏตัวออกมา ฉันจะเตือนพวกคุณนะ”
“ในตอนแรก พวกเขาอาจจะแค่หยั่งเชิง แต่หลังจากหยั่งเชิงแล้ว ก็เป็นเวลาลงมือ”
พลังหยินในบ้านเก่าแก่นั้นรุนแรงเกินไป เห็นได้ชัดว่าเป็นหนี้เลือดที่มาจากการเข่นฆ่า