เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 737 เปิดประตู
บทที่ 737 เปิดประตู
ฝางไคจี้กำลังจะด่าฉู่ลั่วด้วยความโมโห แต่กลับได้ยินสิ่งนั้นที่ข้างหูของตน พูดเสียงเบาว่า “มาอีกคนแล้ว ดีมาก ดีมาก!”
เงาต้นไม้นอกหน้าต่างสั่นไหว รอยเลือดบนกำแพงเพิ่มมากขึ้น
ผ้าม่านที่กำแพงไหวไปมา มันสั่นไหวหนักขึ้นเรื่อย ๆ
แม้กระทั่งจี้ไจ่ที่ยืนอยู่ตรงโถงทางเดิน ก็เห็นเงาร่างปรากฏอยู่ไกล ๆ
เขาถอนหายใจออกมาเบา ๆ กำลังจะพูด ก็ได้ยินเสียงฝางไคจี้ลุกขึ้นมา พลางเอ่ยว่า “หร่านหร่าน เธอไม่ต้องมา ฉันจะไปหาคุณยายเถาเอง!”
“พวกเขาไม่ยอมช่วยคุณยายเถา ฉันจะช่วยเอง!”
เขาพูดอย่างผู้พิทักษ์ความยุติธรรม
ฉู่หร่านเกาะหน้าจออย่างซาบซึ้งใจ “พี่ไคจี้ พี่ระวังตัวด้วยนะคะ!”
ฝางไคจี้พูดอย่างหนักแน่น “ฉันรู้แล้ว เธอไม่ต้องมาหรอก ที่นี่อันตรายเกินไป”
จี้ไจ่ที่ยืนอยู่ตรงโถงทางเดินได้ยินดังนั้น ก็ตะโกนห้ามฝางไคจี้เสียงดัง “คุณเองก็อย่าออกมา!”
ฉู่ลั่วก็ขมวดคิ้ว พลางเอ่ยเตือนว่า “ทางที่ดี คุณอย่าออกไปนะ”
ฝางไคจี้หัวเราะเย็นชา “ฉันไม่ออกไป แล้วจะให้เธอส่งหร่านหร่านไปเหรอ?”
ชายหนุ่มเดินมาถึงหน้าประตูแล้ว ก็ก้มหน้ามองหน้าจอมือถือของตัวเอง บนนั้นมีใบหน้าที่กำลังซาบซึ้งระคนห่วงใยของฉู่หร่าน
เขาพูดกับหน้าจอด้วยสีหน้าอ่อนโยน “หร่านหร่าน ฉันไม่เป็นอะไร เธอไม่ต้องกังวล”
“ฝางไคจี้ นายอย่าออกไป!” เหยียนอันอี้ตะโกนมาจากในห้อง “พวกเราต้องฟังที่ปรมาจารย์ทั้งสองคนบอก”
เย่อวิ๋นชูก็ยังพูดเกลี้ยกล่อมเสียงสั่น “พี่ไคจี้ ท่านปรมาจารย์บอกแล้ว ขอแค่พวกเรารออยู่ในห้องอย่างเชื่อฟัง ไม่ออกไป คืนนี้พวกเราก็จะปลอดภัยนะคะ”
อีกทั้งหลานของยายเฒ่าเถาก็เคยเตือนพวกเขาแล้ว ว่าตอนกลางคืนไม่ให้พวกเขาวิ่งไปไหนตามใจ
ปรมาจารย์ทั้งสองเองก็บอกให้พวกเขาอยู่แต่ในห้อง
‘ขอแค่รออยู่ในห้อง ก็จะปลอดภัย’
ทุกคนต่างย้ำจนปากเปียกปากแฉะ แต่…
ฝางไคจี้พูดเยาะเย้ย “พวกคุณไม่กล้าไปช่วยคน ผมไปเอง!”
มือของเขากำลูกบิดประตู แล้วบิดเบา ๆ
ไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกไปเองหรือเปล่า เขายังไม่ได้เปิดประตู แต่ความเย็นภายในห้องพลันลดลงอย่างมาก
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก แอบบอกตัวเองในใจ ไม่ให้ตัวเองหวาดกลัว
ปึง!
วินาทีต่อมา เขาก็ดึงประตูเปิดออกอย่างแรง
ควันสีแดงปรากฏตรงหน้า!
กล้องถูกปกคลุมไปด้วยควันสีแดง ทีมงานจึงรีบสลับมายังกล้องที่โถงทางเดิน พอเปลี่ยนกล้องมา ทุกคนก็ต้องตกใจกับภาพตรงหน้า
พวกเขาเห็นฝางไคจี้ถูกปกคลุมไปด้วยควันสีแดงทั้งตัว กำแพงบนโถงทางเดินมีเลือดไหลซึมออกมา
ไม่ไกลนักมีเด็กผู้หญิงสวมชุดสีขาวยืนอยู่สุดทางเดิน กำลังหัวเราะเยาะฝางไคจี้
และที่หน้าประตูทุกห้อง เหมือนจะมีสัมภเวสีรูปร่างประหลาดหลายตนอยู่
มีทั้งเกาะประตู
บ้างก็เกาะตามรอยแยกระหว่างบานพับ
บ้างก็ใช้เล็บครูดไปตามประตูทำให้เกิดเสียงดังแสบแก้วหู
ฉู่ลั่วเห็นภาพนี้ก็ขมวดคิ้ว เธอรีบบอกกับจี้ไจ่ที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง “ขวางฝางไคจี้ไว้!”
จี้ไจ่รับคำ “ผมรู้แล้ว!”
ปรมาจารย์หนุ่มวิ่งตรงเข้าไปหาฝางไคจี้
ใครจะไปรู้ ฝางไคจี้ราวกับถูกอะไรบางอย่างควบคุม ดวงตาของเขาเบิกกว้าง มือถือในมือหล่นลงบนพื้นเสียงดัง ร่างกายแข็งค้างไปทั้งตัว
เมื่อไหร่ที่จี้ไจ่วิ่งเข้ามาใกล้ ฝางไคจี้ก็จะสับขาวิ่งหนีเช่นกัน
จี้ไจ่ควงกระบี่ดอกท้อ ตวัดใส่สัมภเวสีที่พุ่งเข้ามา มืออีกข้างสะบัดยันต์ออกไปหนึ่งแผ่นพุ่งตรงไปหาฝางไคจี้
แต่ยันต์ไปได้แค่ครึ่งทาง ก็ติดอยู่ในควันสีแดง
จี้ไจ่สีหน้าเคร่งเครียด เขารู้ดีว่านี่คือกู่พิษที่ฉู่ลั่วเคยต่อกรด้วยมาก่อน
ทันทีที่ยันต์ปะทะกับพิษกู่ เส้นทางก็ถูกปิดกั้น
ควันแดงแข็งแกร่งขนาดนี้ ยันต์ของเขาไม่สามารถทำลายได้
แต่อีกด้านหนึ่ง ฝางไคจี้วิ่งไปถึงหน้าห้องของเย่อวิ๋นชูแล้ว เขากำลังจะบิดลูกบิดประตูห้องนอนของเธอ
เย่อวิ๋นชูเห็นทุกอย่างผ่านทางไลฟ์สตรีมแล้ว
เธอเดินไปล็อกประตูพลางร้องไห้แบบไม่มีน้ำตา หลังพิงประตู “บอกแล้วว่าไม่ให้ออกไป ๆ คุณก็ไม่ฟัง!”
“คุณทำร้ายแค่ตัวเองก็พอแล้ว ทำไมต้องมาทำร้ายฉันด้วยล่ะ!”
“แล้วทำไมหน้าห้องของฉันถึงได้มีอะไรเยอะแยะขนาดนี้เนี่ย?!”
เทียบกับเจ้าพวกนั้นที่อยู่หน้าประตู
กำแพงเลือดในห้อง กับผ้าม่านที่สั่นไหวก็ดูน่ารักขึ้นมาทันที
ให้ตาย เธอก็ไม่ออกไป!
ฝางไคจี้ที่อยู่ข้างนอกเปิดประตูไม่ได้ จึงเริ่มใช้เท้าถีบประตูแทน!
เย่อวิ๋นชูรู้สึกเหมือนตัวเองจะร้องไห้ออกมาแล้วจริง ๆ “ปรมาจารย์จี้ไจ่ ช่วยด้วย!”
“พี่ลั่ว ช่วยฉันด้วยค่ะ!”
“ฉันไม่อยากถูกสิงร่าง ไม่อยากถูกควบคุม!”
“ฮือ ฮือ ฮือ!”
“บอกแล้วนี่ ไม่ให้คุณออกไป คุณก็ยังจะออกไป…”
“ทำไมทุกครั้งคุณไม่เคยฟังที่ปรมาจารย์พูดเลย!”
“ปรมาจารย์หรือคุณกันแน่ที่อวดเก่ง!”