เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 742 ผีสงสัยว่าเธอมีมารยาทบ้างไหม
[โหย เสี่ยวเย่จื่อที่สวย อ่อนโยน และใจดีของเราไปไหนแล้ว? ทำไมไม่เห็นแล้วล่ะ? คนที่กดผีเอาไว้คนนั้น คือเสี่ยวเย่จื่อของเราเหรอ?]
[เธอพูดแบบนี้ เธอดูถูกผีหรือเปล่าเนี่ย?]
[ผี : เธอมีมารยาทไหม?]
[ผี : วันนี้เป็นอีกวันที่ถูกคนเป็นทำให้อับอาย]
[ผี : วันนี้เป็นการเริ่มต้นที่แย่!]
[ฮ่า ๆๆๆๆ]
ในช่องไลฟ์สตรีมมีทั้งคนสนุกสนาน และคนกลัว
ตอนนี้เอง ยันต์ที่แปะไว้ตรงประตูก็เผาไหม้ไปแล้ว
เสียงถีบประตู กับเสียงของผีร้ายดังขึ้นมา
เย่อวิ๋นชูขดตัวเป็นก้อน ไปพลางตัวสั่น “พี่ลั่ว ทำยังไงดีคะ?”
ฉู่ลั่วอธิบาย “ตอนนี้ในตัวคุณมีไอหยินแล้ว ในสายตาของสัมภเวสีหรือผีร้าย คุณคือพวกเดียวกัน พวกเขาจะไม่ทำร้ายคุณ”
แม้จะพูดแบบนี้ แต่ในใจของเย่อวิ๋นชูก็ยังแอบกลัวอยู่ดี
เธอมองประตูห้องนอนด้วยความหวาดกลัว
ปัง!
เสียงประตูถูกถีบเข้ามาจากข้างนอก
ดวงตาของฝางไคจี้มองมา พร้อมมุมปากฉีกยิ้มกว้าง
ทันทีที่ประตูเปิด สัมภเวสีจากด้านนอกก็กรูเข้ามาในห้อง!
แต่ละตัวมีใบหน้าสยดสยอง
“คนล่ะ?”
“ไม่มีคนเป็นอยู่!”
พริบตาเดียว วิญญาณสาวใบหน้าขาวซีดตนหนึ่งก็เข้ามาอยู่ตรงหน้าเย่อวิ๋นชู ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวจนแทบจะอยู่ในมุมที่ไม่น่าเกิดขึ้นได้ “คนล่ะ แล้วคนเป็นล่ะ?”
เย่อวิ๋นชูริมผีปากสั่นระริก เสียงก็สั่นเช่นกัน “ไม่รู้”
“มันเป็นแค่ผีไร้ประโยชน์ จะไปรู้อะไร?” มีสัมภเวสีอีกตนพูดขึ้นมา
“ตามหาคนเป็น!”
“ตามหาคนเป็น!”
“ตามหาคนเป็น!”
“ตามหาคนเป็น!”
สัมภเวสีกลุ่มหนึ่งพุ่งกลับออกไปข้างนอกอีกครั้ง
มีเพียงฝางไคจี้ที่ยังอยู่ที่เดิม กำลังมองตรงมาที่เย่อวิ๋นชู ด้วยสายตาแปลกประหลาด
เย่อวิ๋นชูก็มองเขา เขาก็มองเย่อวิ๋นชู
ในนั้นเงียบไปชั่วขณะ
ฝางไคจี้เอ่ยขึ้นว่า “เธอคือ…”
เปรี้ยง!
เย่อวิ๋นชูพุ่งตรงเข้าไปชกคางฝางไคจี้ไปหนึ่งหมัด “หุบปาก!”
กลุ่มสัมภเวสีที่ได้ยินการเคลื่อนไหวต่างก็หันมามอง
เย่อวิ๋นชูพูดขึ้นมา “บนตัวเขามีกลิ่นของมนุษย์!”
สัมภเวสีตนหนึ่งอธิบายให้ฟัง “เพราะสิงร่าง ก็เลยเปื้อนไอหยางยังไงล่ะ!”
“ไม่รู้จัก แสดงว่าไม่เคยเข้าสิงร่างมนุษย์มาก่อนสินะ”
“อย่าไปสนมันเลย! พวกเราไปตามหาคนกันเถอะ!”
กลุ่มสัมภเวสีไม่สนใจเย่อวิ๋นชูอีก และลอยจากไป
เย่อวิ๋นชูถลึงตามองฝางไคจี้อย่างโหดเหี้ยม จนวิญญาณที่สิงร้างเขาขนลุกซู่ “ขืนพูดอีกประโยคเดียว ฉันจะให้แกได้ลองยันต์ที่สุดยอดมาก ๆ ของฉัน!”
เธอหยิบยันต์ออกมา ส่ายไปมาตรงหน้าฝางไคจี้
ฝางไคจี้ที่ตอนแรกยังขัดขืน ร่างกายพลันหยุดนิ่งลงแล้ว
“อวิ๋นชู อวิ๋นชู มาช่วยฉันหน่อยได้ไหม!”
เสียงสั่นเทาของเหยียนอันอี้ดังมาจากโทรศัพท์ที่วางข้างเตียง “ฉันจะทนไม่ไหวแล้ว!”
เย่อวิ๋นชูคว้าคอเสื้อของฝางไคจี้ดึงไปข้างเตียง เพื่อหยิบโทรศัพท์ ก็เห็นสัมภเวสีกลุ่มนั้นพุ่งตรงไปที่หน้าประตูห้องของเหยียนอันอี้แล้ว
เพราะเหตุผลบางอย่าง พวกเขาทำได้เพียงยืนรออยู่หน้าประตู โดยไม่สามารถบุกเข้าไปได้
“ฉันจะไปเดี๋ยวนี้ค่ะ…”
ยังพูดไม่ทันจบ ศีรษะของฝางไคจี้ก็กระแทกเข้าที่ไหล่ของเย่อวิ๋นชูเพื่อสลัดตัวให้พ้นจากเธอ แล้ววิ่งหนีออกไปข้างนอก
เขาพุ่งตัวไปที่หน้าประตูห้องของเหยียนอันอี้ แล้วเริ่มถีบประตูอย่างแรง!
เหล่าสัมภเวสีที่อยู่ข้าง ๆ ส่งเสียงเชียร์เขา
เหยียนอันอี้ “…”
เย่อวิ๋นชู “…”
เย่อวิ๋นชูคว้าโทรศัพท์ ก่อนจะก้าวออกไปอย่างรวดเร็ว “ไอ้สารเลวนี่!! อยู่อย่างสงบหน่อยไม่ได้หรือไง?”
ไม่รู้ว่าพูดถึงผีที่สิงอยู่ในร่าง หรือพูดถึงฝางไคจี้กันแน่
เธอพุ่งตัวไปข้างนอก ก่อนเอาโทรศัพท์ใส่ในกระเป๋ากางเกง พร้อมทั้งใส่หูฟัง
ฉู่ลั่วเอ่ย “ผีร้ายมีกฎของพวกมันเอง พวกมันรังแกพวกเดียวกันได้ ถ้าคุณทำตัวแปลกแยกเกินไป ก็จะถูกรังแก”
เย่อวิ๋นชูบ่นกระปอดกระแปด “…ตรงไหนก็ไม่ง่ายเลยจริง ๆ นะ!”
เธอวิ่งไปถึงวงนอกของเหล่าสัมภเวสี แต่ไม่กล้าเข้าใกล้ ได้แต่มองฝางไคจี้ถีบประตูอยู่นอกวง
“พี่ลั่ว ทำยังไงดีคะ? ฉันเข้าไปใกล้ไม่ได้เลย!”
ฉู่ลั่วบอก “ต้องล่อให้พวกเขาออกไป จุดธูปค่ะ”
“จะหาธูปจากไหนล่ะคะ?”
“บ้านหลังนี้มีธูป” ฉู่ลั่วเอ่ย “ที่ปากของบันไดชั้นสอง มีศาลเจ้าหันหน้ามาทางปากทางบันได บนศาลเจ้านั้นมีธูปที่ยังไม่จุดอยู่ด้วย คุณไปจุดธูปก็ได้แล้วค่ะ”