เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 773 ปรมาจารย์คนนั้น
บทที่ 773 ปรมาจารย์คนนั้น
ในตอนที่ฉู่หร่านยังคงตกตะลึงอยู่นั้น ฉู่เหิงก็ลุกขึ้นมารับกระเป๋าสัมภาระไปถือไว้ “ไปเถอะ พี่ใหญ่จะไปส่งเธอเอง”
ซ่งเชียนหย่าก็ลุกขึ้นเช่นกัน
ขณะที่กำลังจะเดินไป ก็ได้ยินฉู่เหิงพูดว่า “พ่อครับ แม่ครับ ไม่ต้องไปส่งหรอก ผมไปส่งหร่านหร่านเอง จะไปดูด้วยว่าทางฝั่งของหร่านหร่านขาดเหลืออะไรบ้าง”
“…ก็ได้” ซ่งเชียนหย่าพยักหน้า ก่อนหันมาพูดกับฉู่หร่านอีกว่า “หร่านหร่าน ถ้าเกิดว่าอยู่แล้วไม่ชิน ก็บอกแม่นะ แม่… จะหาบ้านหลังใหม่ให้ลูกเอง”
ดวงตาของฉู่หร่านที่เมื่อครู่เปล่งประกายขึ้นมามืดมนลง หล่อนก้มหน้าเดินตามฉู่เหิงออกจากบ้านตระกูลฉู่ไปทีละก้าว ๆ อย่างเชื่องช้า แล้วค่อย ๆ ขึ้นไปนั่งบนรถ
สองมือวางบนขอบหน้าต่าง มองคนตระกูลฉู่ผ่านหน้าต่างรถยนต์ด้วยสายตาละห้อย
ท่าทางเช่นนี้ทำให้ซ่งเชียนหย่ากับฉู่เหว่ยฮ่าวปวดใจมาก จนแทบอยากจะให้หล่อนลงมาจากรถ แล้วไม่ให้ไป
แต่ไม่ทันที่พวกเขาจะได้พูดอะไร ฉู่เหิงก็ขับรถออกไปแล้ว
ซ่งเชียนหย่ายืนอยู่หน้าประตูบานใหญ่ว่างเปล่า มองตามทิศทางที่รถขับออกไปพลางถอนหายใจแรง ๆ “ไม่รู้ว่าหร่านหร่านจะชินหรือเปล่า ถ้าไม่เชิน ก็ให้กลับมาเถอะ”
“แม่ครับ…” ฉู่จิงไม่ได้มีท่าทางก้าวร้าวเหมือนก่อนหน้าแล้ว เขาเข้าไปประคองซ่งเชียนหย่า “หร่านหร่านโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะครับ พวกเราจะมองเธอเป็นเด็กตลอดไปไม่ได้”
“เธอต้องเรียนรู้ที่จะเติบโต แล้วออกห่างจากพวกเราเพื่อใช้ชีวิตคนเดียวดูบ้าง”
ซ่งเชียนหย่าทำได้เพียงถอนหายใจ ก่อนจะตามลูกชายเข้าไปในบ้าน
ฉู่จ้านเดินตามมาเป็นคนสุดท้าย เขามองฉู่จิงที่เปลี่ยนท่าทีไปอย่างสิ้นเชิง พอเห็นฉู่ลั่วเดินนำหน้าเขา ในใจพลันหนักอึ้งขึ้นมา
คนพวกนี้…
เห็นได้ชัดว่าต้องการไล่หร่านหร่านออกไปจากบ้านตระกูลฉู่
ฉู่จ้านคิดว่าตัวเองจะโกรธมาก แต่ไม่รู้เพราะอะไร หลังจากได้ยินคำถามและข้อกล่าวหาเหล่านั้นของฉู่จิง ถึงรู้สึกกลัวขึ้นมา
พี่ใหญ่กับเวินอวิ๋นเสา…
พี่รองกับจั่วโยวโยว…
ในสมองของเขานึกถึงผู้หญิงที่ตัวเองเคยข้องเกี่ยวขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว มันมีหรือไม่มีกันแน่…
พี่รองกับจั่วโยวโยวคนนั้นไม่รู้จักกันด้วยซ้ำไป แต่ยังมีลูกออกมาหนึ่งคน
แล้วเขาล่ะ?
คิดแบบนี้ ในใจของฉู่จ้านก็ตื่นตระหนกไม่น้อย
เขารีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรไปหาเพื่อนคนเดินอีกครั้ง “ปรมาจารย์คนนั้นที่นายพูดถึง เขาจะว่างเมื่อไหร่กันแน่!?”
อีกฝ่ายพูดอย่างจนปัญญา “นายรีบอะไรเนี่ย”
“รีบดิ! ฉันรีบมากนะเฟ้ย” น้ำเสียงของฉู่จ้านตื่นตระหนกมาก “เอาจริง ๆ นะ ถ้าปรมาจารย์คนนั้นว่างเมื่อไหร่ นายช่วยติดต่อมาหาฉันเลยได้ไหม?”
“หรือไม่นายก็บอกมาว่าปรมาจารย์คนนั้นเป็นใคร ฉันจะไปหาเขาเอง”
“นายอย่าวุ่นวายน่า” อีกฝ่ายรีบห้ามการกระทำของเขาทันที “อีกอย่าง ฉันก็ไม่รู้ว่าปรมาจารย์คนนั้นเป็นใคร แต่ต้องเป็นปรมาจารย์ระดับสูงแน่นอน”
เขากดเสียงต่ำ “ฉันมีเพื่อนที่เป็นคนของลัทธิเต๋า ได้ยินมาว่ามีการเปลี่ยนเจ้านิกายคนใหม่ แถมยังร่วมมือกับหน่วยงานรัฐด้วย ปรมาจารย์คนนั้นก็คือเจ้านิกายคนใหม่ของลัทธิเต๋านั่นแหละ และรัฐบาลยังแต่งตั้งให้เป็นผู้นำองค์กรอีกด้วย”
“นี่เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลแต่งตั้งคนจากลัทธิเต๋า คิดดูแล้วกันว่าเก่งขนาดไหน”
เมื่อได้ยินเพื่อนพูดแบบนั้น สีหน้าของฉู่จ้านก็เปลี่ยนไป เขาทั้งตื่นเต้นทั้งตกใจ “นายหมายความว่า…ปรมาจารย์ที่นายแนะนำให้ฉัน คือเจ้านิกายคนนั้นเหรอ?”
“เออสิ! ไม่อย่างนั้นฉันจะระวังขนาดนี้ทำไมล่ะ? นายวางใจ ฉันให้เพื่อนคอยเฝ้าดูไว้แล้ว ขอแค่ท่านปรมาจารย์ว่าง ฉันจะรีบติดต่อไปหานาย”
ฉู่จ้านรีบขอบคุณอีกฝ่าย “ขอแค่เรื่องของฉันสำเร็จลุล่วง จะต้องยกความดีความชอบให้นายแน่นอน”
หลังวางสายโทรศัพท์ เขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้น แล้วเดินเข้าไปในบ้านอย่างรวดเร็ว แต่ไปได้เพียงครึ่งทางก็เห็นฉู่ลั่วลากกระเป๋าออกมา “เธอจะไปแล้วเหรอ?”
“อืม”
ฉู่จ้านมองพ่อแม่ที่ยืนทำหน้าเศร้าอยู่ไกล ๆ “หร่านหร่านเพิ่งออกไปเอง เธอก็อยู่เป็นเพื่อนพ่อกับแม่ก่อนสิ”
ฉู่ลั่วผลุบสายตาลงต่ำ “ทั้งสองมีพวกคุณอยู่ด้วยก็พอแล้ว”
พูดจบ เธอก็ไม่สนใจพี่ชายสามแล้วลากกระเป๋าเดินทางจากไป
ฉู่จ้านเผยสีหน้าเย็นชา เขาเดินกลับเข้าไปในห้องรับแขกอย่างเคร่งขรึม
ฉู่ลั่วนี่ ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนของตระกูลฉู่เลยจริง ๆ บทจะมาก็มา บอกจะไปก็ไป
หึ!