เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 471 ความกังวลของชวี่สิงหยาง
เพียงพริบตาเวลาก็ผ่านไปเกือบครึ่งเดือนแล้ว
ซึ่งในระหว่างนี้ก็ได้มีข่าวอันน่าปวดใจ ส่งมายังนิกายกระบี่ สวรรค์อย่างต่อเนื่อง
เซียนทุรชนชวี่สิงหยางที่นาผู้แข็งแกร่งกลุ่มหนึ่งมาด้วย ทุกที่ที่ พวกเขาเดินทางผ่าน มิว่าจะเป็ นเมืองเล็กเมืองใหญ่ หรือแม้แต่ หมู่บ้านเล็ก ๆ ก็ล้วนแล้วแต่นองไปด้วยเลือด และซากศพเกลื่อน กลาด
แม้แต่ขุนเขาของปีศาจหลายแห่ง ก็อันตรธานหายไปเช่นกัน
เห็นได้ชัดว่าเซียนทุรชนชวี่สิงหยางนั้นบ้าคลั่งและเลือดเย็น เพียงใด
และหลังจากได้ทราบข่าวเช่นนี้ ผู้อาวุโสของสานักเซียนใหญ่ทั้ง สามก็มีมติว่า จะเก็บเรื่องทั้งหมดไว้เป็ นความลับขั้นสูงสุด
มิเช่นนั้นหากข่าวที่น่าอกสั่นขวัญแขวนเช่นนี้แพร่กระจาย ออกไป จะต้องเกิดความโกลาหลขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อจิตใจ ของศิษย์บางคนก็เป็ นได้
เพราะเหตุนี้นักพรตจิ่วอั้นแห่งนิกายจื่ออวิ๋นจึงเสนอว่า สานัก เซียนใหญ่ทั้งสามของพวกเขาจะรวมตัวกัน นับจากนี้มิว่าจะพบ อุปสรรคมากเพียงใด ก็จะร่วมกันฝ่าฟัน
ทว่าสิ่งที่ทุกคนคาดมิถึง ก็คือ ขณะที่ประมุขนิกายกระบี่สวรรค์ เหยาห้าวหยานกาลังไตร่ตรองอยู่นั้น บรรพจารย์ทั้งสองท่านของ นิกายกระบี่สวรรค์อย่างอู๋ไท่เหอและขงซิงเจี้ยน กลับชิงตอบรับทันที อย่างมิลังเล
สิ่งนี้ทาให้นักพรตจิ่วอั้นรวมถึงเหล่าผู้อาวุโสของนิกายจื่ออวิ๋น รู ้สึกซาบซึ้งใจเป็ นอย่างมาก จนแทบอยากจะกอดบรรพจารย์ทั้งสอง ของนิกายกระบี่สวรรค์แล้วร ้องไห้ออกมา เสียเดี๋ยวนั้น
ส่วนจวนหนานหลิงที่มาถึงนิกายกระบี่สวรรค์ผ่านทางค่ายกล ห้วงเวลา และมิได้รับบาดเจ็บใด ๆ
ในตอนแรกพวกหนานหลิงจื่อยังมีความลังเลอยู่บ้าง เพราะนิกาย จื่ออวิ๋นในตอนนี้ก็มิต่างอันใดกับนิกายที่ใกล้จะล่มสลายเต็มที
อีกทั้งแผนการที่ให้ทั้งสามสานักร่วมมือกัน นักพรตจิ่วอั้นยังเป็ น ผู้เสนออีกด้วย
ทว่าจนใจที่บรรพจารย์ทั้งสองของนิกายกระบี่สวรรค์กลับตอบ ตกลงโดยมิลังเลใด ๆ
เช่นนี้ก็เท่ากับเป็ นการบังคับให้พวกเขาเออออตามไปด้วย
ต้องบอกว่าสาเหตุที่อู๋ไท่เหอและขงซิงเจี้ยนตอบรับอย่างรวดเร็ว นั้น
เป็ นเพราะเรื่องที่บรรพบุรุษของราชวงศ์เซียนหมื่นกระบี่พาผู้ แข็งแกร่งมากมายมาตามหาตาหนักเทพวาสนานั่นเอง และจนถึง บัดนี้ทั้งนิกายกระบี่สวรรค์ก็มีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้นที่รู ้
ดังนั้นต่อให้ครั้งนี้นิกายกระบี่สวรรค์สามารถรอดพ้นน้ามือของ เซียนทุรชนไปได้ แต่อีกมินานก็ต้องรับมือกับราชวงศ์เซียนหมื่น กระบี่อยู่ดี
ยิ่งไปกว่านั้นบรรพบุรุษของราชวงศ์เซียนหมื่นกระบี่ท่านนั้น ยัง น่ากลัวกว่าเซียนทุรชนหลายเท่านัก
ดังนั้นการที่นักพรตจิ่วอั้นเสนอแผนการร่วมมือกันเช่นนี้ขึ้นมา พวกเขาย่อมรู ้สึกยินดีมิน้อย
……
……
วันนี้
ในตอนกลางวัน
ที่ชั้นนอกของนิกายกระบี่สวรรค์
เวลานี้บรรพจารย์ ประมุข ผู้อาวุโส รวมถึงผู้กล้าทั้งหมดของ สายใน ต่างมารวมตัวกันอยู่ที่นี่
เมื่อมองจากที่ไกล ๆ จะพบว่ามีผู้คนต่างมารวมตัวกันจนแน่น ขนัด
ด้านบนของพวกเขา
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว !
ได้มีไอกระบี่อันรุนแรงหลายสายพุ่งขึ้นมา เสียงทะลุผ่านอากาศ ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เห็นได้ชัดว่ามีการเปิดใช ้ค่ายกลป้ องภูผาที่ท่านประมุขคนแรก สร ้างไว้แล้ว
“ท่านพี่อู๋ ค่ายกลป้ องภูผาของนิกายกระบี่สวรรค์ของท่านมิ ธรรมดาจริง ๆ ”
นักพรตจิ่วอั้นที่ยืนอยู่ข้าง ๆ อู๋ไท่เหอเงยหน้าขึ้นมองท้องนภา อดมิได้ที่จะทอดถอนใจออกมา “ค่ายกลเช่นนี้เกรงว่าต่อให้เป็ นข้าที่ ตกอยู่ในนั้น ก็คงยากที่จะรอดไปได้”
“ท่านพี่จิ่วอั้น ท่านคงมิทราบค่ายกลป้ องภูผาของนิกายกระบี่ สวรรค์ของเรา ท่านประมุขคนแรกได้สร ้างเองกับมือ”
อู๋ไท่เหอมีท่าทางสงบนิ่ง พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มเรียบ ๆ ว่า “ตาม บันทึกประวัติที่เก็บไว้ในหอเก็บตารา หลังจากที่ท่านประมุขคนแรก ได้วางค่ายกลส าเร็จแล้ว เคยกล่าวเอาไว้ว่าแม้แต่ผู้แข็งแกร่งระดับ เทพพิภพก็มิสามารถทาลายค่ายกลนี้ลงได้”
“และในตอนนั้นหลังจากที่ท่านประมุขคนแรกประสบความสาเร็จ ในวิถีกระบี่แล้ว ก็ได้ทาการแก้ไขค่ายกลป้ องภูผาให้แข็งแกร่งขึ้น กว่าเดิม ทว่าน่าเสียดายที่เวลาล่วงเลยมาเนิ่นนาน ค่ายกลป้ องภูผานี้ ก็มิได้แข็งแกร่งดังเมื่อก่อนอีก และหากเกิดปัญหาขึ้นด้วยความ แตกฉานในวิถีกระบี่ของพวกเรา เกรงว่าก็คงมิสามารถซ่อมแซมค่าย กลนี้ได้อยู่ดี”
ทันทีที่สิ้นเสียง หนานหลิงจื่อที่มีท่าทางเคร่งเครียดก็ได้เอ่ยแทรก ขึ้นว่า “ท่านพี่อู๋ ท่านว่าค่ายกลป้ องภูผานี้ จะสามารถต้านทานเซียน ทุรชนได้นานเพียงใด ? ”
อู๋ไท่เหอชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าพร ้อมรอยยิ้มขมขื่น “ท่านพี่หนานหลิงจื่อ มิได้มีเพียงแต่ข้าเกรงว่าทุกคนในที่นี้ ก็คงมิมี ผู้ใดเคยสู้กับเซียนทุรชนมาก่อนกระมัง ? ”
หนานหลิงจื่อลังเลอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะหันไปสบตากันอู๋ไท่เหอ
ตอนนั้นเอง ทันทีที่ขอบฟ้ าไกลออกไปมีจุดดา ๆ ปรากฏขึ้น ทั่ว ทั้งนิกายกระบี่สวรรค์พลันเกิดความโกลาหลขึ้น
“มาแล้ว พวกเขามาแล้ว เซียนทุรชนมาแล้ว ! ”
“เซียนทุรชน ! ผู้แข็งแกร่งที่เคยก้าวสู่เส้นทางโบราณ คิดมิถึงว่า พวกเราจะได้ประมือกับคนเช่นนี้ ! ”
“ใช่แล้ว การได้ประมือกับผู้แข็งแกร่งที่เคยไร ้เทียมทาน ต่อให้ วันนี้ข้าต้องดับสูญก็มิเสียดายแล้ว”
“ท่านพี่ท่านนี้ ต้องยอมรับว่าแม้ท่านจะพูดเกินจริงไปบ้าง แต่ฟัง แล้วฮึกเหิมมิน้อย รวมตัวข้าไปด้วยอีกคนก็แล้วกัน”
“ชีวิตนี้ไหน ๆ ข้าก็ไร ้ซึ่งความหวังอยู่แล้ว ศึกในวันนี้รวมข้าไป ด้วยอีกคนก็แล้วกัน ! ”
“ดี เช่นนั้นวันนี้พวกเรามาร่วมมือกันต่อสู้กับผู้ที่เคยแข็งแกร่งผู้นี้ มิว่าแพ้หรือชนะ ขอเพียงสู้ให้ถึงที่สุดก็พอแล้ว ! ”
“……”
“……”
ระหว่างที่ผู้อาวุโสของสามสานักเซียนใหญ่เตรียมที่จะสู้ตายอยู่ นั้น
ประมุขนิกายกระบี่สวรรค์เหยาห้าวหยานก็หันไปสบตากับอู๋ไท่ เหอเล็กน้อย ก่อนจะทะยานขึ้นฟ้ าไปทันที
“ศิษย์ทุกคนจงฟังคาสั่ง เตรียมเคล็ดกระบี่สังหาร ! ”
เหยาห้าวหยานยืนอยู่กลางอากาศ ผมสีขาวโพลนปลิวไปตาม ลม อาภรณ์โบกสะบัดไปมา พลังปราณมหาศาลรอบกายปะทุขึ้น พลังอันแข็งแกร่งกลุ่มหนึ่งพุ่งขึ้นฟ้ าภายในพริบตา
“ผู้น้อยน้อมรับคาสั่งท่านประมุข ! ”
ศิษย์นิกายกระบี่สวรรค์ที่ยืนอยู่ด้านหลัง กุมกระบี่ด้วยมือทั้งสอง ข้าง ทันใดนั้นเสียงอันดังสนั่นหวั่นไหวก็ก้องไปทั่วบริเวณอยู่พักใหญ่
จนเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป
จุดสีดาไกล ๆ ก็ค่อย ๆ ชัดขึ้น จนเห็นว่าเป็ นเรือเหาะขนาดใหญ่ หลายลา ที่ลอยอยู่มิไกลนัก
โดยมีบุรุษวัยกลางคนที่มีร่างกายกายา ใบหน้านุ่มนวล ดวงตา ลุ่มลึก มีผมขาวแซมที่ข้างขมับทั้งสองข้าง ยืนอยู่หน้าราวกั้นที่หัวเรือ
ส่วนด้านหลังของเขามีหุ่นเชิดที่สวมชุดเกราะสีดานับสิบตนยืน อยู่
ถูกต้อง !
บุรุษวัยกลางคนผู้นี้ก็คือ ชวี่สิงหยาง !
ระหว่างทางที่มาเนื่องจากได้ดูดกินเลือดไปจานวนมาก ทาให้ ลักษณะท่าทางของเขามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
“ดูเหมือนพวกเจ้าจะรู ้อยู่แล้ว ว่าข้าจะมาเยือนนิกายกระบี่สวรรค์ ของพวกเจ้า”
ชวี่สิงหยางมุมปากโค้งขึ้นก่อนจะแสยะยิ้มออกมา เผยให้เห็นฟัน ที่เรียงเป็ นระเบียบ ก่อนจะหัวเราะเยาะออกมา
ขณะเดียวกันดูเหมือนเขาจะมิแยแส มิหนาซ้ายังมีท่าทีที่ดูแคลน แต่ความจริงแล้วเขากาลังกวาดตามองทุก ๆ คนที่อยู่ในที่นั้นอย่างมิ วางตา
เห็นได้ชัดว่าเขาก าลังมองหาผู้ใดบางคนอยู่
เขากาลังมองหาผู้แข็งแกร่งไร ้เทียมทาน ที่อยู่เหนือกว่าระดับ เทพพิภพผู้นั้น !
มิเช่นนั้นด้วยนิสัยกระหายเลือดของเขา คงลงมือไปนานแล้ว
จนเวลาผ่านไปหลายอึดใจ
เขาก็ยังหาผู้แข็งแกร่งที่ไร ้เทียมทานท่านนั้นมิพบ
‘นี่มันอันใดกัน ! ’
‘ผู้แข็งแกร่งไร ้เทียมทานที่อยู่เหนือระดับเทพพิภพผู้นั้นเล่า ? ’
‘เหตุใดถึงมิปรากฏกาย ? ’
‘หรือดวงตาของข้าจะฝ้ าฟาง ? ’
‘เป็ นไปมิได้ ! ’
‘ชีวิตนี้ข้าได้พบผู้คนมามากมาย หากเป็ นยอดฝีมือไร ้เทียมทาน ที่แท้จริง เพียงแค่ท่าทางที่แผ่ออกมาจากภายใน ก็เพียงพอที่จะทาให้ คนอกสั่นขวัญแขวนได้แล้ว’
‘แต่เหล่ามดปลวกที่อยู่ในที่นี้ หาได้มีผู้ที่มีท่าทางเช่นนั้นไม่’
‘จริงสิ หรือว่ายอดฝีมือที่ไร ้เทียมทานท่านนั้น กาลังลอบสังเกต ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่อยู่ ? ’
‘แต่ก็มิน่าจะเป็ นไปได้ ! ’
‘หากลอบสังเกตอยู่จริง ๆ ข้าจะมิรู ้สึกอันใดเลยได้เยี่ยงไรกัน !’
‘แต่หากเป็ นเช่นนั้นจริง ตบะบารมีของเขาก็คงจะเหนือกว่าข้า โดยเฉพาะความแตกฉานในด้านจิตวิญญาณ’
‘หรือหากมิใช่เช่นนั้น ก็ยังมีอีกหนึ่งความเป็ นไปได้’
‘ก็คือ แท้จริงแล้วมิได้มีบุคคลที่ไร ้เทียมทานเช่นนั้นอยู่ตั้งแต่แรก ! ’