เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 472 ท่านนั้นคือเซียนทุรชนในตานานงั้นหรือ ?
หลังจากครุ่นคิดสักพัก
“เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน ! ”
หลังจากชวี่สิงหยางใคร่ครวญซ้าไปซ้ามา สุดท้ายก็ได้เอ่ย ออกไปว่า “ครั้งนี้ข้าจะปล่อยพวกเจ้าไป แต่พวกเจ้าต้องส่งตัวคนผู้ หนึ่งมาให้ข้า”
เมื่อได้ลองชั่งน้าหนักดูแล้ว ชวี่สิงหยางจึงตัดสินใจมิเสี่ยงทาลาย ค่ายกลป้ องภูผาของนิกายกระบี่สวรรค์ และปล่อยสามสานักเซียน ใหญ่ที่มารวมตัวกันที่นิกายกระบี่สวรรค์ไป
เยี่ยงไรซะยอดฝี มือไร ้เทียมทานที่เร ้นกายอยู่ในนิกายกระบี่ สวรรค์ท่านนั้น จนถึงบัดนี้ก็ยังมิเผยโฉมออกมา
ดังนั้นจึงมีความเป็ นไปได้สูงว่าอีกฝ่ ายกาลังลอบมองอยู่ในเวลา นี้
หากเขาดันทุรังทาลายค่ายกลป้ องภูผาที่มีรอยร ้าวทั้งสี่ด้านลง และสังหารคนของสามสานักเซียนใหญ่ที่นี่ ทาให้ทั้งนิกายกระบี่ สวรรค์นองไปด้วยเลือด
ถึงตอนนั้นยอดฝีมือที่ไร ้เทียมทานท่านนั้นจะต้องมิอาจอยู่เฉยแน่
แต่อีกความเป็ นไปได้หนึ่ง ก็คือ แท้จริงแล้วนิกายกระบี่สวรรค์หา ได้มีบุคคลเช่นนั้นไม่
แต่ถึงแม้จะเป็ นเช่นนั้น เขาก็คิดว่ายังมิจาเป็ นที่จะต้องเสี่ยงใน เวลานี้
หากมีผู้แข็งแกร่งไร ้เทียมทานที่อยู่เหนือระดับเทพพิภพจริง ๆ เช่นนั้นความพยายามของเขาตลอดหลายปีมานี้ก็จะต้องสูญเปล่า
ถึงแม้ครั้งแรกที่เขาก้าวเข้าสู่เส้นทางโบราณจะล้มเหลวและแปด เปื้อนสิ่งอัปมงคล จนกลายเป็ นเซียนทุรชนที่ถูกทิ้งขว้างในโลก บ าเพ็ญเพียร
แต่บัดนี้เขาได้ค้นพบวิธีที่จะแก้ไขสิ่งอัปมงคลนี้แล้ว มิหนาซ้ายัง มีโอกาสก้าวเข้าสู่เส้นทางโบราณได้อีกครั้ง เพื่อขึ้นไปยังแดนเซียน โบราณและขึ้นสู่จุดสูงสุดของวิถีเซียน
ทว่าสิ่งสาคัญ ก็คือ เขาต้องหาลูกหลานผู้นั้นของตนให้เจอ เสียก่อน
กล่าวอีกนัย ก็คือ เขาจะปล่อยผู้บ าเพ็ญเพียรของสามส านัก เซียนใหญ่แห่งหลิงโจวไป แต่แลกกับลูกหลานผู้นั้นของเขา
มิเช่นนั้นต่อให้นิกายกระบี่สวรรค์จะมียอดฝีมือที่ไร ้เทียมทานอยู่ จริง ๆ เขาก็จะมิมีทางหยุดแค่นี้อย่างแน่นอน
ทว่าเมื่อทุกคนที่อยู่ภายในค่ายกลป้ องภูผาได้ยินสิ่งที่ชวี่สิงหยาง ประกาศออกมา
พวกเขาต่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป พลางส่งสายตาสื่อสารกันทันที
เซียนทุรชนผู้นี้หมายความว่าเยี่ยงไรกัน ?
หรือเขาคิดว่าตนเองมิสามารถท าลายค่ายกลป้ องภูผาของนิกาย กระบี่สวรรค์ได้งั้นหรือ ?
อืม !
คงจะเป็ นเช่นนั้น !
อีกอย่าง !
อันใดคือการให้ส่งคน ๆ หนึ่งมาก็จะปล่อยพวกเราไป ?
นี่คือ ข้อแก้ตัวอย่างมิต้องการเสียหน้าชัด ๆ !
หรือเซียนทุรชนต่างก็เจ้าเล่ห์เพทุบายเช่นนี้งั้นหรือ ?
เพียงเท่านี้จริงหรือ ? ? ?
คิดมิถึงเลย !
คิดมิถึงว่าเซียนทุรชนที่ทาให้ทุกคนหวาดกลัวสุดท้ายก็มีดีแค่นี้ แค่ค่ายกลที่มีสภาพทรุดโทรมยังมิอาจทาลายได้……
หลังจากเงียบไปชั่วขณะ
ทันใดนั้นบนจัตุรัสขนาดใหญ่ก็เกิดเสียงเซ็งแซ่ดังขึ้น
“บัดซบ ! คิดมิถึงว่าเซียนทุรชนจะมีดีเพียงแค่นี้เองหรอกหรือ ทา ข้าขวัญหนีดีฝ่อไปเสียนาน”
“ก็ใช่น่ะสิ เห็นชัดว่ามิสามารถท าลายค่ายกลป้ องภูผาของนิกาย กระบี่สวรรค์ได้ จึงได้ยื่นเงื่อนไขเช่นนี้ เพื่อหาทางลงให้กับตนเอง”
“เกือบลืมไปเลย ช่วงที่ผ่านมามักจะมีข่าวการนองเลือดส่งมา บ่อย ๆ มิใช่หรือ ? ตอนนี้ดูแล้วเซียนทุรชนผู้นี้คงทาได้เพียงสังหาร มนุษย์ธรรมดาที่ไร ้ทางสู้ก็เท่านั้น”
“จริงด้วย นิกายจื่ออวิ๋นก็ดูแปลก ๆ เซียนทุรชนเช่นนี้สามารถ ทาลายนิกายจื่ออวิ๋นอันยิ่งใหญ่ได้ไรกัน ? ”
“ท่านพี่นิกายจื่ออวิ๋นท่านนี้ การที่นิกายจื่ออวิ๋นของพวกท่าน ประสบกับหายนะจนสานักเกือบล่มสลาย คงจะเป็ นเพราะสาเหตุอื่น กระมัง ? ”
“ทุกท่านเข้าใจผิดแล้ว ความน่ากลัวของเซียนทุรชนหาใช่สิ่งที่ พวกท่านจะคาดเดาได้ การที่เขายื่นข้อเสนอเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่ามี ความกังวลบางอย่าง มิเช่นนั้นค่ายกลป้ องภูผานี่มิสามารถต้านทาน ได้อย่างแน่นอน”
“ฮ่า ๆ ช่างน่าขันสิ้นดี หากพวกเขามีพลังที่แข็งแกร่งเช่นนั้นจริง ๆ เหตุใดถึงมิลงมือท าลายค่ายกลป้ องภูผาเล่า ? ”
“ท่านพี่ท่านนี้ หรือท่านยังมิทราบว่าเวลานี้นิกายกระบี่สวรรค์ มี ท่านเย่อยู่เยี่ยงนั้นหรือ ? ”
“ชื่อเสียงของท่านเย่ข้าย่อมเคยได้ยินได้ฟังมา หรือเจ้าต้องการ จะบอกว่าเซียนทุรชนที่อยู่นอกค่ายกลป้ องภูผาผู้นี้ ก็เคยได้ยิน ชื่อเสียงของท่านเย่มาก่อนเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
“ท่านพี่จ้าว เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน ท่านกับข้าสองคนร่วมมือกัน ออกไปสู้กับเซียนทุรชนนอกค่ายกลป้ องภูผาเป็ นเช่นไร ? ”
“ท าไมจะมิได้ หากเจ้ากับข้าสามารถท าให้เซียนทุรชนล่าถอยได้ จะต้องมีชื่อเสียงไปทั่วทั้งสวรรค์บูรพาเป็ นแน่”
“……”
“……”
ระหว่างที่เหล่าผู้อาวุโสของสานักเซียนใหญ่ทั้งสามกาลัง ถกเถียงกันอยู่นั้น
บรรพจารย์ของทั้งสามสานักที่ยืนอยู่ด้านหน้าก็มีสีหน้าสงสัย เช่นกัน พวกเขาสบตากันเล็กน้อย ก่อนจะเบนสายตาไปทางนักพรต จิ่วอั้นและเหล่าบรรพจารย์ของนิกายจื่ออวิ๋น
“ท่านพี่จิ่วอั้น คนผู้นี้เกรงว่าคงมิใช่เซียนทุรชนกระมัง ? ”
หนานหลิงจื่อเอ่ยถามนักพรตจิ่วอั้นที่มีสีหน้าเข้มด้วยท่าทางเย็น ชา
“ข้ารู ้ว่าพวกท่านก าลังสงสัยอันใดอยู่ แต่ข้ารับประกันได้ว่า บุรุษ ชุดดาผู้นั้นคือ เซียนทุรชนอย่างแน่นอน”
มุมปากนักพรตจิ่วอั้นกระตุกเล็กน้อย พลางกวาดสายตาไปยัง คนอื่น ๆ “พวกท่านเองก็คงสังเกตเห็นผู้ที่สวมเกราะดาด้านหลังของ เขาแล้วใช่หรือไม่ ? ”
“มิต้องเอ่ยถึงว่าพลังของเซียนทุรชนผู้นั้นแท้จริงแล้วน่ากลัว เพียงใด เพียงแค่กลุ่มคนที่สวมเกราะก็เพียงพอที่จะลงมือกับคนแก่ อย่างพวกเราแล้ว และหากพวกเขาลงมือก็จะไล่สังหารอย่างสุดก าลัง ถึงขนาดยอมแลก แม้ว่าร่างกายจะได้รับบาดเจ็บด้วยซ้า”
“ท่านพี่จิ่วอั้น ให้ข้าเชื่อว่านิกายจื่ออวิ๋นของพวกท่านได้รับ บาดเจ็บจากสาเหตุอื่นเสียยังดีกว่า เพราะข้ามิเชื่อเป็ นอันขาดว่ามา จากน้ามือของพวกเขา”
บรรพจารย์ผู้หนึ่งของจวนหนานหลิงเอ่ยเย้ยหยันออกมา “อีก อย่างเวลานี้เหตุใดพวกเขาถึงมิยอมลงมือเล่า แต่กลับเลือกที่จะยื่น เงื่อนไขแทน ? ”
“หรือเป็ นเพราะพวกเขารู ้ถึงชื่อเสียงของผู้อาวุโสเย่ และทราบถึง อิทธิฤทธิ์ของผู้อาวุโสเย่ จึงเกิดหวาดกลัวขึ้นมา ? ”
ทันทีที่สิ้นเสียงผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ของจวนหนานหลิงก็มีสีหน้าเย้ย หยัน พร ้อมกับพยักหน้าเห็นด้วย
“มาถึงบัดนี้แล้วข้าขอเรียนทุกท่านตามตรง ก่อนที่ข้าจะจาก นิกายจื่ออวิ๋นมา ได้เอ่ยถึงชื่อเสียงของผู้อาวุโสเย่เอาไว้จริง ๆ ”
นักพรตจิ่วอั้นเอ่ยขึ้น ก่อนจะปรายตามองอู๋ไท่เหอและขงซิงเจี้ยน พร ้อมถอนหายใจออกมา “การที่เวลานี้พวกเขายังคงมิบุกเข้ามา บางทีอาจเป็ นเพราะหวาดกลัวผู้อาวุโสเย่ก็เป็ นได้”
หนานหลิงจื่อส่ายหน้าไปมา พลางเอ่ยเสียงเรียบว่า “คิดว่าทุก ท่านในที่นี่คงเคยได้ยินว่า เซียนทุรชนเป็ นผู้โหดเหี้ยมอามหิต หลังจากแปดเปื้อนสิ่งอัปมงคลบนเส้นทางโบราณ แทบทุกคนล้วน แล้วแต่เป็ นพวกกระหายเลือด”
ตอนนั้นเองผู้อาวุโสท่านหนึ่งของนิกายกระบี่สวรรค์ และผู้อาวุโส ของจวนหนานหลิงก็ได้เดินเข้ามาพร ้อมกัน
“ท่านบรรพจารย์และผู้อาวุโสทุกท่าน ศิษย์คิดว่าผู้ที่มา หาใช่ เซียนทุรชนไม่ อีกทั้งพลังก็คงจะมิแข็งแกร่งมากนัก ดังนั้นพวกเรา สองคนตัดสินใจจะออกไปนอกค่ายกล และประมือกับคนผู้นี้เอง ขอรับ”
“ขอผู้อาวุโสทุกท่านได้โปรดวางใจ พวกเราสองคนมีไพ่ตายใน การเอาชีวิตรอดอยู่ขอรับ”
ผู้อาวุโสที่ทั้งหัวขาวโพลน และไว้หนวดสองท่านประสานมือ คารวะ พลางเอ่ยขึ้นพร ้อม ๆ กัน
อู๋ไท่เหอสบตากับหนานหลิงจื่อเล็กน้อย จากนั้นจึงออกปาก กาชับว่า “ก็ดีเหมือนกัน แต่พวกเจ้าทั้งสองต้องจาเอาไว้ การที่พวก เขาสามารถปรากฏตัวที่นี่ได้ ย่อมมิอาจดูแคลนพลังของพวกเขาได้ เด็ดขาด ดังนั้นต้องระวังให้มาก”
ต้องยอมรับว่าเมื่อเผชิญหน้ากับพวกชวี่สิงหยาง ที่ยังอยู่ด้าน นอกค่ายกลป้ องภูผา อู๋ไท่เหอเองก็รู ้สึกสงสัยเช่นกัน
ในเมื่อเป็ นเช่นนั้นก็ให้ผู้อาวุโสสองท่านนี้ออกไปหยั่งเชิงดูก็ดี เหมือนกัน
“ท่านบรรพจารย์ได้โปรดวางใจ ศิษย์รู ้ดีขอรับ”
เอ่ยเพียงเท่านั้น ทั้งสองก็ประสานมือคารวะ จากนั้นทะยานขึ้น ฟ้ าและเหาะออกไป
อีกด้านหนึ่ง
เมื่อเห็นว่ามีคนออกมาจากค่ายกลป้ องภูผา
“เดิมทีข้าต้องการเจรจากับพวกเจ้าในฐานะผู้บ าเพ็ญเพียร ธรรมดา แต่พวกเจ้ากลับดูถูกข้าและรนหาที่ตายเอง”
ดวงตาลุ่มลึกของชวี่สิงหยางพลันแผ่ไอสังหารออกมา พร ้อมกับ เอ่ยเสียงเข้ม “ในเมื่อเป็ นเช่นนั้น ข้าก็มิจาเป็ นจะต้องเล่นละครอีก ข้า จะทาให้พวกเจ้าได้ลิ้มรสความสิ้นหวังที่แท้จริง”
มิกี่อึดใจต่อมา
เมื่อผู้อาวุโสทั้งสองของนิกายกระบี่สวรรค์และจวนหนานหลิง เหาะเข้ามา
“ท่านนั้น คือ เซียนทุรชนในตานานเยี่ยงนั้นหรือ ? ” เป็ นผู้ อาวุโสของจวนหนานหลิงที่เอ่ยท้าทายขึ้นก่อน