เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 477 ความคิดนี้มิเลวเลย
มินานหลังจากเหล่าผู้ที่มีพลังแข็งแกร่งที่สุดของสามสานักเซียน ใหญ่ และหุ่นเชิดที่เหลือของชวี่สิงหยางพุ่งเข้าปะทะกัน ด้านนอกค่าย กลป้ องภูผาของนิกายกระบี่สวรรค์
หลังจากผ่านไปมิกี่อึดใจ เหตุการณ์ก็สับสนอลม่านไปหมด
เนื่องจากก่อนหน้านี้นักพรตจิ่วอั้นแห่งนิกายจื่ออวิ๋นเคยเตือน พวกเขาเอาไว้แล้ว ดังนั้นหลังจากเหล่าบรรพจารย์นับสิบคนจากสาม สานักเซียนใหญ่เข้าสู่สนามรบ ทุกคนต่างก็ปล่อยเคล็ดวิชาสังหารที่ แข็งแกร่งที่สุดของตนออกมาอย่างเต็มที่
บางคนถือกระบี่ จากนั้นก็ฟาดฟันประกายกระบี่อันทรงพลัง ที่ ห่อหุ้มด้วยจิตแท้และไอกระบี่มากมาย เข้าใส่หุ่นเชิดที่สวมเกราะสีดา
บางคนมือทั้งสองข้างชูเจดีย์โบราณที่แผ่กลิ่นอายโบราณ ออกมา สัญลักษณ์เก่าแก่และซับซ ้อนมากมายปรากฏ ไอพลังที่มี กลิ่นอายโบราณแผ่ออกมา พลังปราณอันน่าสะพรึงกลัวราวกับภูเขา
ศักดิ์สิทธิ์ลูกหนึ่งก็มิปาน ทาให้ฟ้ าดินเปลี่ยนสี ก่อนบดขยี้ลงไปเบื้อง ล่าง
บางคนก็บ าเพ็ญเพียรวิถีดนตรี และใช ้ขลุ่ยเป็ นอาวุธในการ โจมตี เสียงขลุ่ยอันเร่งเร ้า เหมือนแฝงพลังลึกลับบางอย่างเอาไว้ และ สามารถจู่โจมจิตวิญญาณของคนได้ทันที
ทว่าจิตวิญญาณเดิมของหุ่นเชิดนั้นถูกชวี่สิงหยางหลอมเองกับ มือ ดังนั้นจึงมิสามารถทาอันใดหุ่นเชิดเหล่านั้นได้
มินานบรรพจารย์ท่านนี้ก็รับรู ้ได้ จึงเปลี่ยนไปใช ้ดาบโบราณที่ ขึ้นสนิมเล่มหนึ่ง พร ้อมพุ่งทะยานไปด้านหน้าหมายจะสังหารเหล่าหุ่น เชิดเหล่านั้น
……
……
ทว่าทันใดนั้น เสียงที่ดังสนั่นราวกับระฆังทองคายักษ์ ก็ดังขึ้นใน โสตประสาทของทุกคน
มินานศิษย์สายหลักที่อยู่ภายในค่ายกลป้ องภูผา ก็ถูกเสียงอัน น่าสะพรึงกลัวเขย่าจิตวิญญาณ จนเลือดไหลออกมาตามทวารทั้ง เจ็ดอย่างน่าอนาถ
ขณะเดียวกัน ทิวเขาที่เขียวขจีทอดยาวนับร ้อยลี้ รวมถึงแม่น้าที่ ตั้งอยู่นอกเขากระบี่สวรรค์ ต่างก็ได้รับผลกระทบจากศึกในครั้งนี้ จากพลังฟ้ าดินที่ปะทะกันของทั้งสองฝ่ าย จนภูเขาทั้งลูกแทบจะ พังทลายลง
ปี ศาจโบราณมากมายต่างแตกสลายกลายเป็ นหมอกเลือด ภายในพริบตา
ส่วนบนฟากฟ้ า
ประกายกระบี่พุ่งขึ้นฟ้ า ห้วงอากาศเกิดรอยแยกอันน่ า สะพรึงกลัวยาวหลายสิบจั้ง
เจดีย์โบราณสูงตระหง่าน พลังปราณและพลานุภาพอันน่ากลัว ทาให้พื้นที่บริเวณนั้นบิดเบี้ยวและพังทลายลง
เนื่องจากสถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ทาให้เวลา นี้บนท้องฟ้ าเหนือนิกายกระบี่สวรรค์กลายเป็ นรูพรุนก็ว่าได้
ถึงแม้มีพลังของกฎที่ไร ้เทียมทานที่มองมิเห็น คอยซ่อมแซมรอย แยกที่เกิดขึ้นในห้วงอากาศอย่างต่อเนื่อง ทว่าศึกในครั้งนี้เยี่ยงไรซะก็ ถือเป็ นการต่อสู้ครั้งใหญ่ที่สุดของสวรรค์บูรพา
อีกทั้งยังมิใช่การต่อสู้ของคนเพียงหนึ่งหรือสองคนเท่านั้น ทว่า กลับเป็ นการต่อสู่ของคนกว่าสามสิบคนเลยทีเดียว
แค่คิดก็รู ้แล้วว่าศึกอันใหญ่หลวงนี้น่ากลัวเพียงใด !
ศึกที่เรียกได้ว่ามิเคยมีมาก่อน และครั้งนี้ดาเนินต่อเนื่องมาเป็ น เวลาเกือบห้าวันห้าคืน
แน่นอนว่าทั้งสองฝ่ายต่างก็บาดเจ็บล้มตายไปมิน้อย
ในสามส านักเซียนใหญ่
นิกายจื่ออวิ๋นที่ประสบกับหายนะครั้งใหญ่อีกครั้ง บัดนี้จึงเหลือ เพียงนักพรตจิ่วอั้นที่บาดเจ็บหนัก และบรรพจารย์อีกเพียงสองท่าน เท่านั้น
ส่วนจวนหนานหลิงมีบรรพจารย์เกือบครึ่งที่ต้องตายไป ณ ที่แห่ง นี้ สภาพศพน่าอนาถอย่างมากแทบมิมีศพใดที่มีสภาพสมบูรณ์เลย
นิกายกระบี่สวรรค์
เนื่องจากอู๋ไท่เหอตัดทอนวิถีกระบี่ และเปลี่ยนมาบาเพ็ญเพียรวิถี แห่งหมาก
ดังนั้นหลังจากเข้าสู่สนามรบได้มิกี่ชั่วยามก็ได้บาดเจ็บสาหัส จน ต้องถอยกลับไปในค่ายกลป้ องภูผา
ขงซิงเจี้ยนเองก็บาดเจ็บหนักเช่นกัน
เพียงแต่เขามิได้ถอยกลับเข้าไปในค่ายกล แต่ยังเผชิญหน้ากับ หุ่นเชิดตนหนึ่ง ก่อนจะพากันเหาะไปทางเมืองกระบี่สวรรค์
ส่วนหนิงซู่ซู่นั้นร่างกายสั่นเทามิหยุด และกระอักเลือดออกมิ อย่างต่อเนื่อง
เห็นได้ชัดว่านางใช ้พลังไปมากเพียงใด !
โดยเฉพาะนิ้วเรียวยาวทั้งสิบนิ้วที่แตกละเอียดและมีเลือดไหล ออกมามิหยุด แผลลึกจนสามารถมองเห็นกระดูกได้ลาง ๆ อีกด้วย
ส่วนทางด้านชวี่สิงหยางเองก็สูญเสียไปมิน้อยเช่นกัน
หุ่นเชิดที่สวมเกราะสีดาทั้งสิบตน เวลานี้เหลือเพียงตัวที่แขนขา ขาดสองตัวเท่านั้น
ทว่าสิ่งที่ทาให้ทุกคนสิ้นหวัง ก็คือ แม้ศึกใหญ่ในครั้งนี้จะดาเนิน มาได้หลายวันแล้ว ทว่าตั้งแต่เริ่มจนถึงตอนนี้ชวี่สิงหยางผู้กลายเป็ น เซียนทุรชน กลับยังมิได้ลงมือใด ๆ เลยด้วยซ้า
วันนี้เอง
เมืองกระบี่สวรรค์
เมื่อขอบฟ้ าค่อย ๆ สว่างจนเห็นเป็ นเส้นสีขาวจาง ๆ
ชายชราชุดดาที่เส้นผมแบ่งเป็ นสีดาและสีขาวอย่างชัดเจนผู้หนึ่ง ก าลังยืนเอามือไพล่หลังอยู่บนก าแพงเมือง
ใบหน้าของเขาแฝงรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เอาไว้ ดวงตาสีขาวข้างหนึ่ง และสีดาข้างหนึ่ง เปล่งส่องประกายบางอย่างออกมา
ดูได้มิยากว่าผู้เฒ่าท่านนี้ก็คือจิตวิญญาณอาวุธ ที่มาเยือน นิกายกระบี่สวรรค์ก่อนหน้านี้นั่นเอง
“ศึกใหญ่เช่นนี้นับว่าเป็ นศึกที่น่าตื่นตาตื่นใจของโลกใบเล็ก ๆ เช่นสวรรค์บูรพาจริง ๆ ผู้บ าเพ็ญเพียรระดับเซียนหลายสิบคนต่าง บาดเจ็บล้มตาย แม้จะเป็ นศึกที่มิได้ตระการตาทว่าก็ยังน่าดูมิน้อย”
ผู้เฒ่าชุดดาลูบหนวด พลางพึมพากับตนเองว่า “บัดนี้นายท่าน ยังเข้าฌานบาเพ็ญเพียรอยู่ พลาดชมศึกใหญ่ครั้งนี้ไปนับว่าน่า เสียดายมิน้อย”
“จริงสิ หรือข้าควรจะออกหน้าเพื่อให้ศึกครั้งนี้ยืดเยื้อออกไปอีก สักหน่อย รอจนนายท่านออกฌานค่อยสู้ต่อ ? ”
“อืม ความคิดนี้มิเลวเลย ข้าคงต้องยื่นมือเข้าไปยุ่งสักหน่อยแล้ว และหากเป็ นนายท่าน เขาคงจะกล่าวว่าต้องเห็นกับตาเท่านั้น……”
ทว่าในตอนนั้นเองระหว่างที่ผู้เฒ่าชุดดากาลังพูดกับตนเองอยู่ นั้น
ร่างสองร่างพลันเหาะมาทางเมืองกระบี่สวรรค์อย่างเอาเป็ นเอา ตาย
ผู้ที่มาก็คือขงซิงเจี้ยนที่ร่างโชกไปด้วยเลือด ผมเผ้ายุ่งเหยิง สภาพสะบักสะบอมเป็ นอย่างมาก
ส่วนคนที่เหาะตามมาติด ๆ ทางด้านหลัง ก็คือ หุ่นเชิดที่สวม เกราะตนหนึ่งนั่นเอง
เมื่อเห็นดังนั้น
“เหตุใดจู่ ๆ ถึงมาที่นี่ได้ ? ”
ผู้เฒ่าชุดดาแยกเขี้ยวออกมา พลางเอ่ยด้วยท่าทางมิสบอารมณ์ มากนัก “หากเมืองกระบี่สวรรค์ถูกพวกเจ้าสองคนทาลาย มิเท่ากับว่า ข้าต้องหาที่พักใหม่ในรัศมีร ้อยลี้หรอกหรือ ? ”
เอ่ยเพียงเท่านั้นผู้เฒ่าชุดดาก็หยิบก้อนหินแถวนั้นขึ้นมาหนึ่ง ก้อน ก่อนจะดีดเบา ๆ ออกไป
ฟิ้ว !
เสียงแหวกอากาศเสียงหนึ่งพลันดังขึ้น
ทุกที่ที่หินก้อนนี้พุ่งออกไป ความว่างเปล่าพลันสั่นสะเทือนจน เกิดระลอกคลื่นประหลาดขึ้นเป็ นชั้น ๆ
วินาทีต่อมา หินก้อนนี้ก็เฉียดใบหูของขงซิงเจี้ยนไปอย่างฉิว เฉียด ก่อนจะกระแทกใส่หุ่นเชิดที่ไล่ตามมิหยุดตนนั้น
ปัง !
หลังจากเสียงดังสนั่นหวั่นไหวเงียบลงไป หุ่นเชิดที่ถูกก้อนหิน โจมตี ก็ระเบิดออกกลายเป็ นเพียงหมอกเลือดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
สิ่งที่น่าประหลาดที่สุดก็คือ แม้ว่าหุ่นเชิดตนนั้นจะกลายเป็ น หมอกเลือดไปแล้ว แต่กลับมิได้ส่งเสียงใด ๆ ออกมาแม้แต่น้อย คลื่น พลังสักนิดก็มิมี
เวลาผ่านไปหนึ่งเคอ
หลังจากขงซิงเจี้ยนที่กาลังหนีตายเหาะต่อไป อีกร ้อยจั้งก็ได้หยุด ลงกะทันหัน
ขณะที่เขาหันไปมองด้านหลังอย่างลังเลนั้น ร่างทั้งร่างพลันนิ่งงัน รู ้สึกราวกับมีเสียงวิ๊งดังขึ้นในโสตประสาท
นี่มันเรื่องอันใดกันอีก !
หุ่นเชิดที่แข็งแกร่งเทียบเท่าระดับเซียนสูงสุด กลายเป็ นหมอก เลือดที่ยังมิจางหายกลุ่มนั้นไปเสียแล้วงั้นหรือ ?
แต่มิน่าจะเป็ นไปได้ !
พวกมันเป็ นถึงหุ่นเชิดที่แข็งแกร่งเทียบเท่าระดับเซียนสูงสุด จะ มาตายง่ายๆ เช่นนี้จริง ๆ น่ะหรือ ?
นี่มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว !
ผู้แข็งแกร่งเช่นนี้ ทั่วทั้งสวรรค์บูรพามิมีผู้ใดที่จะดูแคลนได้……
จริงสิ !
เมื่อครู่เหมือนมีหินก้อนหนึ่งเฉียดหูข้าไป มิใช่ว่าหินก้อนนั้นทา ให้หุ่นเชิดตนนั้น กลายเป็ นหมอกเลือดหรอกกระมัง ?
แต่ว่าฝีมือที่ล้าลึกเช่นนี้ ต้องเป็ นผู้แข็งแกร่งระดับใดกัน !
หรือว่าสวรรค์บูรพาจะมีผู้ที่เหนือกว่าระดับเทพพิภพปรากฏขึ้น อีกแล้วงั้นหรือ ?
มิใช่หรอกกระมัง !
ผู้ที่ไร ้เทียมทานเช่นพวกเจ้า บัดนี้มิแยแสกฎของสวรรค์บูรพาถึง เพียงนี้เชียวหรือ ?
หลังจากไตร่ตรองดูแล้ว
ขงซิงเจี้ยนก็จัดการผมเผ้าและเสื้อผ้าอาภรณ์ของตนเองจน เรียบร ้อยดีแล้ว จากนั้นจึงได้โค้งคานับลง
“ผู้น้อย ขงซิงเจี้ยน ขอบคุณผู้อาวุโสที่ยื่นมือมาช่วยขอรับ”
ขงซิงเจี้ยนโค้งคารวะด้วยท่าทางที่นอบน้อม
มิกี่อึดใจต่อมา
เนื่องจากมิมีการตอบรับใด ๆ กลับมา ขงซิงเจี้ยนจึงค่อย ๆ ยืด กายขึ้น
ทว่าขณะที่เขายืดกายขึ้นแล้วถอนหายใจออกมา จู่ ๆ ก็มีเสียงที่ ลึกลับเสียงหนึ่งดังขึ้นมาในหัวของเขา
“ข้าต้องการพักอยู่ที่เมืองกระบี่สวรรค์สักระยะ วันหน้าผู้บาเพ็ญ เพียรระดับเซียนเช่นพวกเจ้า จงอย่าก้าวเข้ามาที่เมืองกระบี่สวรรค์อีก แม้เพียงครึ่งก้าว”
“มิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้ามิเตือน”