เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 489 ศิษย์ขอบคุณท่านเย่ที่มอบเคล็ดวิชาให้
มินานเย่ฉางชิงก็รู ้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างอดมิได้
‘แม้เซียนทุรชนจะเป็ นผู้ที่น่ากลัวที่สุดในสวรรค์บูรพา แต่ข้า เพียงแค่น าเอาต าหนักเทพวาสนาออกมาก็สามารถสังหารเขาได้ แล้ว’
‘พี่เซียว ช่างเป็ นพี่ชายที่แสนดีของข้าจริง ๆ ! ’
‘นี่ก็หมายความว่า ตอนนี้ข้าแค่อาศัยตาหนักเทพวาสนา ก็ สามารถกลายเป็ นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในสวรรค์บูรพาแล้วน่ะสิ’
‘เช่นนั้นนับแต่นี้ไป ข้าก็สามารถวางตัวเป็ นผู้สูงส่งที่แท้จริงบน สวรรค์บูรพาได้แล้วสิ ? ’
‘เป็ นเช่นนี้จริง ๆ ใช่หรือไม่ ? ’
‘เหตุใดจู่ ๆ ข้าถึงกลายเป็ นผู้ไร ้พ่ายได้ล่ะ ? ’
‘ช่างกะทันหันยิ่งนัก ! ’
ตอนนั้นเองอู๋ไท่เหอก็ได้เอ่ยต่ออีกว่า “และตามบันทึกที่อยู่ในหอ เก็บตารายังเขียนไว้ อีกว่าที่ภาคกลางของสรรค์บูรพา ยังมีแดน ต้องห้ามของสิ่งมีชีวิตอยู่หลายที่อีกด้วย”
“ที่นั่นห้วงเวลาจะปั่นปวน หลักเต๋าสับสนวุ่นวาย แม้แต่กฎที่ไร ้ เทียมทานก็มิสามารถแทรกแซงได้ ดังนั้นส่วนลึกของแดนต้องห้าม ของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น เป็ นไปได้สูงที่จะมีสิ่งมีชีวิตที่อยู่เหนือระดับเทพ พิภพอาศัยอยู่ขอรับ”
สิ้นเสียง เย่ฉางชิงก็หยุดสิ่งที่ทาในมือลงอีกครั้ง
‘แดนต้องห้ามของสิ่งมีชีวิต ? ’
‘ผู้ที่อยู่เหนือระดับเทพพิภพ ! ’
‘ถ้าเป็ นเช่นนั้นแล้วสุดยอดอาวุธสังหารอย่างตาหนักเทพวาสนา จะสามารถเอาชนะได้หรือไม่ ? ’
‘หากมิสามารถเอาชนะได้ มิเท่ากับเป็ นการข่มขู่ข้าหรอกหรือ’
‘จริงสิ ! ’
‘สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ล้วนอยู่ภายในแดนต้องห้าม’
‘หากมิได้ถูกการรบกวน เชื่อว่าก็คงมิสามารถออกจากแดน ต้องห้ามได้ง่าย ๆ เป็ นแน่’
‘ยิ่งไปกว่านั้นบนสวรรค์บูรพายังมีผู้คนอีกมากมาย สิ่งมีชีวิต ต้องห้ามเหล่านี้คงมิได้พุ่งเป้ ามาที่ข้าคนเดียวหรอกกระมัง ? ’
……
……
ผ่านไปอีกหนึ่งก้านธูป
หลังจากที่อู๋ไท่เหอเล่าทุกอย่างที่ตนเองรู ้ให้เย่ฉางชิงฟังจน หมดแล้ว ก็อดถามออกมาอย่างสงสัยมิได้ว่า “ท่านเย่ ท่านถามเรื่อง เหล่านี้เพราะเหตุใดหรือขอรับ ? ”
เย่ฉางชิงยิ้มกว้างออกมา ก่อนจะค่อย ๆ วางพิณลงบนโต๊ะหิน
“ความจริงแล้วก็มิมีอันใดมาก เพียงแค่เรื่องเกี่ยวกับเซียนทุรชน ในความทรงจ าของข้าค่อนข้างเลือนราง”
เย่ฉางชิงค่อย ๆ เอ่ยต่อ “จริงสิ มีเรื่องหนึ่งที่ข้าต้องบอกพวกเจ้า ให้ทราบก่อน”
อู๋ไท่เหอและขงซิงเจี้ยนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะสบตากันอย่าง อดมิได้
เย่ฉางชิงนิ่งไปสักพักแล้วจึงเอ่ยต่อว่า “ข้าพักอยู่ที่นิกายกระบี่ สวรรค์มาสักระยะแล้ว ดังนั้นข้าคิดว่าอีกมินาน ข้าจะออกไปท่องโลก ที่อยู่ด้านนอกหลิงโจว”
สิ้นเสียงอู๋ไท่เหอและขงซิงเจี้ยนก็สะดุ้งขึ้นมาแทบจะพร ้อม ๆ กัน
จะ ! ! !
จะไปแล้วงั้นหรือ ?
เหตุใดจึงกะทันหันเช่นนี้เล่า !
เพราะอีกมินานราชวงศ์เซียนหมื่นกระบี่ที่ลึกลับและเก่าแก่ก็จะ มายังหลิงโจวแล้ว และเป้ าหมายของพวกเขาก็คือมายังนิกายกระบี่ สวรรค์ เพื่อตามหาตาหนักเทพวาสนาที่อาจจะมีอยู่จริง
ทว่าบรรพจารย์ของนิกายกระบี่สวรรค์อย่างพวกเขาทั้งสองกลับ ยังมิเคยเห็นตาหนักเทพวาสนาอันใดนั่นมาก่อนเลย
เช่นนี้แล้ววันหน้าทั้งสองฝ่ายย่อมมิอาจเลี่ยงที่จะเกิดสงครามได้
และเมื่อถึงเวลานั้นจริง ๆ คงมิอาจปล่อยให้ผู้แข็งแกร่งของ ราชวงศ์เซียนหมื่นกระบี่ค้นสานักนิกายกระบี่สวรรค์ตามใจชอบ หรอกกระมัง ?
หากเป็ นเช่นนั้นจริงนิกายกระบี่สวรรค์จะยืนหยัดอยู่ได้เยี่ยงไร ?
พวกเขาจะเอาหน้าไปพบเหล่าอดีตบรรพจารย์ได้เยี่ยงไรกัน ?
แต่อีกฝ่ ายเป็ นบุคคลที่น่าสะพรึงกลัวที่มีชีวิตอยู่ในยุคเดียวกัน กับท่านประมุขคนแรก ขนาดเซียนทุรชนยังมิอยู่ในสายตาอีกด้วย
หากบุคคลที่ไร ้เทียมทานเช่นท่านเย่จากไป เช่นนั้นก็รู ้แล้วว่า อนาคตของนิกายกระบี่สวรรค์จะเป็ นเช่นไร
ไม่ !
มิได้!
มิว่าเยี่ยงไรก็มิสามารถให้ท่านเย่จากไปในตอนนี้ได้อย่าง เด็ดขาด !
แล้วจะยกเหตุผลข้อไหนมารั้งท่านเย่เอาไว้เล่า ?
“ท่านเย่ ต้องรีบไปเลยหรือขอรับ ? ”
ขงซิงเจี้ยนหลังจากเงียบอยู่สักพัก จึงได้เอ่ยถามเย่ฉางชิงพร ้อม รอยยิ้ม
“โลกกว้างใหญ่เพียงนี้ และนับตั้งแต่ข้าขึ้นมายังสวรรค์บูรพา ก็ มัวแต่มุ่งมั่นอยู่กับการบาเพ็ญเพียร บัดนี้เมื่อเกิดความเข้าใจใหม่ ก็ ควรจะออกไปดูโลกภายนอกบ้าง”
เย่ฉางชิงเอ่ยเรียบ ๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วหมุนกายมองไปยัง ท้องฟ้ า พร ้อมกับเอ่ยต่อว่า “อีกอย่างยังมีคนคุ้นเคยที่ข้าควรไปพบ อีกสักครั้ง……”
เอ่ยถึงตรงนี้เย่ฉางชิงก็หยุดชะงักไป เหมือนนึกอันใดบางอย่าง ขึ้นมาได้
“จริงสิ พวกเจ้ามานี่มีเรื่องอันใดงั้นหรือ ? ”
เย่ฉางชิงหันกลับไปมองคนทั้งสาม พลางเอ่ยถามขึ้นมาอย่าง สงสัย
ขงซิงเจี้ยนอ้าปากพะงาบ ๆ ก่อนเหลือบไปเห็นเจี้ยนอู๋เหินที่ ขมวดคิ้วน้อย ๆ ราวกับครุ่นคิดอันใดบางอย่างอยู่ จากนั้นแววตาก็ พลันเปล่งประกายขึ้นมา
“เรียนท่านเย่ เรื่องเป็ นเช่นนี้ขอรับ”
ขงซิงเจี้ยนเอ่ยด้วยน้าเสียงจริงจัง “หลายวันมานี้ศิษย์และศิษย์ พี่อู๋ได้ปรึกษากัน แล้วจึงได้ตัดสินใจว่าอีกมินานจะแต่งตั้งเจี้ยนอู๋เหิน เป็ นประมุขน้อยของนิกายกระบี่สวรรค์ และจัดงานพิธีแต่งตั้งที่ ยิ่งใหญ่ขึ้นขอรับ”
“ท่านเย่ เป็ นเช่นนั้นขอรับ”
อู๋ไท่เหอมีท่าทางตื่นตระหนก ก่อนจะรีบเอ่ยเสริมขึ้นทันที “อีก อย่างตามประเพณีของนิกายกระบี่สวรรค์แล้ว งานพิธีแต่งตั้งจะต้อง ให้ผู้อาวุโสสูงสุดในสานักมอบของแต่งตั้งให้ ดังนั้นศิษย์จึงอยากจะ ให้ท่านเย่เป็ นผู้มอบของแต่งตั้งในงานพิธีครั้งนี้ขอรับ”
เมื่อได้ยินดังนั้นเย่ฉางชิงก็มีท่าทีลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วย รอยยิ้มว่า “เป็ นเรื่องน่ายินดีจริง ๆ ”
‘รู ้สึกเหมือนต้องการให้ข้าไปแสดงความสามารถเยี่ยงไรเยี่ยงนั้น ! ’
‘อันนี้เป็ นเรื่องดี ! ’
‘ได้ไปแสดงความสามารถต่อหน้าทุกคน คาขอเช่นนี้เชื่อว่าคงมิ มีผู้ใดปฏิเสธหรอกกระมัง ? ’
‘ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้ข้ายังเป็ นผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงแล้ว’
“ท่านเย่ เช่นนั้นท่านเป็ นอันตกลงหรือขอรับ ? ”
ขงซิงเจี้ยนเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามเบา ๆ
ขณะเดียวกันเขาก็ได้ส่งกระแสจิตออกไปทันที “เจ้าบื้อ จะนั่งเซ่อ อยู่อีกท าไมกัน เจ้าจะกลายเป็ นประมุขน้อยของนิกายกระบี่สวรรค์ แล้ว จะมัวนั่งนิ่งอยู่ทาไมกัน ? ”
เสียงดังก้องราวกับอสนีบาต พลันดังขึ้นในหัวของเจี้ยนอู๋เหิน
วินาทีต่อมา
เจี้ยนอู๋เหินที่ทันได้ยินเพียงประโยคหลังก็ลุกขึ้นยืนในทันที ก่อน จะโค้งคานับให้กับเย่ฉางชิง “ศิษย์ขอบคุณท่านเย่ที่มอบเคล็ดวิชาให้ ขอรับ”
ขงซิงเจี้ยน: (⊙?⊙)
อู๋ไท่เหอ: ( ̄△ ̄; )
ผ่านไปพักใหญ่
ในที่สุดอู๋ไท่เหอและขงซิงเจี้ยนก็ขอตัวกลับ จากยอดเขาที่เย่ฉาง ชิงและเจี้ยนอู๋เหินพานักอยู่อย่างสบายใจ
“ศิษย์น้องขง การแต่งตั้งเจี้ยนอู๋เหินเป็ นประมุขน้อยของนิกาย กระบี่สวรรค์ของเรา เรื่องนี้ดูกะทันหันเกินไปหรือไม่ ? ”
อู๋ไท่เหอและขงซิงเจี้ยนโรยตัวลงบนยอดเขาที่อยู่ห่างไกลลูกหนึ่ง
“หากมิยกเรื่องนี้ขึ้นมา เจ้ายังมีแผนอื่นที่ดีกว่าอีกเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
ขงซิงเจี้ยนขมวดคิ้วมุ่น พลางเอ่ยด้วยท่าทางเคร่งเครียดว่า “หากหลังจากที่ท่านเย่จากไปแล้ว พวกราชวงศ์เซียนหมื่นกระบี่สาร เลวนั่นก็จะบุกมายังนิกายกระบี่สวรรค์ แล้วพวกเราจะรับมือเช่นไร ? ”
“ศิษย์พี่อู๋ ท่านต้องไตร่ตรองให้ดี ราชวงศ์เซียนหมื่นกระบี่มีผู้ แข็งแกร่งไร ้เทียมทาน ถึงขนาดมิเห็นเซียนทุรชนอยู่ในสายตามา ด้วย มิหนาซ้ายังเป็ นผู้อมตะที่อยู่ในยุคเดียวกับท่านประมุขคนแรก อีกด้วย”
อู๋ไท่เหอแม้จะมีท่าทางเคร่งเครียด แต่ก็ยังคงเอ่ยออกมาอย่างอด มิได้ว่า “ถึงแม้จะเป็ นเช่นนั้นก็ควรบอกเหยาห้าวหยานก่อนหรือไม่ เยี่ยงไรซะเขาก็เป็ นถึงประมุขนิกายกระบี่สวรรค์ในตอนนี้”
ขงซิงเจี้ยนส่ายหน้าไปมา “เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงอนาคตของนิกาย กระบี่สวรรค์ เชื่อว่าหากเหยาห้าวหยานรู ้ว่าจะมีหายนะเกิดขึ้น เขามิ มีทางที่จะมิพอใจอย่างแน่นอน”
อู๋ไท่เหอพยักหน้ารับ ก่อนจะอดมิได้ที่จะเอ่ยถามออกไปอีกว่า “ศิษย์น้องขง แต่พิธีแต่งตั้งนี้เยี่ยงไรซะก็ต้องมีกาหนดเวลา หาก หลังจากพิธีแต่งตั้งจบลงแล้ว ผู้แข็งแกร่งของราชวงศ์เซียนหมื่นกระบี่ ยังมามิถึงหลิงโจว แล้วพวกเราจะท าเช่นไร ? ”
ทันทีที่สิ้นเสียง เสียงพิณอันไพเราะเสียงหนึ่งก็ลอยมาจากทาง ยอดเขาสตรีหยก
“เรื่องที่ว่าต่อไปจะทาเช่นไรต่อนั้น ข้าเองก็ยังมิทันคิด”
แต่จู่ ๆ ขงซิงเจี้ยนก็เหมือนคิดอันใดบางอย่างขึ้นมาได้ ก่อนจะ ยิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย “แต่ข้าคิดว่าศิษย์น้องหนิงต้องมีวิธีดี ๆ เป็ น แน่”
“ศิษย์น้องหนิง ? ”
สีหน้าของอู๋ไท่เหอเปลี่ยนไป อดมิได้ที่จะเผยสีหน้าสงสัยออกมา