เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 488 ที่แท้เซียนทุรชนเป็ นผู้เก่งกาจเพียงนี้เชียว หรือ
- Home
- เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน
- ตอนที่ 488 ที่แท้เซียนทุรชนเป็ นผู้เก่งกาจเพียงนี้เชียว หรือ
หลังจากใคร่ครวญดูแล้ว ตอนนี้เย่ฉางชิงจึงมีความสุขอย่างมาก
แม้ตบะบารมีของเขาในตอนนี้จะอยู่เพียงระดับแดนก่อกาเนิดขั้น กลาง แต่ว่าหลังจากได้ฝึ กสุดยอดเคล็ดวิชาอย่างเคล็ดเทพปีศาจ โบราณ และเกิดการรู ้แจ้งในภาพกระบี่ไร ้สิ้นสุดแล้ว
พลังที่แท้จริงของเขา บางทีอาจจะเกินขอบเขตของระดับแดน ก่อกาเนิดไปตั้งนานแล้วก็เป็ นได้
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีสุดยอดอาวุธสังหารอย่างตาหนักเทพวาสนาอยู่ ในมืออีกด้วย
เยี่ยม !
เยี่ยมมาก !
เยี่ยมสุด ๆ !
“เสี่ยวเจี้ยน เจ้ารู ้สึกว่าเป็ นเช่นไรบ้าง ? ”
เย่ฉางชิงหมุนกายหันไปมองเจี้ยนอู๋เหินที่ยืนนิ่งอยู่กับที่ พลาง เอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
‘เจ้าเป็ นคนคะยั้นคะยอให้ข้าแสดงฝีมือเอง เรื่องนี้จะมาโทษข้า มิได้นะ’
‘ที่นี้คงตกใจจนพูดมิออกล่ะสิ’
เวลาผ่านไปมิกี่อึดใจ
สูด !
เมื่อเจี้ยนอู๋เหินได้สติอีกครั้ง ก็สูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่อย่างอด มิได้ในทันที
“ท่านเย่ เมื่อครู่ท่านเอ่ยว่าอันใดนะขอรับ ? ” เจี้ยนอู๋เหินนิ่งไป สักพัก ก่อนจะเอ่ยขึ้นหลังรู ้สึกตัว
เย่ฉางชิงยิ้มออกมา จากนั้นจึงเอามือไพล่หลังเดินอยู่บนอากาศ ก่อนจะโรยตัวลงมายืนอยู่ด้านหน้าของเจี้ยนอู๋เหิน
“เสี่ยวเจี้ยน เจ้ารู ้สึกว่าเป็ นเช่นไรบ้าง ? ”
เย่ฉางชิงเอ่ยถามด้วยใบหน้าแฝงรอยยิ้มอ่อนโยน และท่าทาง สบายอารมณ์
เมื่อได้ยินดังนั้น เจี้ยนอู๋เหินจึงกลอกตาไปมาทันที พร ้อมกับ ใคร่ครวญอย่างละเอียด
“ท่านเย่ เมื่อครู่จิตกระบี่ที่ท่านแสดงออกมา คือ ระดับสูงสุดของ จิตกระบี่หยั่งรู ้หรือขอรับ ? ”
เจี้ยนอู๋เหินเอ่ยถามขึ้น
‘จิตกระบี่หยั่งรู ้? ’
‘ระดับสูงสุด ? ’
‘เมื่อครู่ข้าใช ้ภาพกระบี่ไร ้สิ้นสุดถ่ายทอดจิตกระบี่หยั่งรู ้ของ เจี้ยนอู๋เหินออกมา คือ ระดับสูงสุดเยี่ยงนั้นหรือ ? ’
‘มิใช่หรอกกระมัง ! ’
‘จิตกระบี่หยั่งรู ้ฟังดูเหมือนจะร ้ายกาจมาก แล้วเหตุใดข้าถึงรู ้สึก ว่ามันมิได้ยากเย็นอันใดเลยเล่า ? ’
‘เทียบกับภาพกระบี่ไร ้สิ้นสุดระดับที่สองแล้ว จิตกระบี่หยั่งรู ้นี้ เทียบมิติดแม้แต่นิดเดียว’
เย่ฉางชิงนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยถามว่า “เสี่ยวเจี้ยน จิต กระบี่หยั่งรู ้นี้มีความเป็ นมาที่มิธรรมดาเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
เมื่อได้ยินดังนั้นใบหน้าคมสันของเจี้ยนอู๋เหิน ก็เผยสีหน้าลังเล ออกมา
เพราะจิตกระบี่หยั่งรู ้นั้นถือเป็ นความลับสุดยอดของนิกายกระบี่ สวรรค์
หากมิใช่ประมุขหรือศิษย์เอกของนิกายกระบี่สวรรค์ก็จะมิ สามารถฝึกได้
อีกทั้งเพื่อป้ องกันคนภายในสานักเกิดความโลภในจิตกระบี่หยั่ง รู ้ผู้ที่รู ้ถึงการมีอยู่ของจิตกระบี่หยั่งรู ้จึงมีเพียงมิกี่คนเท่านั้น
ดังนั้นเมื่อเจอคาถามเช่นนี้ของท่านเย่ เจี้ยนอู๋เหินจาต้อง ไตร่ตรองให้ดี
‘ช่างเถอะ ท่านเย่ยื่นมือช่วยกอบกู้วิกฤตของนิกายกระบี่สวรรค์ ตั้งหลายครั้ง บัดนี้ยังได้มอบโอกาสและวาสนาเช่นนี้ให้ข้าอีก ในเมื่อ เขาถามมาเช่นนี้ ข้าก็จาเป็ นจะต้องตอบตามตรง เชื่อว่าหากท่าน อาจารย์และท่านบรรพจารย์ทั้งสามอยู่ที่นี่ ก็คงจะมิห้ามอย่างแน่นอน’
เจี้ยนอู๋เหินใคร่ครวญอยู่ภายในใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเอ่ยกับเย่ ฉางชิงว่า “ท่านเย่ขอรับ ท่านอาจจะมิทราบว่าที่จริงแล้ว จิตกระบี่หยั่ง รู ้นี้ท่านประมุขคนแรกของนิกายกระบี่สวรรค์เป็ นผู้คิดค้นขึ้นขอรับ”
“ที่เรียกว่าจิตกระบี่หยั่งรู ้ ก็เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย เป็ นวิชาที่น่าพิศวงอย่างมาก เป็ นหนึ่งในสุดยอดเคล็ดวิชากระบี่ของ นิกายกระบี่สวรรค์ ปกติแล้วหากมิใช่ประมุขหรือศิษย์เอกของนิกาย กระบี่สวรรค์ ผู้อื่นจึงห้ามฝึกอย่างเด็ดขาด แม้แต่ท่านบรรพจารย์อู๋ และท่านบรรพจารย์ขงเองก็ฝึกมิได้ขอรับ”
สิ้นเสียง เย่ฉางชิงก็จ้องมองเจี้ยนอู๋เหินนิ่ง ๆ
‘เสี่ยวเจี้ยน เจ้าเอ่ยจริงหรือ ? ’
‘เจ้าอย่ามาโกหกข้านะ เพราะคนโกหกต้องกลืนเข็มพันเล่ม ! ’
‘จิตกระบี่หยั่งรู ้นี่เป็ นสุดยอดเคล็ดวิชากระบี่ของนิกายกระบี่ สวรรค์จริงหรือ ? ’
‘ตามหลักแล้วสุดยอดเคล็ดวิชากระบี่เช่นนี้ ควรยากที่จะรู ้แจ้ง มิใช่หรือ’
‘แต่เหตุใดข้าถึงมิรู ้สึกเช่นนั้น ? ’
‘หรือว่า ? ’
‘หรือว่าข้าจะเป็ นสุดยอดอัจฉริยะวิถีกระบี่อันใดนั่นจริง ๆ ? ’
‘อืม ! ’
‘มีเพียงเหตุผลนี้เท่านั้นพอจะอธิบายได้ ’
แต่เนื่องจากก่อนหน้านี้เย่ฉางชิงต้องแสดงละครเป็ นยอดฝีมือผู้ สูงส่ง เวลานี้จึงมิสามารถทาอันใดได้มากนัก
ตัวร ้ายชอบพูดมาก ยอดฝีมือประหยัดค า
เย่ฉางชิงย่อมเข้าใจเหตุผลในข้อนี้เป็ นอย่างดี
“เป็ นเช่นนี้นี่เอง”
เย่ฉางชิงพยักหน้าน้อย ๆ ก่อนจะเอามือไพล่หลังแล้วเดินตรงไป ทางลานกว้าง
ทว่าเมื่อเย่ฉางชิงก้าวเข้าไปในลาน ขงซิงเจี้ยนและอู๋ไท่เหอก็ มาถึงพอดี
“อู๋เหิน จิตกระบี่ไร ้เทียมทานเมื่อครู่เป็ นฝีมือของท่านเย่ใช่หรือไม่ ? ”
เมื่อเห็นเจี้ยนอู๋เหินยืนอยู่ที่หน้าประตู และมีท่าทางกาลังครุ่นคิด อันใดบางอย่างอยู่ ขงซิงเจี้ยนก็เดินตรงเข้าไปด้วยใบหน้าแฝงรอยยิ้ม ยินดีทันที
เจี้ยนอู๋เหินที่ได้สติขึ้นมา จึงหันไปมองอู๋ไท่เหอด้วยใบหน้าใสซื่อ พลางเอ่ยอย่างเจื่อน ๆ ว่า “ท่านบรรพจารย์อู๋ขอรับ ที่ท่านเย่สาแดง จิตกระบี่หยั่งรู ้เมื่อครู่มิเกี่ยวอันใดกับศิษย์นะขอรับ”
“เดิมศิษย์แค่อยากจะแสดงจิตกระบี่หยั่งรู ้ระดับที่สี่ต่อหน้าท่านเย่ เท่านั้น เพื่อหวังให้เขาช่วยชี้แนะ แต่คิดมิถึงว่าท่านเย่จะสามารถ ถ่ายทอดจิตกระบี่หยั่งรู ้ได้รวดเร็วเพียงนี้ อีกทั้งยังเป็ นระดับสูงสุดของ จิตกระบี่หยั่งรู ้อีกด้วยขอรับ”
“อู๋เหิน เจ้าเข้าใจผิดแล้ว”
อู๋ไท่เหอปัดมือไปมา พลางเอ่ยอย่างสบาย ๆ ว่า “ที่พวกข้าสอง คนมามิใช่เพราะเรื่องนี้ อีกอย่างมีบางเรื่องที่เจ้ามิรู ้ ว่าท่านเย่ผู้นี้มี ความสนิทสนมกับประมุขคนแรกของนิกายกระบี่สวรรค์ของเราด้วย”
“ดังนั้นจิตกระบี่หยั่งรู ้นี้ บางทีท่านเย่คงจะได้รับการถ่ายทอดมา จากท่านประมุขคนแรกตั้งนานแล้วก็เป็ นได้”
สิ้นเสียงเจี้ยนอู๋เหินก็ได้แต่กะพริบตาปริบ ๆ ในที่สุดก็รู ้สึกโล่งใจ ขึ้นมา
‘ที่แท้ท่านเย่เป็ นบุคคลที่อยู่ในยุคเดียวกับท่านประมุขคนแรก นี่เอง’
‘เช่นนี้ก็รู ้สึกสบายใจขึ้นเยอะเลย’
‘หากข้า… เจี้ยนอู๋เหินใช ้เวลาฝึกนานขนาดนั้น ด้วยคุณสมบัติ ในวิถีกระบี่ของข้า เยี่ยงไรซะก็คงสามารถฝึกถึงระดับสูงสุดของจิต กระบี่หยั่งรู ้ได้กระมัง ? ’
‘จริงสิ ! ’
‘เช่นนี้มิเท่ากับว่าคุณสมบัติวิถีกระบี่ของข้าเทียบเท่ากับท่านเย่ หรอกหรือ ? ’
‘เยี่ยมเลย ! ’
‘ดีจริง ! ’
‘ช่างดีจริง ๆ เลย ! ’
เมื่อเห็นเจี้ยนอู๋เหินมีท่าทางแปลก ๆ ขงซิงเจี้ยนพลันตบลงไปลง บ่าของเขาหนึ่งที
“เด็กน้อย เจ้าคิดอันใดอยู่ ? ” ขงซิงเจี้ยนเอ่ยถามพร ้อมกับ ขมวดคิ้วมุ่น
เจี้ยนอู๋เหินจึงได้สติขึ้นมา พลันเอ่ยด้วยความตื่นเต้นว่า “มิมีอัน ใดขอรับ ศิษย์เพียงแค่กาลังรู ้สึกตื่นเต้น ร่างกายจึงเต็มไปด้วยพลังก็ เท่านั้นขอรับ”
ทว่าขงซิงเจี้ยนอดสงสัยมิได้ ก่อนจะหันไปสบตากับอู๋ไท่เหอ
สนทนากันอยู่สักพัก ทั้งสามคนจึงได้เดินเข้าไปภายในลาน
เวลานี้เย่ฉางชิงกาลังนั่งอยู่ในศาลาเพียงลาพัง ดื่มชาพลางเช็ด พิณโบราณที่นาขึ้นมาด้วยจากโลกเบื้องล่าง
หลังจากมาถึงสวรรค์บูรพา เขาก็เอาแต่มุ่งมั่นบาเพ็ญเพียร
เวลานี้แม้จะมีตบะบารมีเพียงระดับแดนก่อกาเนิดขั้นกลาง แต่ เขามีตาหนักเทพวาสนาข้างกาย มิหนาซ้าความแตกฉานในวิถีกระบี่ ยังอยู่ในระดับสูงอีกด้วย
ดังนั้นเขาจึงคิดจะลดเวลาในการบาเพ็ญเพียรลงสักหน่อย เพื่อ จะได้มีเวลาดีดพิณ เดินหมาก ฝึกเขียนอักษรพู่กันและวาดภาพบ้าง เพื่อผ่อนคลายอารมณ์
เยี่ยงไรซะเขาก็อายุยังน้อย อีกทั้งการบาเพ็ญเพียรก็มิใช่เรื่องที่ จะทาให้สาเร็จได้เพียงชั่วข้ามคืน
“คารวะท่านเย่”
พวกอู๋ไท่เหอเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะโค้งค านับให้แก่เย่ฉางชิง ด้วยท่าทางนอบน้อม
“พวกท่านมาแล้วหรือ”
เย่ฉางชิงเงยหน้าขึ้นมองทั้งสามคน พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “พอดีเลย ข้ากาลังจะให้เสี่ยวเจี้ยนไปตามพวกเจ้ามาอยู่พอดี”
อู๋ไท่เหอและขงซิงเจี้ยนลอบสบตากัน จากนั้นก็ค่อย ๆ นั่งลงตาม ค าเชิญของเย่ฉางชิง
“มิทราบว่าท่านเย่ต้องการพบพวกเรา มีเรื่องอันใดหรือขอรับ ? ”
อู๋ไท่เหอครุ่นคิดอยู่สักพัก ก่อนจะถามหยั่งเชิงออกไป
เย่ฉางชิงจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้าเสียงสบายอารมณ์ว่า “ความจริงแล้วก็ มิมีอันใดมาก ข้าเพียงแค่รู ้สึกประหลาดใจเกี่ยวกับเซียนทุรชน มิ ทราบว่าเรื่องเป็ นมาเยี่ยงไรงั้นหรือ ? ”
เมื่อได้ยินดังนั้น อู๋ไท่เหอจึงสบตาขงซิงเจี้ยนด้วยสายตาสงสัย ก่อนจะเริ่มเล่าที่มาของเซียนทุรชนให้เย่ฉางชิงฟัง
จนเวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป
เมื่ออู๋ไท่เหอเล่าถึงตอนที่เซียนทุรชนเป็ นสุดยอดผู้แข็งแกร่งวิถี เซียนบนสวรรค์บูรพา
เย่ฉางชิงก็หยุดสิ่งที่ทาอยู่ในมือลงทันที แววตามีประกายตกใจ พาดผ่าน
‘ที่แท้เซียนทุรชนเป็ นผู้เก่งกาจเพียงนี้เชียวหรือ ! ’