เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 553 เป็นข้านี่ช่างลำบากจริงๆ
ตอนที่ 553 เป็นข้านี่ช่างลำบากจริงๆ
เหล่าเจ้าผู้ปกครองโลกต่างแยกย้ายกลับไปยังโลกที่ตนเองปกครองอย่างรวดเร็ว
ถึงแม้การอยู่ในระดับเช่นพวกเขา ทุกอย่างล้วนมิสำคัญอีกต่อไป แต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการก้าวสู่จุดสูงสุดของวิถีเซียนที่แท้จริง
ดังนั้นต่อให้เป็นเพียงข้อสงสัย ก็มิอาจมองข้ามคำถามของเหล่าเจ้าแห่งแดนเซียนโบราณได้
เพราะหากพวกเขาถูกปลดออกจากตำแหน่งเจ้าผู้ปกครองโลกแล้ว ก็ต้องกลับไปยังแดนเซียนโบราณ และเข้าร่วมศึกใหญ่ระหว่างแดนเซียนโบราณและแดนมาร
เมื่อรับการเสนอชื่ออีกครั้ง ถึงจะสามารถขึ้นเป็นผู้ปกครองโลกได้
มิเพียงเท่านั้น ตามตำราโบราณบันทึกเอาไว้ว่า หากตำแหน่งเจ้าผู้ปกครองโลกถูกปลดก็ยากที่จะได้รับการเสนอชื่อใหม่อีกครา
ขณะเดียวกันโชคของตนก็จะถูกลดลงกว่าครึ่ง และจะต้องตกอยู่ท่ามกลางศึกใหญ่ระหว่างเซียนและมาร
เพียงพริบตา เกาะกลางทะเลสาบอันกว้างใหญ่ก็เหลือเพียงชางหลัน และเหล่าสาวใช้เพียงมิกี่คนเท่านั้น
“เช่นนั้นก็มีความเป็นไปได้ที่ผู้อาวุโสท่านนี้จะเป็นหนึ่งในสิบสองเจ้าแดนเซียนโบราณจริง ๆ และน้อยนักที่พวกเขาจะเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริง ทุกครั้งก็เพียงแค่ส่งกระแสจิตมาแจ้งความประสงค์ของตนเท่านั้น”
ชางหลันพึมพำกับตนเอง จากนั้นก็สะบัดแขนเสื้อหนึ่งครั้ง ก่อนที่บนโต๊ะยาวตรงหน้าจะเต็มไปด้วยสมบัติหายากมากมาย รวมทั้งคัมภีร์เซียนอีกหลายเล่ม
“เรื่องในวันนี้คงมินับว่าข้าเผยเบาะแสของผู้อาวุโสท่านนี้หรอกกระมัง ? ”
ใบหน้าของชางหลันแฝงไว้ด้วยรอยยิ้มบาง ๆ พลางลูบที่คางตนและเอ่ยต่อว่า “อีกอย่างสมบัติหายากมากมายเช่นนี้ รวมถึงคัมภีร์เซียนอีกหลายเล่ม ต่อให้มีผลกรรมใดเกิดขึ้นกับข้าจริงก็นับว่าได้กำไรแล้ว”
“จริงสิ ที่ข้าได้สมบัติวิเศษมากมายเช่นนี้มา ล้วนเป็นเพราะพี่เสวียนเทียน อีกทั้งตอนนี้คันฉ่องหลิงเสวียนของพี่เสวียนเทียนก็ถูกทำลายไปแล้ว หากตอนนี้ข้าแบ่งสมบัติเซียนที่ไร้เทียมทานให้เขาสักชิ้นสองชิ้น เขาจะต้องซาบซึ้งในน้ำใจของข้าอย่างแน่นอน”
“มิเพียงเท่านั้นหากมีผลกรรมใด ๆ เกิดขึ้นจริง ก็จะได้เขามาช่วยแบ่งเบาด้วย”
“อืม เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน ! ”
ทว่าชางหลันก็หาได้ไปยังสวรรค์บูรพาเพื่อไปหาหลี่เสวียนเทียนในทันทีไม่
แต่กลับยื่นมือออกไปหยิบคัมภีร์เซียนว่างเปล่าที่ชายชราเขาทองมอบให้ขึ้นมา เยี่ยงไรซะสุดยอดเคล็ดวิชาเซียนเล่มนี้ก็มีตำนานกล่าวเอาไว้มากมาย
“จำนวนวันมีเพียงเก้า หากบอกว่าสิบ วันหนึ่งในนั้นย่อมเป็นเท็จ หรือมีเพิ่มขึ้นมา คัมภีร์วิเศษอยู่หนใด นักพรตกู่จือ เห็นน้ำตาเป็นมรรคา……”
ชางหลันเปิดคัมภีร์เซียนว่างเปล่าอย่างระมัดระวัง ตัวอักษรโบราณที่เต็มไปด้วยจิตแท้แห่งมหามรรคาบรรทัดแล้วบรรทัดเล่าก็ปรากฏสู่สายตา
ขณะเดียวกัน เมื่อเขาท่องเคล็ดวิชาในคัมภีร์เซียนว่างเปล่า จิตใจก็ค่อย ๆ จมดิ่งเข้าสู่ระดับที่ลึกลับบางอย่าง
ทว่ามิทันรู้ตัวเวลาก็ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยามแล้ว
ชางหลันที่นั่งสมาธิอยู่กลางอากาศ มีท่าทางสง่างาม รอบกายเปล่งแสงระยิบระยับ จนทำให้ร่างทั้งร่างดูศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง
แต่เขาก็มิรู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
เมื่อจู่ ๆ ไอพลังบนกายก็พลุ่งพล่านขึ้นมา และบนขมับได้มีไอสีดำประหลาดที่ยากจะสังเกตเห็นปรากฎขึ้น
เปรี้ยง !
จากนั้นเสียงอสนีบาตพลันดังขึ้นตรงหน้าของเขา
เพียงพริบตาสายฟ้าสีแดงเข้มสายหนึ่งก็พุ่งออกมาจากกลางอากาศ และกระแทกเข้ากลางหว่างคิ้วของเขาในทันที
ห๊ะ !
ชางหลันมีสีหน้าตื่นตกใจ ท่าทางเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
“นี่มัน……นี่มันเรื่องอันใดกันแน่ ! ”
ชางหลันลืมตาทั้งสามดวงขึ้นทันที ก่อนจะเอ่ยอย่างสงสัยว่า “คัมภีร์เซียนว่างเปล่านี้ยอดเยี่ยมไร้ที่เปรียบ เคล็ดวิชาก็มิได้มีปัญหาใด ๆ แต่เหตุใดถึงเกิดนิมิตเช่นนี้ขึ้นได้ ? ”
คิดได้ดังนั้น ชางหลันก็ค่อย ๆ หลับตาลง เพื่อสัมผัสโดยละเอียด จากนั้นก็ได้ลืมตาขึ้นอีกครั้ง
“ไม่ ! ! ! ”
“นี่มัน ! ! ! ”
ชางหลันมีสีหน้าตื่นตกใจ พลางเอ่ยอย่างหวาดหวั่นว่า “ผลกรรม……นี่เป็นพลังแห่งผลกรรมในตำนาน ข้าแปดเปื้อนผลกรรมอันน่ากลัวเข้าแล้วจริง ๆ ”
วินาทีต่อมาเขาก็เพ่งสมาธิ ด้านหน้าพลันปรากฏคันฉ่องสัมฤทธิ์บานหนึ่งขึ้น
เหมือนกับหลี่เสวียนเทียนก่อนหน้านี้มิมีผิด บนหน้าผากของเขามีไอสีดำกลุ่มหนึ่งปกคลุมอยู่จริง ๆ
อีกทั้งไอสีดำกลุ่มนี้ยังหนาแน่นกว่าพลังแห่งผลกรรมก่อนหน้านี้ของหลี่เสวียนเทียนอีกด้วย
“เหตุใดถึงแปดเปื้อนผลกรรมอันน่ากลัวเช่นนี้ได้ หรือเป็นเพราะข้าเผยเบาะแสของบุคคลไร้เทียมทานท่านนั้นงั้นหรือ ? ”
ชางหลันมองเงาสะท้อนของตนเองภายในคันฉ่องสัมฤทธิ์ พลางกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก จากนั้นจึงเอ่ยพึมพำขึ้นมาพร้อมน้ำตาที่เอ่อคลอว่า “ผลกรรมทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะพี่เสวียนเทียน เช่นนี้บนกายของเขาจะมีผลกรรมที่น่ากลัวด้วยหรือไม่ ? ”
เอ่ยถึงตรงนี้ ชางหลันก็หายตัวไปในอากาศทันที
เวลาผ่านไปมิกี่อึดใจ
เขาก็ได้ปรากฏกายขึ้นอีกครั้งบนสวรรค์บูรพา ที่หลี่เสวียนเทียนปกครองอยู่
ในเวลานี้หลี่เสวียนเทียนยังคงมีท่าทางท้อแท้สิ้นหวัง และกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเกาะลอยฟ้าเพียงลำพัง เหม่อมองเกลียวเมฆที่อยู่ไกลออกไป
“พี่เสวียนเทียน ? ”
ชางหลันลังเลอยู่สักพัก ก็ได้เรียกขึ้นเบา ๆ
หลี่เสวียนเทียนได้ยินดังนั้น ก็หันไปมองชางหลัน พลางเอ่ยอย่างมิสบอารมณ์ว่า “พี่ชางหลัน ท่านมา……”
ทว่าเอ่ยยังมิทันจบประโยค ดวงตาของหลี่เสวียนเทียนพลันหรี่ลง ก่อนจะถามออกมาด้วยความสงสัยว่า “ท่าน……ท่านเป็นอันใดไป?”
ชางหลันชะงักไป ก่อนจะฉีกยิ้มแห้ง ๆ ออกมา จากนั้นก็ได้ตอบกลับไปว่า “มิเป็นไร ก่อนหน้านี้ข้าเพียงบังเอิญแปดเปื้อนผลกรรมบางอย่างมา แต่สามารถแก้ไขได้”
“จริงสิ พี่เสวียนเทียน บัดนี้คันฉ่องหลิงเสวียนของท่านถูกทำลาย พลังของท่านต้องอ่อนแอลงอย่างมากเป็นแน่ ก่อนหน้านี้ข้าใช้สุดยอดสมบัติเซียนแลกคัมภีร์เซียนว่างเปล่าของเจ้าเขาทองมา”
หลี่เสวียนเทียนขมวดคิ้วมุ่น พลางถามอย่างสงสัยว่า “พี่ชางหลัน ท่านมิเป็นอันใดจริงหรือ ? ”
ชางหลันพยักหน้า ก่อนจะค่อย ๆ แบมือออก และส่งคัมภีร์เซียนว่างเปล่าให้แก่หลี่เสวียนเทียน
“คัมภีร์เซียนว่างเปล่าของเจ้าเขาทองงั้นหรือ ? ”
หลี่เสวียนเทียนรับคัมภีร์เซียนว่างเปล่ามา ก่อนจะเอ่ยถามอย่างลังเลว่า “ตาเฒ่าจอมตระหนี่ผู้นั้น ยอมมอบคัมภีร์เซียนว่างเปล่าให้ท่านเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
ชางหลันหัวเราะอย่างจืดเจื่อน “คัมภีร์เซียนว่างเปล่านี้เป็นสุดยอดเคล็ดวิชาเซียนในตำนาน ท่านลองทำความเข้าใจดูว่าจะสามารถรู้แจ้งในมหามรรคาสูงขึ้นอีกระดับได้หรือไม่”
หลี่เสวียนเทียนลังเลอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะค่อย ๆ เปิดคัมภีร์เซียนว่างเปล่าออก
ทว่ามิทันรู้ตัวหลี่เสวียนเทียนก็ตกอยู่ในภวังค์แห่งการรู้แจ้งอันลึกลับเสียแล้ว
จนเวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม บนหน้าผากของหลี่เสวียนเทียนก็เกิดไอสีดำจาง ๆ ขึ้น
เห็นได้ชัดว่าสิ่งนั้นก็คือ พลังแห่งผลกรรม นั่นเอง
เมื่อเห็นดังนั้นชางหลันก็หยิบคันฉ่องสัมฤทธิ์ออกมาอีกครั้ง และเหมือนกับที่เขาคิดเอาไว้มิมีผิด
ไอสีดำบนหน้าผากของเขาเวลานี้เหมือนจะจางลงไปสองส่วน
แต่หากเป็นเช่นนี้หรือเขาควรจะต้องแบ่งสมบัติหายากทั้งหมด ให้หลี่เสวียนเทียนครึ่งหนึ่งเยี่ยงนั้นหรือ ?
‘ช้ำใจ ! ’
‘ข้ามิอยากแบ่งให้เลยจริง ๆ ! ’
‘แต่หากมิแบ่งให้ด้วยพลังของข้าในตอนนี้ จะสามารถแบกรับผลกรรมอันน่ากลัวเช่นนี้ได้เยี่ยงไรกัน ? ’
……
……
อีกด้านหนึ่ง
เมื่อเย่ฉางชิงเขียนอักษรพู่กันเสร็จและดึงสติกลับมาอีกครั้ง
เขาก็พบว่าทุกคนในที่นั้นมิใช่แค่กู่เจิงเฟิง ซือถูเจิ้นผิง และกู่หยวนจื้อ ทว่ารวมถึงเหล่าองครักษ์ทั้งหมดบนเรือวิเศษ ล้วนแต่กำลังนั่งสมาธิอยู่กลางอากาศ รอบกายทุกคนเปล่งแสงเจิดจ้าออกมา และถูกปกคลุมไปด้วยจิตกระบี่อันมหาศาลกลุ่มหนึ่ง
แต่เมื่อเขาพิจารณาภาพอักษรพู่กันของตนเองอีกครั้ง กลับมิได้รู้สึกใด ๆ เพียงแค่สัมผัสได้ว่ามีจิตกระบี่ ที่ถอดมาจากภาพกระบี่ไร้สิ้นสุดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
‘นี่มัน ! ! ! ’
‘นี่มันเรื่องอันใดกัน ? ’
‘พวกเขาตกอยู่ในภวังค์การรู้แจ้งบางอย่างอีกแล้วงั้นหรือ’
‘แต่ภาพอักษรพู่กันภาพนี้ของข้า มิได้แฝงจิตแท้ของกระบี่ใด ๆ เอาไว้นี่นา’
‘หรือว่า……การบำเพ็ญเพียรและการรู้แจ้งของข้า มิได้อยู่ระดับเดียวกันกับพวกเขา ? ’
‘อืม ! ’
‘หากข้าเข้าใจมิผิดล่ะก็ คงจะเป็นเช่นนั้น’
‘แต่เป็นเพราะอันใดกัน ! ’
‘เฮ้อ ! ’
‘เป็นข้านี่ช่างลำบากจริง ๆ ! ’