เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 556 เจ้ารู้มากเกินไปแล้ว
ตอนที่ 556 เจ้ารู้มากเกินไปแล้ว
เมื่อได้ยินดังนั้น เซียนทุรชนที่เรียกตนเองว่าหลินหยวนจื่อก็ยิ้มออกมาเต็มหน้า พลางพยักหน้างึกงัก
“ผู้อาวุโส ท่านอาจจะมิทราบผู้น้อยเป็นเซียนทุรชนเพราะแปดเปื้อนสิ่งอัปมงคล เมื่อช่วงปลายยุคก่อนขอรับ”
“และเพราะเหตุนี้ผู้น้อยถึงโชคดีได้เห็นความสง่างามอันไร้เทียมทานของท่านกับตาตนเอง”
ปลายยุคก่อน
เขาได้แปดเปื้อนสิ่งอัปมงคลบนเส้นทางโบราณ หลังจากกลายมาเป็นเซียนทุรชน ก็ได้เข้าร่วมกับเหล่าผู้บุกเบิกในยุคโกลาหลอันดำมืด
ทว่าในตอนนั้น ก็ได้มีผู้แข็งแกร่งที่ไร้เทียมทาน ทว่าโหดร้ายและเลือดเย็นยิ่งท่านหนึ่งปรากฏกายขึ้น
ต่อหน้าผู้แข็งแกร่งที่ไร้เทียมทานท่านนั้น เหล่าผู้ผู้บำเพ็ญเพียรระดับเทพพิภพ และพวกเขาเหล่าเซียนทุรชน ล้วนมิต่างอันใดกับมดปลวก
เพียงแค่เขายกมือขึ้นก็สามารถสังหารผู้คนได้อย่างง่ายดาย หาได้เปลืองแรงใด ๆ แม้แต่น้อยไม่
มินาน หลังจากได้เห็นภาพการสังหารที่ไร้ความปรานีของผู้เฒ่าชุดดำ
กลุ่มเซียนทุรชนก็ได้ขนานนามผู้แข็งแกร่งท่านนี้ว่า อสูร
มิเพียงเท่านั้น ช่วงปลายยุคก่อนก็เป็นช่วงที่อสูรตนนี้ปรากฏกายขึ้น ความโกลาหลอันดำมืดครั้งนั้นเรียกได้ว่าเป็นการชำระล้างที่แท้จริงก็ว่าได้
สำนักเซียนชั้นยอดมากมายที่เลือกซ่อนตัวจากโลกภายนอก เผ่าโบราณในสวรรค์บูรพาที่สืบทอดกันมานานหลายล้านปี ผู้แข็งแกร่งแทบทั้งหมดล้วนตายด้วยน้ำมือของอสูรตนนั้น
แค่คิดก็รู้แล้วว่าพลังที่แท้จริงของอสูรตนนั้นแข็งแกร่งและน่ากลัวเพียงใดกัน !
บัดนี้การที่อสูรตนนี้ปรากฏกายขึ้นอีกครั้ง มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะเข้าร่วมการชำระล้างครั้งใหญ่นี้
อีกทั้งปลายยุคก่อน เขายังได้บุกเข้าไปในแดนอันตรายต่าง ๆ เพียงลำพังอีกด้วย
หากเขามาปรากฏกายที่นี่ เวลานี้ หรือต้องการจะชักชวนพวกเขาให้เข้าร่วมด้วย ?
คิดได้ดังนั้น หลินหยวนจื่อก็ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเอ่ยหยั่งเชิงว่า “ผู้อาวุโส มิทราบว่าท่านมาปรากฏกายที่นี่ เวลานี้ ด้วยเรื่องอันใดหรือขอรับ ? ”
“หากท่านประสงค์สิ่งใด ผู้น้อยจะพยายามทำทุกวิถีทาง เพื่อบรรลุในสิ่งที่ท่านต้องการให้ได้ขอรับ”
ทันทีที่สิ้นเสียง เซียนทุรชนที่เหลือต่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป ก่อนจะชำเลืองมองผู้เฒ่าชุดดำที่ยืนตระหง่านอยู่ที่เดิม พลางส่งกระแสจิตถามไถ่กันทันที
“ผู้อาวุโสหลิน คนผู้นี้เป็นใครกันหรือขอรับ ? ”
“จริงด้วย ตาเฒ่าหลิน เหตุใดข้ามิเคยได้ยินเจ้าเอ่ยถึงคนผู้นี้มาก่อน ? ”
“เขาเป็นผู้ที่เจ้าและข้าล้วนมิอาจคาดเดาได้”
“อีกอย่างพวกเจ้าอยากรู้มิใช่หรือว่า ปลายยุคก่อนที่เรียกว่ากันอสูรนั้นแท้จริงแล้วน่ากลัวเพียงใด ? ”
“ใช่แล้ว ผู้อาวุโสท่านนี้ก็คืออสูรตนนั้น”
“ว่าไงนะ ตาเฒ่าหลิน เจ้าเอ่ยอีกครั้งสิ ! ”
“ผู้อาวุโสท่านนี้ก็คืออสูรตนนั้นงั้นหรือ ! ”
“นี่มัน ! ! ! ”
“เขาก็คือผู้แข็งแกร่งที่ไร้เทียมทานในตำนานเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
“ถูกต้อง เขาก็คือผู้อาวุโสที่เรียกขานกันว่าอสูร”
“อีกอย่างหากข้าเดามิผิดแล้วล่ะก็ การที่ผู้อาวุโสท่านนี้มาเยือนที่นี่ บางทีอาจต้องการชักชวนพวกเราไปเป็นสมุนของเขาก็เป็นได้”
“มิใช่กระมัง ? ”
“……”
“……”
มิกี่อึดใจต่อมา
ขณะที่เหล่าเซียนทุรชนมีสีหน้าเปลี่ยนไป และกำลังส่งกระแสจิตสื่อสารกัน และปรายตามองผู้เฒ่าชุดดำอยู่เป็นระยะนั้น
ผู้เฒ่าชุดดำก็ขมวดคิ้วขึ้นน้อย ๆ พลางเดินเอามือไพล่หลังมาตรงหน้าของหลินหยวนจื่อ
วินาทีต่อมา
ท่ามกลางสายตาที่ตื่นตระหนกของคนทั้งหก
ผู้เฒ่าชุดดำก็ได้ยื่นแขนข้างหนึ่งออกไป กางนิ้วทั้งห้ากดลงบนศีรษะของหลินหยวนจื่อ
“หากก่อนหน้านี้ข้ามิได้พบกับนายท่าน ข้าคงจะเก็บเจ้าเอาไว้เป็นสมุน”
ประกายเย็นเหยียบพาดผ่านดวงตาของผู้เฒ่าชุดดำ ขณะที่เขาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่กลับเป็นประโยคที่ทำให้คนฟังรู้สึกหวาดหวั่นยิ่ง “แม้สิ่งที่ข้าทำไปก่อนหน้านี้จะมิอาจรอดพ้นสายตาของนายท่านไปได้”
“ทว่าเรื่องบางเรื่องหากมิมีคนเอ่ยขึ้นมา สำหรับข้าแล้วย่อมเป็นเรื่องดีที่สุด”
หลินหยวนจื่อพลันชาวาบไปทั้งตัว ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นอย่างที่สุด
“ผู้อาวุโส……”
หลินหยวนจื่อลอบกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างตะกุกตะกัก
“เจ้าเป็นคนฉลาด แต่น่าเสียดายที่เจ้ารู้มากเกินไป” ผู้เฒ่าชุดดำยังคงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง
ทว่าวินาทีที่เสียงของเขาเงียบลง
ปัง !
กลับมีเสียงอันกึกก้องเสียงหนึ่งดังขึ้นมาแทน
เลือดสีแดงสดพลันพุ่งออกมา
เพียงพริบตา ร่างที่ไร้ศีรษะร่างหนึ่งก็ล้มตึงและหงายหลังไปทันที
สูด !
เซียนทุรชนที่เหลือเมื่อเห็นดังนั้น พลันรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว แขนขาสั่นเทาขึ้นมาอย่างห้ามมิได้ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าด้วยความหวาดกลัว
“ผู้อาวุโส พวกเรามิเห็นอันใด มิได้ยินอันใดทั้งสิ้นขอรับ”
ชายชราตาเดียวที่มีผิวหนังเหี่ยวแห้งเมื่อได้สติก็รีบหมอบลงกับพื้น พร้อมกับเอ่ยอ้อนวอนขอร้องในทันที
เห็นได้ชัดว่าสาเหตุหลักที่ผู้อาวุโสท่านนี้สังหารหลินหยวนจื่อก็เพราะรู้มากและเอ่ยมากเกินไป
และตอนที่หลินหยวนจื่อถูกสังหารนั้น แม้แต่จิตวิญญาณก็ถูกทำลายไปด้วย
ที่เรียกขานกันว่าอสูรนั้นแท้จริงแล้วน่ากลัวเพียงใด ก่อนหน้านี้พวกเขาเพียงแค่ได้ยินได้ฟังมาเท่านั้น
แต่เมื่อได้เห็นการตายของหลินหยวนจื่อ พวกเขาจึงรู้สึกสิ้นหวังที่จะหนีเอาตัวรอดได้แล้ว
ความเป็นความตายอยู่ใกล้เพียงแค่คิดเท่านั้น
หากเลือกที่จะหนีไปในตอนนี้ เช่นนั้นวันนี้ของปีหน้าจะต้องเป็นวันครบรอบวันตายของพวกเขาอย่างแน่นอน
แต่หากอยู่ต่อ บางทีอาจจะมีโอกาสรอดก็เป็นได้แม้จะริบหรี่ก็ตาม
ตอนนั้นเอง เซียนทุรชนที่เหลือก็เหมือนจะได้สติขึ้นมาอีกครั้ง
พวกเขาต่างก็รีบหมอบลงกับพื้นโดยมิลังเลทันที
“ผู้อาวุโส พวกเรามิเห็น มิได้ยินอันใดจริง ๆ นะขอรับ ขอท่านได้โปรดไว้ชีวิตด้วยขอรับ ! ”
“ผู้อาวุโส หากเป็นไปได้ล่ะก็ พวกผู้น้อยสามารถเป็นสมุนคอยติดตามดูแลท่านได้นะขอรับ ขอท่านได้โปรดไว้ชีวิตพวกเราด้วยเถิดขอรับ”
“ผู้อาวุโส……”
มุมปากของผู้เฒ่าชุดดำค่อย ๆ โค้งขึ้น ทว่ากลับดูน่าสยดสยองยิ่งนัก
“พวกเจ้ามิจำเป็นต้องเอ่ยอันใดอีกแล้ว”
ดวงตาของผู้เฒ่าชุดดำปรากฏไอสังหารขึ้น ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบว่า “เมื่อครู่นี้หากเขาไม่เอ่ยถึงเรื่องปลายยุคก่อนขึ้นมา บางทีข้าอาจจะพาพวกเจ้าไปพบนายท่านก็เป็นได้ แต่น่าเสียดายที่เรื่องราวในอดีตของข้ามิควรมีผู้ใดเอ่ยถึงอีก”
‘นายท่าน ? ’
‘อสูรตนนี้ก็เป็นเพียงสมุนของผู้อื่นเยี่ยงนั้นหรือ ? ’
‘นี่มัน ! ! ! ’
‘นี่มันเรื่องอันใดกัน ! ’
‘จอมอสูรเป็นผู้ที่น่ากลัวถึงเพียงนี้ เช่นนั้นนายท่านของเขาจะน่ากลัวเพียงใดกัน ? ’
‘น่าเหลือเชื่อ ! ’
‘ไม่อาจคาดเดาได้จริง ๆ ! ’
‘แต่เยี่ยงไรซะที่นี่ก็เป็นสวรรค์บูรพา พวกเขาเองก็เรียกได้ว่าเป็นผู้ที่อยู่สูงที่สุดของโลกใบนี้แล้ว’
‘การปรากฏกายของอสูรตนนี้เดิมทีก็มิสมเหตุสมผลอยู่แล้ว แต่เบื้องหลังของเขากลับยังมีผู้ที่น่ากลัวยิ่งกว่าอยู่ด้วยงั้นหรือ’
คิดถึงตรงนี้ เซียนทุรชนที่เหลือทั้งห้าต่างก็มีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
ผู้เฒ่าชุดดำส่ายหน้ายิ้ม ๆ จากนั้นจึงเพ่งสมาธิทำให้กระดานหมากเฉียนคุน ที่ปกคลุมอยู่ด้านบนปล่อยลำแสงขาวดำและห่อหุ้มพลังอันน่ากลัวมากมายลงมา……
ขณะเดียวกัน เมื่อเย่ฉางชิงตัดสินใจได้แล้ว และเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง
ก็พบว่าเหล่าเซียนทุรชนที่ก่อนหน้านี้ ที่ปกคลุมไปด้วยหมอกสีดำและพลังมหาศาล กลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
‘พวกนั้นล่ะ ? ’
‘ข้าแค่กำลังใคร่ครวญถึงปัญหาหนึ่งอยู่เท่านั้น เหตุใดถึงได้หายตัวไปได้ ? ’
ทันใดนั้น ระหว่างที่เย่ฉางชิงหมุนกาย นิมิตอันน่าสะพรึงกลัวต่าง ๆ ที่ปกคลุมบนกายของเขาก็มลายหายไปด้วยเช่นกัน
เขากวาดตามองทุกคนเล็กน้อย ก่อนจะพบว่านอกจากผู้เฒ่าชุดดำที่มิอยู่ตรงนี้แล้ว คนที่เหลือต่างก็มองมาที่เขาด้วยสีหน้าซีดเผือด และมีเหงื่อไหลโซมกาย
“เสี่ยวเหย……เขาไปไหนเสียเล่า ? ”
เย่ฉางชิงหัวเราะออกมา พลางเอ่ยถามทุกคน
บรรพบุรุษเกล็ดดำลอบเช็ดเหงื่ออันเย็นยะเยือกของตน พลางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่า “เรียนนายท่าน เขาไล่ตามเซียนทุรชนเหล่านั้นไปขอรับ”
“เป็นเช่นนี้นี่เอง”
เย่ฉางชิงพยักหน้ารับรู้ จากนั้นจึงเอ่ยกับพวกบรรพบุรุษเกล็ดดำว่า “เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน มีบางเรื่องข้าอยากฟังความเห็นของพวกเจ้า”
ในตอนนั้นเอง เงาดำเงาหนึ่งพลันปรากฏขึ้นข้างกายของบรรพบุรุษเกล็ดดำ
เงาร่างนั้นก็คือ ผู้เฒ่าชุดดำ นั่นเอง
เย่ฉางชิงเห็นดังนั้น จึงเอ่ยถามขึ้นทันที “เสี่ยวเหย เซียนทุรชนเหล่านั้นเล่า ? ”
ผู้เฒ่าชุดดำชั่งใจอยู่สักพัก ก่อนจะประสานมือและเอ่ยว่า “เรียนนายท่าน ผู้น้อยสังหารพวกเขาจนสิ้นแล้วขอรับ”