เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 557 ข้ามิคิดเช่นนั้น
ตอนที่ 557 ข้ามิคิดเช่นนั้น
เมื่อได้ยินดังนั้น เย่ฉางชิงก็ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาเรียวยาวคู่นั้นวาววับขึ้นมาทันที
‘ป่าเถื่อนเพียงนี้เชียวหรือ ? ’
‘ถึงกับสังหารจนหมดได้ภายในช่วงเวลาสั้น ๆ ’
‘เจ้าคงมิใช่แค่อยากแสดงตัวโอ้อวดต่อหน้าข้าเฉย ๆ หรอกกระมัง ? ’
‘แต่เยี่ยงไรซะก็ขอให้สิ่งที่เจ้าเอ่ยมาเป็นความจริงก็แล้วกัน อย่าให้ข้าเห็นอีกนะว่ามีสภาพสะบักสะบอมหนีตายกลับมา’
คิดดังนั้น เย่ฉางชิงก็พยักหน้ารับรู้ ก่อนจะหมุนกายกวาดตามองทุกคนพร้อมกับเอ่ยว่า
“ทุกท่าน ข้ามีความคิดหนึ่ง และอยากฟังความคิดเห็นของพวกเจ้าเสียหน่อย”
สิ้นเสียงทุกคนก็มีสีหน้าสงสัยในทันที อดมิได้ที่จะลอบสบตากันเล็กน้อย
‘ท่านเย่มีความคิดอันใดงั้นหรือ ถึงอยากถามความคิดเห็นของพวกเรา’
‘เฮ้อ ! ’
‘สูงส่งถึงระดับนั้นแล้ว แต่กลับยังคงอ่อนน้อมถ่อมตนเพียงนี้’
‘จิตใจเช่นนี้ยากที่จะเทียบเคียงได้จริง ๆ ’
“ท่านเย่ เชิญเอ่ยมาได้เลยเจ้าค่ะ”
อวิ๋นจงเอี้ยนเอ่ยกับเย่ฉางชิงพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน
“นายท่าน มีสิ่งใดจะสั่งการ ขอเพียงท่านเอ่ยมาคำเดียว พวกเราจะทำตามทันทีโดยมิเสียดายชีวิตเลยขอรับ”
บรรพบุรุษปีศาจทะเลตนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยความเคารพ
เย่ฉางชิงพยักหน้าให้อีกครั้ง และสีหน้ายังคงเรียบนิ่ง จากนั้นก็ได้เงยหน้าขึ้นมองไปยังหมู่เมฆที่ไกลออกไป
“เรื่องเป็นเช่นนี้”
“ข้ามองว่าบนโลกนี้มีสรรพชีวิตมากมายอาศัยอยู่รวมกัน ทว่าผู้บำเพ็ญเพียรวิถีเซียนกับมนุษย์ธรรมดานั้น กลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง”
“อีกทั้งสิ่งที่เรียกว่าความโกลาหลอันดำมืดนี้ เป็นดังเช่นที่พวกเจ้าบอกเอาไว้นั่นคือวัฏจักรของยุค เนื่องจากปราณวิญญาณฟ้าดินถึงจุดวิกฤติ ไร้ซึ่งทางเลือกจึงก่อให้เกิดการชำระล้างครั้งใหญ่ขึ้น”
“แต่ต่อให้จะเป็นเช่นนั้น ข้ากลับมองว่าการชำระล้างเช่นนี้ควรพุ่งเป้าไปที่เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรวิถีเซียนเท่านั้น และมิควรทำให้คนธรรมดาทั่วไปเดือดร้อนไปด้วย ส่วนกลุ่มคนที่เรียกว่าเซียนทุรชนยิ่งสมควรเป็นผู้ที่จะต้องถูกชำระล้าง หาใช่ผู้ที่มีหน้าที่จัดการชำระล้างผู้อื่นไม่”
“พวกเจ้าคิดว่าเช่นไร ? ”
เอ่ยเพียงเท่านั้น เย่ฉางชิงเองก็มิรู้ว่าเกิดอันใดขึ้น
ทันใดนั้น
เปรี้ยง !
เปรี้ยง !
ส่วนลึกของชั้นเมฆพลันเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวขึ้น
คำกล่าวของเย่ฉางชิงราวกับสะท้อนกับมหามรรคาอันกว้างใหญ่ จึงทำให้เกิดเสียงฟ้าร้องดังขึ้นเป็นระลอกเช่นนี้
ส่วนร่างของเย่ฉางชิงในเวลานี้กลับมีแสงอันศักดิ์สิทธิ์แผ่ออกมา ไอหมอกลอยอบอวล ดูศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก
ร่างอันใหญ่โตและลึกลับร่างนั้นปรากฏขึ้นกลางอากาศ พลานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวที่ไร้รูปร่างกลุ่มหนึ่งแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ
ขณะเดียวกัน ถ้ำสวรรค์อันพิสดารทั้งหกก็ปรากฏขึ้นบนอากาศ พร้อมเสียงสวดมนต์ที่ดังระงมลอยออกมาจากถ้ำสวรรค์ทุกถ้ำ
เห็นดังนั้นเย่ฉางชิงก็เม้มริมฝีปากอย่างอดมิได้ พร้อมกับแสดงท่าทีเอือมระอาออกมา
‘เพียงแค่อยากจะปรึกษาเรื่องนี้กับคนอื่น ๆ เหตุใดถึงปรากฏนิมิตขึ้นมาได้ ? ’
‘อีกทั้งนิมิตยังน่าตกใจเพียงนี้ แล้วพวกเขาจะกล้าแสดงความคิดของตนออกมาเยี่ยงนั้นหรือ ? ’
เวลาผ่านไปมิกี่อึดใจ
เมื่อเห็นว่านิมิตในครั้งนี้มิมีทีท่าว่าจะหายไปง่าย ๆ
เย่ฉางชิงจึงเลิกสนใจกับนิมิต พร้อมกับหันไปเอ่ยถามอวิ๋นจงเอี้ยนแทน
“คุณหนูอวิ๋น เจ้าคิดว่าเยี่ยงไร ? ”
อวิ๋นจงเอี้ยนค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น มองเย่ฉางชิงที่เวลานี้มีท่าทางเคร่งขรึมและดูแปลกตา ก่อนเอ่ยออกมาจากใจจริงว่า
“เรียนท่านเย่ ผู้น้อยมองว่า”
“สรรพชีวิตมากมายบนโลกนี้ การมีอยู่ของทุกสรรพสิ่งย่อมต้องมีเหตุผล ส่วนวัฏจักรของยุคสมัย ความโกลาหลอันดำมืด หรือสิ่งที่เรียกว่าการชำระล้างครั้งใหญ่มิควรนำภัยพิบัติมาสู่มนุษย์ธรรมดาจริง ๆ เจ้าค่ะ”
“แม้จุดจบของยุคล้วนเกิดจากการที่ใช้ปราณวิญญาณฟ้าดินจนถึงจุดวิกฤติ แต่ตัวการที่แท้จริงของเรื่องนี้ก็คือเหล่าผู้แข็งแกร่งที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ระดับสูงสุดเจ้าค่ะ”
“เยี่ยงไรซะผู้บำเพ็ญเพียรวิถีเซียนเมื่อขึ้นมาถึงระดับนี้แล้ว มิว่าจะบำเพ็ญเพียรต่อหรือไม่ ล้วนแต่ต้องใช้ปราณวิญญาณฟ้าดินจำนวนมหาศาล ดังนั้นการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดจึงเป็นเช่นนี้เจ้าค่ะ”
เอ่ยถึงตรงนี้ อวิ๋นจงเอี้ยนก็เผยสีหน้าละอายใจออกมา พลางคำนับน้อย ๆ ให้แก่เย่ฉางชิง ก่อนจะทะยานขึ้นฟ้าหายเข้าไปยังส่วนลึกของหมู่เมฆ
“ท่านเย่ ผู้น้อยละอายใจยิ่งนัก นับตั้งแต่ปลายยุคก่อน ผู้น้อยก็ยังคงสะกดตบะบารมีเอาไว้จนถึงบัดนี้เจ้าค่ะ”
“แต่ท่านเย่ได้โปรดวางใจ เมื่อส่งท่านถึงเผ่าสวรรค์แล้ว ผู้น้อยก็จะไปยังเส้นทางโบราณทันที แต่หากโชคมิดีเกิดแปดเปื้อนสิ่งอัปมงคลเข้า ผู้น้อยขอรับปากว่าจะทำลายกายเนื้อและจิตวิญญาณของตนแน่นอนเจ้าค่ะ”
น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความละอายใจของอวิ๋นจงเอี้ยน ดังออกมาจากส่วนลึกของหมู่เมฆ
ในเมื่อนางเอ่ยเช่นนี้ต่อหน้าเย่ฉางชิงแล้ว นางก็จะต้องทำให้เป็นแบบอย่าง โดยการบรรลุสู่ระดับเทพพิภพ
จากนั้นค่อยไปยังเส้นทางโบราณ ตามหาโอกาสในการขึ้นไปยังแดนเซียนโบราณ
เปรี้ยง !
เมื่ออวิ๋นจงเอี้ยนปลดผนึกบนกายออก
ทันใดนั้นส่วนลึกของหมู่เมฆพลันเกิดฟ้าผ่าดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่ว
ถูกต้อง
ทัณฑ์สวรรค์พิฆาตของอวิ๋นจงเอี้ยนกำลังจะมาแล้ว
แต่นางกลับมีสีหน้าเรียบนิ่งไร้ซึ่งความหวาดกลัวและดูผ่อนคลายเป็นอย่างมาก
ทว่ามิรู้ว่าเพราะเหตุใดหลังจากที่นางเอ่ยประโยคนั้นออกมาด้วยความจริงใจแล้ว ก็เหมือนจะเกิดการรู้แจ้งและสามารถบรรลุได้อีกครั้ง
สำหรับนางแล้ว สิ่งนี้ถือเป็นโอกาสและวาสนาอันยิ่งใหญ่ก็ว่าได้ และการที่นางเอ่ยเช่นนั้นออกมา เพราะนางเองก็เคยคิดที่เอาไว้แล้วเช่นกัน
ก่อนหน้าหากมีผู้บำเพ็ญเพียรวิถีเซียนที่ต่อต้านเจตจำนงของนาง ส่วนใหญ่ล้วนถูกนางลงมือสังหารทั้งสิ้น ทว่าสำหรับมนุษย์ธรรมดา นางกลับรู้สึกเห็นใจมาโดยตลอด
แต่สิ่งที่นางคาดมิถึงก็คือ เพราะจิตใจเช่นนี้จึงทำให้นางได้รับโอกาสและวาสนาอันยิ่งใหญ่ในวันนี้
ถึงแม้ว่าความตั้งใจเดิมของนางคือสิ่งสำคัญ แต่เป็นเพราะนางได้รับคำชี้แนะจากท่านเย่จึงมีโอกาสเช่นนี้
……
……
เนื่องจากเคยเห็นความอัศจรรย์ตอนที่กู่เจิงเฟิงรับการทดสอบจากสวรรค์มาแล้ว
ดังนั้นเย่ฉางชิงในเวลานี้หาได้มีท่าทีประหลาดใจอีกไม่ เขาเพียงแค่ปรายตามองเล็กน้อย ก่อนจะหันมองไปคนอื่น ๆ
“เสี่ยวหง เจ้าคิดเห็นว่าเยี่ยงไร ? ”
เย่ฉางชิงเบนสายตาไปทางจ้าวปีศาจคิ้วแดงที่มีท่าทางหวาดหวั่น พลางเอ่ยถามขึ้น
จ้าวปีศาจคิ้วแดงถึงกับหน้าถอดสี พลางเอ่ยอย่างอึกอักว่า “นายท่าน ผู้น้อยมีความผิดที่ได้สังหารมนุษย์มานับมิถ้วนขอรับ”
เย่ฉางชิงโบกมือพลางเอ่ยว่า “ผู้ที่รู้ว่าตนเองผิดแล้วแก้ไขถือเป็นเรื่องดี ขอเพียงเจ้ารู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ทำ เชื่อว่าวันหน้าเจ้าจะได้ตระหนักและมิทำร้ายมนุษย์ธรรมดาง่าย ๆ อีก”
จ้าวปีศาจคิ้วแดงนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยถามออกมาอย่างสงสัยว่า “นายท่าน ข้ามีคำถามขอรับ”
เย่ฉางชิงจึงพยักหน้าและเอ่ยว่า “เอ่ยมาได้เลย”
จ้าวปีศาจคิ้วแดงเหลือบมองเย่ฉางชิง ก่อนจะเอ่ยอย่างยำเกรงว่า “นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในโลกบำเพ็ญเพียรเดิมทีก็เปรียบเสมือนปลาใหญ่กินปลาเล็ก เป็นโลกที่ผู้แข็งแกร่งเป็นใหญ่ และมนุษย์ธรรมดาเองก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของโลกบำเพ็ญเพียรใบนี้มิใช่หรือขอรับ ? ”
เย่ฉางชิงมิได้ตอบคำถามของเขา แต่กลับตั้งคำถามว่า “แล้วเคยมีผู้ใดมาแก้แค้นเจ้าหรือไม่ ? ”
จ้าวปีศาจคิ้วแดงรีบตอบทันที “เคยขอรับ มีครั้งหนึ่งข้าเกือบตายด้วยน้ำมือของผู้แข็งแกร่งที่เป็นมนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่งมาแล้วขอรับ”
เย่ฉางชิงยิ้มออกมา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “นี่ก็คือวัฏจักรของผลกรรม หากเจ้ามิสังหารมนุษย์ และจะมีผู้ใดมาแก้แค้นเจ้าได้ ? ”
“หากมิใช่เพราะเกลียดชังเจ้า บางทีทั้งชีวิตของเขาก็คงจะมิมายุ่งกับเจ้า และเป็นเพราะเจ้าที่ทำให้เขาหันเข้าสู่วิถีเซียน เพิ่มจำนวนผู้แข็งแกร่งให้แก่โลกบำเพ็ญเพียร”
“หากมิใช่เช่นนั้น พวกเขาจะมาไล่สังหารเจ้าด้วยเหตุใดกัน จะมาเป็นผู้บำเพ็ญเพียรวิถีเซียนและเพิ่มการใช้ปราณวิญญาณฟ้าดินทำไมกัน ? ”
คิ้วของจ้าวปีศาจคิ้วแดงค่อย ๆ คลายออก ดวงตาเป็นประกายขึ้นมา และแล้วก็เกิดความรู้แจ้งในสิ่งใหม่ขึ้น
“นายท่าน ผู้น้อยทราบแล้วขอรับ”
จ้าวปีศาจคิ้วแดงโค้งคำนับให้แก่เย่ฉางชิง ก่อนจะทะยานขึ้นฟ้าไปทันที
เห็นดังนั้นจ้าวปีศาจเสวียนอู๋และจ้าวปีศาจหน้าหยกก็เอ่ยขึ้นมาพร้อม ๆ กันว่า “นายท่าน พวกเราก็มีความผิดเช่นกันขอรับ”
เย่ฉางชิงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “รู้ตัวว่าตนเองทำผิดแต่อยากแก้ไขถือเป็นเรื่องดี”
เวลาผ่านไปมิถึงหนึ่งเคอ
จ้าวปีศาจเสวียนอู๋และจ้าวปีศาจหน้าหยกเองต่างก็ทะยานขึ้นฟ้าไปยังส่วนลึกของหมู่เมฆเช่นกัน
ตอนนั้นเอง หนิงซู่ซู่ที่ได้แต่กะพริบตาปริบ ๆ ก็เอ่ยขึ้นอย่างสงสัยว่า “ข้าเคยเห็นประโยคหนึ่งในตำราโบราณกล่าวเอาไวว่า ฟ้าดินไร้ปรานี สรรพสิ่งล้วนเท่าเทียม”
“ข้ามิคิดเช่นนั้น”
เย่ฉางชิงเอ่ยด้วยรอยยิ้มอย่างมิเห็นด้วย “อธิบายเช่นนี้ก็แล้วกัน”
“เต๋าไร้รูป กำเนิดฟ้าดิน เต๋าไร้จิต ขับเคลื่อนตะวันและจันทรา เต๋าไร้นาม หล่อเลี้ยงสรรพสิ่ง สิ่งนี้คืออำมหิตหรือปรานี ? ”
หนิงซู่ซู่ได้ยินดังนั้นถึงกับตกตะลึงในทันที