เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 563 พวกเรานั่งลงคุยกันดีกว่า
ตอนที่ 563 พวกเรานั่งลงคุยกันดีกว่า
ขณะที่ทั่วทั้งสวรรค์บูรพาเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างจากหน้ามือเป็นหลังมืออยู่นั้น สรรพสิ่งนับมิถ้วนต่างก็กำลังคาดเดาถึงตัวตนที่แท้จริงของนายท่านของเหล่ายอดฝีมือที่ไร้เทียมทานเหล่านี้
ใช้เวลาเพียงมิกี่วัน
เรือวิเศษที่พวกเย่ฉางชิงโดยสารมา ก็เข้าสู่เขตหยวนโจวอันเป็นที่ตั้งของเผ่าสวรรค์
“ท่านเย่ พวกเราได้เข้าสู่เขตแดนของหยวนโจวแล้ว ส่วนเผ่าสวรรค์ของข้าอยู่ทางทิศใต้ของหยวนโจวเจ้าค่ะ”
อวิ๋นจงเอี้ยนเดินมาหยุดอยู่ข้าง ๆ เย่ฉางชิง ก่อนจะเอ่ยพร้อมกับคำนับน้อย ๆ
เย่ฉางชิงพยักหน้ารับรู้ จากนั้นก็โบกมือส่งสัญญาณให้อวิ๋นจงเอี้ยนถอยออกไป
“ซู่ซู่”
เย่ฉางชิงถอนสายตากลับมา แล้วจึงหมุนกายไปหาหนิงซู่ซู่ พลางเอ่ยเรียกเสียงเบา
บรรพบุรุษนิกายกระบี่สวรรค์ผู้นี้ตามเขามา ก็นับว่าเป็นคู่บำเพ็ญเพียรในนามของเขาในตอนนี้
ส่วนตู๋กูชิงเฟิงตอนนี้เป็นผู้สืบทอดหญิงของเผ่าสวรรค์ และเคยเป็นคู่บำเพ็ญเพียรที่โลกเบื้องล่างของเขามาก่อน
อีกทั้งพวกนางก็ล้วนมองว่าเขาเป็นยอดฝีมือไร้เทียมทานในตำนานอันใดนั่น เช่นนั้นยอดฝีมือที่ไร้เทียมทาน ข้างกายจะมีคู่บำเพ็ญเพียรสักสองสามคนก็คงมิน่าเกลียดเกินไปหรอกกระมัง ?
อีกอย่างก็มีเพียงแค่พวกนางสองคนเท่านั้น
สิ้นเสียง หนิงซู่ซู่ที่ก้าวเข้าสู่ระดับเทพพิภพได้สำเร็จ เวลานี้จึงดูงดงามโดดเด่นยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า
นางนิ่งเงียบอยู่ชั่วขณะ จากนั้นก็ถอนสายตากลับมา พลางเอ่ยกับเย่ฉางชิงด้วยรอยยิ้ม “ฉางชิง ข้ารู้ว่าเจ้าจะเอ่ยอันใด ข้ามิโทษเจ้า ผู้ที่ยอดเยี่ยมเช่นเจ้า มิว่าสตรีนางใดล้วนไหวหวั่นเพราะเจ้าเป็นธรรมดา’
“และที่เจ้ายังคิดถึงจิตใจของข้า เท่านี้ข้าก็ดีใจมากแล้ว”
เย่ฉางชิง “……”
หนิงซู่ซู่ค่อย ๆ ยื่นมือออกไป จัดคอเสื้อให้เย่ฉางชิงเบา ๆ แล้วเอ่ยว่า “ผู้สืบทอดหญิงของเผ่าสวรรค์ท่านนี้ได้รับความรักจากเจ้า แสดงว่าจะต้องเป็นสตรีที่โดดเด่นแห่งยุคใช่หรือไม่ ? ”
มุมปากของเย่ฉางชิงโค้งขึ้นก่อนจะยิ้มหยันให้ตนเอง พลางเอ่ยอย่างมิเต็มเสียงว่า “ถูกต้อง นางเป็นสตรีที่โดดเด่นแห่งยุคจริง ๆ ”
“นางก็เหมือนกับเจ้า บำเพ็ญเพียรวิถีดนตรีเช่นกัน”
หนิงซู่ซู่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยอย่างหยอกเย้าว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนั้นถึงเวลาพวกเราสองคนคงต้องประลองฝีมือกันหน่อยแล้ว”
เย่ฉางชิงยิ้มออกมา ก่อนจะลองยื่นมือออกไปข้างหนึ่ง และดึงหนิงซู่ซู่เข้ามากอด
ร่างอ้อนแอ้นของหนิงซู่ซู่สะดุ้งเล็กน้อย ใบหน้ารูปไข่ปรากฏรอยแดงระเรื่อจากความเขินอายขึ้นทั้งสองข้างแก้ม
เพราะนับตั้งแต่นางบำเพ็ญเพียรมา นี่ถือเป็นครั้งแรกที่นางใกล้ชิดกับบุรุษมากถึงเพียงนี้
ยิ่งไปกว่านั้นยังถูกดึงเข้าไปกอดไว้อีกด้วย
นับตั้งแต่ที่นางได้พบเย่ฉางชิงที่เมืองกระบี่สวรรค์ นางก็เอาแต่คิดถึงภาพเช่นนี้ ความใกล้ชิดเช่นนี้นับครั้งมิถ้วน
ในตอนนั้นเอง อวิ๋นจงเอี้ยนที่หันกลับมาอีกครั้ง เมื่อได้เห็นภาพตรงหน้าแม้ภายในใจอดที่จะรู้สึกอิจฉามิได้ ทว่าใบหน้าขาวผ่องนั้นก็ยังคงมีรอยยิ้มเรียบ ๆ ประดับเอาไว้
จนเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วยาม
เรือวิเศษที่มุ่งหน้าไปทางทิศใต้ ในที่สุดก็เข้าสู่เขตแดนของเผ่าสวรรค์
ไกลออกไปมีเมฆหมอกปกคลุมอยู่หนาทึบ ขุนเขาเรียงรายสลับซับซ้อน ทิวทัศน์อันงดงามชวนมอง
ส่วนลึกเข้าไปในทิวเขา มีอาคารโบราณเรียงรายให้เห็นอยู่ราง ๆ บางครั้งก็มีลำแสงอันตระการตาพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นระยะ
มิเพียงเท่านั้น ยังมีน้ำตกและเกาะลอยฟ้า เสียงวิหคขับขาน หมอกแสงเปล่งประกายระยิบระยับไปทั่วบริเวณ
เมื่อมองดูแล้วราวกับแดนสวรรค์ก็มิปาน
เนื่องจากเป็นช่วงปลายยุค ความโกลาหลอันดำมืดได้ก่อกำเนิดขึ้น
รอบนอกของเผ่าสวรรค์เวลานี้จึงมีผู้แข็งแกร่งวิถีเซียนจำนวนมากรวมตัวกันอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทานระดับบรรพบุรุษมาประจำการอยู่ด้วย
เมื่อเรือวิเศษลำนี้ปรากฏขึ้นบนท้องนภา
ทันใดนั้น เบื้องล่างก็เกิดความโกลาหลขึ้นภายในพริบตา
“ดูนั่น เรือวิเศษ ! ”
“เจ้าเด็กคนนี้ ยังกล้าใช้มุกเดิมมาหลอกข้าอีกเยี่ยงนั้นหรือ วันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้าแทนพ่อเจ้าเอง”
“ท่านอาหลาน ครั้งนี้ข้ามิได้โกหกท่านนะขอรับ นั่นเป็นเรือวิเศษที่เทียบได้กับสมบัติล้ำค่าของท่านบรรพบุรุษท่านนั้นจริง ๆ ขอรับ”
“หืม ? เป็นเรือวิเศษของบรรพบุรุษท่านนั้นจริง ๆ ด้วย”
“พวกเจ้ารีบไปแจ้งคนอื่น ๆ ให้ออกมาต้อนรับท่านบรรพบุรุษเดี๋ยวนี้”
“ท่านอาหลาน ท่านว่าคนที่นามว่าเย่ฉางชิงอันใดนั่น จะน่าไร้เทียมทานดังเช่นที่อวิ๋นซีกล่าวเอาไว้หรือไม่ขอรับ ? ”
“เรื่องนี้ข้าจะไปรู้ได้เยี่ยงไร……”
“ท่านอาหลาน บุรุษที่ยืนอยู่บนหัวเรือผู้นั้น คงมิใช่เจ้าคนที่ชื่อเย่ฉางชิงอันใดนั่นหรอกกระมัง ? ”
“สงสัยจะเป็นคนที่ดูดีแค่ภายนอกเสียกระมัง หล่อเหลาถึงเพียงนี้ ทว่า……”
“หุบปาก หากคนผู้นี้มิใช่คนธรรมดาดังเช่นที่ผู้สืบทอดหญิงบอกแล้วล่ะก็ คำกล่าวเช่นนี้ของเจ้ามีโอกาสสูงที่เขาอาจได้ยิน”
“……”
“……”
มินาน เมื่อเรือวิเศษค่อย ๆ ลดความเร็วลง
ด้านล่างพลันส่งเสียงดังกึกก้องขึ้นทันที
“ขอต้อนรับท่านบรรพบุรุษกลับเผ่า ! ”
“ขอต้อนรับท่านบรรพบุรุษกลับเผ่า……”
เย่ฉางชิงได้ยินดังนั้น จึงหันไปยิ้มให้กับอวิ๋นจงเอี้ยน
ทว่าอวิ๋นจงเอี้ยนกลับยิ้มให้อย่างจืดเจื่อน พลางส่ายหน้าอย่างระอา
ในตอนนั้นเอง ร่าง ๆ หนึ่งก็ได้ปรากฏขึ้นบนเรือวิเศษราวกับภูตผี
“จงเอี้ยน ในที่สุดเจ้าก็กลับมาสักที”
สิ้นเสียง ผู้เฒ่าชุดขาวร่างท้วม ศีรษะขาวโพลน ไอพลังถูกสะกดไว้จนหมดก็ขึ้นปรากฏกายขึ้นสู่สายตา
ผู้เฒ่าชุดขาวเอ่ยไปก็ปรายตามองเย่ฉางชิงอย่างพิจารณาไปพลาง
“ดูมีฝีมือมิเลวจริง ๆ มิน่าเล่าอวิ๋นซีถึงได้ยึดมั่นถึงเพียงนี้ และร่ำร้องว่าต้องพบหน้าเจ้าก่อนเข้าโถงบรรพชนสักครั้งให้ได้”
ผู้เฒ่าชุดขาวลูบหนวด พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “แต่ความสามารถในการปกปิดไอพลังของเจ้านั้นถือว่ามิเลวจริง ๆ แม้ตบะบารมีเช่นข้าก็ยังมิอาจสัมผัสได้”
“หากมิมีสิ่งใดผิดพลาดแล้วล่ะก็ คงมีสมบัติโบราณวิเศษอันใดอยู่……”
ทว่าขณะที่ผู้เฒ่าชุดขาวเอ่ยยังมิทันจบประโยค
อวิ๋นจงเอี้ยนที่มีสีหน้าเคร่งขรึม ท่าทางเต็มไปด้วยความโมโห
“อวิ๋นหัวฉาง ! ”
อวิ๋นจงเอี้ยนเอ่ยเรียกผู้เฒ่าชุดขาวด้วยน้ำเสียงอันเย็นยะเยือก
ทว่าเมื่อนางชำเลืองไปทางเย่ฉางชิง กลับพบว่าเย่ฉางชิงยังคงมีสีหน้าเรียบนิ่ง และโบกมือปัดน้อย ๆ เท่านั้น
เพราะสำหรับเย่ฉางชิงแล้ว ผู้เฒ่าตรงหน้าผู้นี้ถือเป็นผู้แข็งแกร่งที่มีอยู่มิมากนัก ที่มิได้มองว่าเขาคือยอดฝีมือที่ไร้เทียมทาน เพียงเพราะใบหน้าและท่าทางภายนอกของเขา ตั้งแต่ที่เขาบังเอิญมายังโลกเซียนแห่งนี้
ความรู้สึกเช่นนี้มิเลวทีเดียว
“จงเอี้ยน มีอันใดงั้นหรือ ? ”
ผู้เฒ่าชุดขาวที่มีนามว่าอวิ๋นหัวฉางเลิกคิ้วขึ้น พลางเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย “หรือข้าเอ่ยอันใดผิดไปเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
อวิ๋นจงเอี้ยนสีหน้าแดงก่ำเพราะความโมโห และกระตุกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
อวิ๋นหัวฉางหัวเราะออกมาอย่างมิแยแส ก่อนจะถามเย่ฉางชิงว่า “เด็กน้อย ข้าเอ่ยอันใดผิดไปเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
‘เด็กน้อย ? ’
เมื่อได้ยินคำเรียกขานเช่นนี้ มิเพียงอวิ๋นจงเอี้ยนเท่านั้นที่รู้สึกเดือดดาล แม้แต่หนิงซู่ซู่เองก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปเช่นกันอย่างอดมิได้
“ท่านจะไร้มารยาทเกินไปแล้วกระมัง ? ”
อวิ๋นจงเอี้ยนนั้นมิกล้าขัดเจตนารมณ์ของเย่ฉางชิง
ทว่าหนิงซู่ซู่มิใช่
เอ่ยเพียงเท่านั้น หนิงซู่ซู่ก็ระเบิดพลังออกมา ไอพลังอันรุนแรงระดับเทพพิภพปะทุขึ้นภายในพริบตา
ทันใดนั้น แม้แต่เรือวิเศษก็ยังสั่นคลอนอย่างมิอาจควบคุมได้
“ระดับเทพพิภพงั้นหรือ ? ”
อวิ๋นหัวฉางขมวดคิ้วน้อย ๆ ก่อนจะเบนสายตาและเอ่ยกับหนิงซู่ซู่ด้วยรอยยิ้มว่า “คิดว่าท่านคงเป็นคนคุ้มครองเด็กน้อยผู้นี้กระมัง ? ”
“ท่านอย่าได้เข้าใจผิดไป ข้ามิได้มีจิตคิดร้ายอันใด เพียงแต่นานมากแล้วที่มิได้พบเด็กน้อยที่ดูโดดเด่นเช่นนี้ จึงอดมิได้ที่จะสงสัยก็เท่านั้น”
ตอนนั้นเอง ระหว่างที่หนิงซู่ซู่มีท่าทางเกรี้ยวกราด หมายที่จะลงมือกับอีกฝ่ายนั้น
“มิเป็นไร”
เย่ฉางชิงและหนิงซู่ซู่สบตากันเล็กน้อย ก่อนจะหันไปเอ่ยกับอวิ๋นหัวฉางด้วยรอยยิ้มว่า “พวกเรานั่งลงคุยกันดีกว่า”