เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 566 มิทราบว่าท่านจะประลองกับข้าได้หรือไม่
ตอนที่ 566 มิทราบว่าท่านจะประลองกับข้าได้หรือไม่
การบรรลุต่อเนื่องที่เกิดขึ้นอย่างมิมีปี่มีขลุ่ยนี้
มิเพียงมิได้ทำให้เย่ฉางชิงรู้สึกดีใจ แต่กลับยิ่งทำให้รู้สึกวิตกกังวลถึงอันใดบางอย่าง
เรื่องของระดับในการบำเพ็ญเพียรนั้น เขายังพอมีความเข้าใจอยู่บ้าง
ตามหลักปกติหลังจากระดับแดนก่อกำเนิดไปแล้ว ทุกครั้งที่เกิดการบรรลุจะมีทัณฑ์สวรรค์พิฆาตเกิดขึ้น
โดยเฉพาะตอนที่รับการทดสอบจากสวรรค์ จะเกิดทัณฑ์สวรรค์พิฆาตลงมาต่อเนื่องเก้าสาย หากมิระวังอาจจะทำให้คนผู้นั้นเสียสติได้
ส่วนตัวเขานั้น
เพียงแค่มีภาพที่มิปะติดปะต่อเกิดขึ้นในหัวเท่านั้น
ทว่าหลังจากที่เขาได้สติอีกครั้ง ตบะบารมีก็เลื่อนขึ้นถึงระดับเทวาในตำนานเสียแล้ว
ระดับเทวาเชียวนะ !
นี่เป็นถึงระดับเทวาในตำนานเชียวนะ !
ผู้บำเพ็ญเพียรวิถีเซียนนับมิถ้วน ต่างมุ่งมั่นบำเพ็ญเพียรด้วยความยากลำบากมานับร้อย ๆ ปี บางคนใช้เวลาถึงพันปีก็ยังมิสามารถเลื่อนขั้นถึงระดับนี้ได้
ส่วนเขากลับบรรลุมาถึงระดับนี้ได้โดยมิทันรู้ตัวเสียด้วยซ้ำ
‘เป็นเพราะอันใดกันแน่ ! ’
‘หรือจะเป็นเหมือนกับที่ทุกคนเข้าใจผิดกัน ตัวตนที่แท้จริงของข้าเป็นผู้ที่อยู่เหนือการคาดเดาทั้งปวง’
‘แต่ตอนนี้ได้ผนึกความทรงจำและตบะบารมีเอาไว้ จากนั้นก็ไปยังโลกเบื้องล่างและขึ้นมาบนสวรรค์บูรพา เพื่อสัมผัสความยากลำบากในการบำเพ็ญเพียรของสรรพสัตว์บนโลกงั้นหรือ ? ’
‘แต่ข้ามิรู้สึกถึงสิ่งใดเลยนะ’
‘อีกอย่างต่อให้จะผนึกความทรงจำเอาไว้ ก็ควรให้ข้าได้รู้ว่ามันเกิดอันใดขึ้นกันแน่ ! ’
‘จริงสิ ! ’
‘หรือกลหมากนี้จะมีปัญหา ? ’
คิดได้ดังนั้น เย่ฉางชิงจึงจ้องมองไปที่กระดานหมากอีกครั้ง รวมทั้งสัมผัสถึงไอพลังลึกลับที่แผ่ออกมาจากกระดานหมาก
การที่เขาบรรลุอย่างเงียบ ๆ เช่นนี้ เกี่ยวข้องกับกลหมากบนกระดานจริง ๆ ด้วย
‘หากเป็นเช่นนั้นจริง ต่อไปข้าคงต้องเลิกเดินหมากแล้ว’
หลังจากนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เมื่อเย่ฉางชิงได้สติอีกครั้ง เรือวิเศษก็ลอยอยู่บนท้องฟ้าใจกลางเผ่าสวรรค์แล้ว
“ท่านเย่ เรือวิเศษอยู่บนท้องฟ้าใจกลางเผ่าสวรรค์ของข้าแล้วเจ้าค่ะ เราจะลงไปตอนนี้เลยหรือไม่เจ้าคะ ? ”
อวิ๋นจงเอี้ยนเดินมาตรงหน้าของเย่ฉางชิงเงียบเชียบ ก่อนจะโค้งคำนับพร้อมกับเอ่ยถามขึ้น
เห็นได้ชัดว่าสายตาที่อวิ๋นจงเอี้ยนมองเย่ฉางชิงในเวลานี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เพราะตอนนี้แววตาของนางกลับเต็มไปด้วยความยำเกรง
“ถึงแล้ว……”
เย่ฉางชิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองหนิงซู่ซู่อย่างอดมิได้ จากนั้นจึงเอ่ยว่า “ในเมื่อถึงแล้ว เช่นนั้นพวกเราก็ลงไปกันเถอะ”
อวิ๋นจงเอี้ยนพยักหน้าเบา ๆ แล้วจึงเพ่งสมาธิ จากนั้นเรือวิเศษก็ได้ลอยลงมายังเบื้องล่างทันที
เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งเคอ
ด้วยการควบคุมอย่างระมัดระวังของอวิ๋นจงเอี้ยน ในที่สุดเรือวิเศษก็ค่อย ๆ ลงจอดบนจัตุรัสหินวิญญาณสีเขียวอันกว้างใหญ่แห่งหนึ่งอย่างปลอดภัย
พื้นจัตุรัสแห่งนี้ถูกปูด้วยหินวิญญาณสีเขียวขนาดใหญ่ ปกคลุมไปด้วยหมอกหนาทึบลอยอบอวลจนสูงถึงระดับเข่า
รอบ ๆ มีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่โต แผ่กลิ่นอายโบราณออกมา
ส่วนบนท้องนภามีน้ำตกลอยฟ้า เสียงวิหคขับขาน เมฆหมอกปกคลุม เกาะลอยฟ้าและตำหนักมากมายกระจัดกระจายไปทั่ว
เมื่อมองออกไปที่นี่ราวกับแดนสวรรค์อันเก่าแก่ก็มิปาน ทั้งยังแผ่ไอสังหารที่บางเบาออกมาอีกด้วย
จากนั้นก็พบว่ารอบเรือวิเศษได้มีคนห้อมล้อมอยู่เต็มไปหมด แต่ละคนมีท่าทางที่มิธรรมดา และล้วนเป็นคนของเผ่าสวรรค์ทั้งสิ้น
เมื่อคนของเผ่าสวรรค์นับร้อยคนเห็นอวิ๋นจงเอี้ยน ต่างก็โค้งคำนับลงอย่างพร้อมเพรียง ด้วยท่าทางเคารพยำเกรงยิ่ง
“ผู้น้อยคารวะท่านบรรพบุรุษ ! ”
สิ้นเสียงอวิ๋นจงเอี้ยนถึงกับทำตัวมิถูก
ใบหน้าของนางแดงก่ำขึ้นมาด้วยความมิพอใจ ก่อนจะลอบชำเลืองมองเย่ฉางชิง
‘เจ้าเด็กพวกนี้นี่มันอันใดกัน ! ’
‘ปกติมักจะเข้าฌานบำเพ็ญเพียรกันแทบทั้งหมด แล้วเหตุใดวันนี้ถึงได้มารวมตัวกันที่นี่ได้ ? ’
‘อีกอย่างยังวางท่าต่อหน้าท่านเย่เช่นนี้ มิเท่ากับจงใจทำให้ข้าอับอายหรอกหรือ ? ’
‘จริงสิ ! ’
‘ท่านเย่เป็นผู้ที่อวิ๋นซีให้ตามหานี่นา ! ’
‘อีกทั้งอวิ๋นซียังเป็นผู้สืบทอดหญิงของเผ่าสวรรค์ ทุกคนต่างรู้ดีว่าผู้ที่มีนิสัยเย็นชาเช่นนางนั้น คร่ำครวญถึงเพียงท่านเย่เท่านั้น’
‘การที่เวลานี้พวกเขามารวมตัวกันที่นี่ คงมิได้ต้องการทดสอบอันใดท่านเย่หรอกกระมัง ? ’
ระหว่างที่อวิ๋นจงเอี้ยนกำลังคาดเดาอยู่ภายในใจนั้น
สายตาของคนในเผ่าสวรรค์หลายร้อยคน ต่างจับจ้องไปที่เย่ฉางชิงจนเป็นตาเดียว
“หากมิมีสิ่งใดผิดพลาดแล้วล่ะก็ เขาก็คือคนที่ผู้สืบทอดหญิงคร่ำครวญหากระมัง ? ”
“เพื่อให้ผู้สืบทอดหญิงยอมเข้าไปในหอบรรพชน ท่านบรรพบุรุษถึงกับออกหน้าด้วยตนเอง ดังนั้นผู้ที่ท่านบรรพบุรุษพากลับมาด้วยย่อมเป็นผู้ที่มีนามว่าเย่ฉางชิงเป็นแน่”
“แต่ดูเหมือนมิใช่ เจ้าคนผู้นี้มิมีไอพลังวิถีเซียนบนกายเลยแม้แต่น้อย นอกจากรูปลักษณ์และท่าทางของเขาแล้ว ยังมิพบสิ่งใดที่เหนือกว่าผู้อื่นอีกเลย”
“หรือว่า……หรือว่าผู้สืบทอดหญิงเพียงแค่ชื่นชอบความหล่อเหลาของเขา ? ”
“มิจริง ผู้สืบทอดเผ่าสวรรค์ของเราจะเป็นคนที่มีความคิดตื้นเขินเช่นนั้นได้เยี่ยงไรกัน ? ”
“……”
“……”
ทว่าระหว่างที่คนของเผ่าสวรรค์หลายร้อยคน กำลังส่งเสียงกระซิบกระซาบกันอยู่นั้น
เสียงที่เต็มไปด้วยความยั่วยุเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง
“ข้า อวิ๋นเหอ วันนี้ตั้งใจมาขอท้าดวล มิทราบว่าท่านจะประลองกับข้าได้หรือไม่ ! ”
ยังมิทันสิ้นเสียง กลุ่มคนที่อยู่ทางด้านหลังก็เริ่มเกิดความโกลาหลขึ้น ก่อนที่กลุ่มคนจะแหวกทางให้โดยถอยออกเป็นสองฝั่ง
ก่อนจะพบว่าเป็นบุรุษหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลา คิ้วคมเข้มและดวงตาเปล่งประกายคมกล้า สวมชุดผ้าแพรสีขาวและก้าวเดินออกมาด้านหน้าอย่างมั่นคง
อีกทั้งบุรุษหนุ่มผู้นี้หาได้ดูธรรมดาดังเช่นที่เห็นภายนอกไม่
ร่างของเขาปกคลุมด้วยพลังอันแข็งแกร่ง รอบกายมีแสงเปล่งประกาย ราวกับยอดฝีมือก็มิปาน
ใช่แล้ว !
บุรุษหนึ่งผู้นี้ก็คือผู้กล้าไร้เทียมทานของเผ่าสวรรค์ที่มิได้พบเจอมาหลายยุคหลายสมัย
อวิ๋นเหอ !
นับตั้งแต่บำเพ็ญเพียรมา เขาก็โดดเด่นกว่าคนรุ่นเดียวกันด้วยการเป็นผู้ไร้พ่าย
จนมาถึงบัดนี้เขาใช้เวลาเพียงห้าร้อยปีก็สามารถก้าวเข้าสู่ระดับเทวาได้แล้ว
มิเพียงเท่านั้นเวลานี้เขายังอยู่ห่างจากระดับเทพพิภพเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น
แค่คิดก็รู้แล้วว่าคุณสมบัติวิถีเซียนของอวิ๋นเหอผู้นี้สูงส่งเพียงใดกัน !
แต่สิ่งที่ทุกคนคาดมิถึงก็คือ ผู้กล้าไร้เทียมทานเช่นอวิ๋นเหอ ภายภาคหน้าจะต้องเป็นผู้ที่ขึ้นไปอยู่ในจุดสูงสุดของวิถีเซียนอย่างแน่นอน
ทว่าเมื่อสองร้อยปีก่อน บรรพบุรุษที่บำเพ็ญเพียรวิถีการทำนายท่านหนึ่งก่อนที่จะละสังขาร เคยทำนายอนาคตของอวิ๋นเห่อเอาไว้
ว่าสุดท้ายจะถูกการครอบงำจากมหามรรคา ซึ่งนั่นเป็นเพียงแค่คำนายที่กล่าวเอาไว้แบบส่ง ๆ
โดยวิธีแก้ก็คือให้เขาเข้าฌานเป็นเวลาห้าร้อยปีห้ามออกมา จะสามารถบรรลุพันธนาการของเผ่าสวรรค์ ขึ้นสู่จุดสูงสุดของวิถีเซียนได้
หากมิถึงกำหนดเวลา จะต้องตายอย่างแน่นอน !
ดังนั้นอวิ๋นเห่อจึงได้ทำตามคำทำนายนี้อย่างเคร่งครัด โดยเข้าฌานและมิออกมาอีก
แต่เป็นเพราะเขาบำเพ็ญเพียรมานานเกินไป อีกทั้งนับตั้งแต่บำเพ็ญเพียรมาทุกอย่างก็ราบรื่นจนน่าเหลือเชื่อ จึงทำให้จิตใจของเขาแตกต่างจากคนรุ่นเดียวกันอย่างมาก
และหลังจากอวิ๋นซีเข้ามายังเผ่าสวรรค์ได้มินาน ในที่สุดเขาก็ได้ออกจากฌาน
จากนั้นเมื่อรู้ว่าอวิ๋นซีมีความสามารถเทียบเคียงกับตนได้ ทั้งยังเคยสัมผัสด้วยตนเองมาแล้ว จึงทำให้เขาหลงรักอวิ๋นซีขึ้นมา
ทว่าสิ่งที่เขาคาดมิถึงก็คือ อวิ๋นซีกลับมีชายในดวงใจอยู่แล้ว
ดังนั้นเมื่อทราบข่าวว่าวันนี้เย่ฉางชิงจะมาถึงเผ่าสวรรค์ เขาจึงรีบมาที่นี่โดยทันที
และเขาจะต้องทำตามสิ่งที่ตนเคยลั่นวาจาเอาไว้
นั่นคือต้องบดขยี้เย่ฉางชิงผู้นี้ท่ามกลางสายตาของทุกคนให้จงได้
หลังจากอวิ๋นเหอปรากฏกายขึ้น คนของเผ่าสวรรค์แม้จะมิกล้าบุ่มบ่าม เนื่องจากยำเกรงในตัวของท่านบรรพบุรุษอวิ๋นจงเอี้ยน แต่ท่าทางคลุ้มคลั่งของพวกเขาก็ยังยากที่จะปิดเอาไว้ได้
แต่สิ่งที่ทุกคนคาดมิถึง ก็คือ หลังจากที่ท่านบรรพบุรุษของพวกเขาได้ยินประโยคนี้แล้ว ร่างทั้งร่างพลันแข็งค้างราวกับหิน
ต่อมาหลังจากที่ได้สติแล้ว
อวิ๋นจงเอี้ยนก็ลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนรีบก้าวไปด้านหน้าหมายจะปรามคำพูดจาที่ไร้มารยาทของอวิ๋นเหอ
ทว่าในตอนนั้นเอง เย่ฉางชิงกลับโบกมือไปมาอย่างมิใส่ใจให้อวิ๋นจงเอี้ยนเสียก่อน
“มิเป็นไร เขาเพียงแค่อยากท้าดวลกับข้ามิใช่หรือ เช่นนั้นข้าก็จะประลองกับเขาเอง” เย่ฉางชิงเอ่ยด้วยท่าทางสงบนิ่ง มุมปากประดับเอาไว้ด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
ซึ่งเย่ฉางชิงเองก็มีจุดประสงค์อื่นซ่อนอยู่เช่นกัน
‘ในเมื่อมาเยือนเผ่าสวรรค์ของพวกเจ้า เช่นนั้นก็ให้ข้าได้แสดงความสูงส่งให้พวกเจ้าได้ประจักษ์หน่อยก็แล้วกัน’
‘ชิงเฟิงจะได้รู้ว่าข้ามาหานางแล้ว ดังนั้นเจ้าก็มิต้องเข้ามายุ่ง’