เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 570 คำสาปของเผ่าสวรรค์
ตอนที่ 570 คำสาปของเผ่าสวรรค์
ใช่แล้ว !
สตรีผู้งดงามไร้ที่ตินางนี้ก็คือ ตู๋กูชิงเฟิง นั่นเอง
แต่นางในเวลานี้หาได้เผยท่าทางเก่งกาจออกมาไม่
ดวงตาเรียบนิ่ง ท่าทางสงบเยือกเย็น ให้ความรู้สึกสดชื่นแจ่มใส
“ฉางชิง……เขามาหรือยัง ? ”
ตู๋กูชิงเฟิงกะพริบตาปริบ ๆ บนใบหน้างามที่ไร้ซึ่งตำหนิอดมิได้ที่จะเผยสีหน้าสับสนออกมา
จากนั้นนางก็ลุกขึ้นยืน พลางกวาดตามองไปรอบกาย
ในตอนนั้นเอง ร่างสูงโปร่งร่างหนึ่งก็ได้เหาะเข้ามา ทุกที่ที่เข้าเหาะผ่านไอหมอกอันหนาแน่นพลันค่อย ๆ เปิดออก
“ชิงเฟิง……”
เป็นเย่ฉางชิงที่เหาะเข้ามาหา
เมื่อเขาได้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ใบหน้าหล่อเหลาพลันเต็มไปด้วยความสับสน
“ฉางชิง……เป็นเจ้าจริงหรือ ? ”
บนใบหน้าของตู๋กูชิงเฟิงเองก็เต็มไปด้วยความสับสนเช่นเดียวกัน
เดิมทีนางคิดว่าสวรรค์บูรพาที่พวกเขาอยู่ในตอนนี้ คือปลายทางของวิถีเซียนแล้ว
ทว่าหลังจากที่นางได้เข้ามาอยู่ในเผ่าสวรรค์แล้ว จึงได้รู้ว่าเหนือสวรรค์บูรพา ยังมีแดนเซียนโบราณในตำนาน
อีกทั้งการกระทำหลายอย่างของเย่ฉางชิงตอนอยู่โลกเบื้องล่าง ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาจะต้องเป็นผู้ที่อยู่เหนือสวรรค์บูรพาขึ้นไปอีกอย่างแน่นอน
ดังนั้นการที่อวิ๋นจงเอี้ยนออกไปตามหาเย่ฉางชิง นางจึงมิได้ตั้งความหวังเอาไว้มากนัก
แต่สุดท้ายสิ่งที่ทำให้นางคาดมิถึงก็คือ อวิ๋นจงเอี้ยนจะสามารถพาเย่ฉางชิงมายังเผ่าสวรรค์ได้จริง ๆ
บัดนี้ยังมาปรากฏกายต่อหน้านางอีกด้วย
คิดถึงตรงนี้ใบหน้าอันงดงามของตู๋กูชิงเฟิง ก็เผยรอยยิ้มที่มิเคยยิ้มให้ผู้ใดมาก่อน
ทว่าภายในนัยน์ตาหงส์คู่นั้น กลับห้ามมิได้ที่จะคลอไปด้วยหยาดน้ำตา
เย่ฉางชิงจ้องไปที่ตู๋กูชิงเฟิง พร้อมกับพยักหน้าให้ ก่อนจะเอ่ยว่า “ชิงเฟิง ข้าเอง”
สิ้นเสียงตู๋กูชิงเฟิงพลันทะยานขึ้นเหาะไปหาเย่ฉางชิงในทันที ก่อนจะพุ่งเข้าหาอ้อมกอดของเย่ฉางชิงโดยมิลังเล
“ฉางชิง ข้าคิดว่าจะมิได้พบหน้าเจ้าอีกแล้ว แต่ผู้ใดเลยจะคิดว่าเจ้าเองก็ยังอยู่ที่สวรรค์บูรพานี้เช่นกัน”
ตู๋กูชิงเฟิงกอดเย่ฉางชิงแน่น พร้อมกับเอ่ยออกมาด้วยความตื่นเต้นดีใจ
เย่ฉางชิงลังเลชั่วขณะ ก่อนจะใช้ฝ่ามือลูบแผ่นหลังบางของตู๋กูชิงเฟิงเบา ๆ
“ชิงเฟิง เจ้าเอ่ยเกินไปแล้ว”
เย่ฉางชิงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “จะมิได้พบกับข้าอีกได้เยี่ยงไร ก็แค่สวรรค์บูรพาเท่านั้นเอง ขอเพียงข้าอยากเจอหน้าเจ้าจะหาเจ้ามิพบได้เยี่ยงไรกัน”
เดิมทีเย่ฉางชิงอยากจะบอกว่าขนาดเจ้าแห่งสวรรค์บูรพา แค่เพียงพบหน้าเขายังต้องเรียกเขาว่าผู้อาวุโสเลยด้วยซ้ำ ขอเพียงแค่เขาต้องการก็สามารถออกคำสั่งได้ทันที
แต่เยี่ยงไรซะพวกเขาก็ห่างกันมานานหลายปี หากจู่ ๆ เอ่ยถึงบุคคลอื่นอย่างเจ้าแห่งสวรรค์บูรพา ก็จะดูมิค่อยเหมาะสมเท่าไรนัก
อีกอย่างหลี่เสวียนเทียนมีท่าทางเกรงกลัวเขาตั้งแต่ที่พบกันครั้งแรก ดังนั้นผู้ที่เรียกตนเองว่าเจ้าแห่งสวรรค์บูรพา ยังคงต้องรอดูไปก่อนว่าใช่ตัวจริงหรือไม่
สิ้นเสียง ทั้งสองก็เอ่ยขึ้นมาแทบจะพร้อมกัน
“เจ้าสบายดีหรือไม่ ? ”
……
……
อีกด้านหนึ่ง
หลังจากอวิ๋นจงเอี้ยนมองเย่ฉางชิงเข้าไปในค่ายกลรวมวิญญาณ ที่ปกคลุมไปด้วยไอหมอกแล้ว
สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปทันที
คิ้วของนางขนวดน้อย ๆ พลางเผยสีหน้าเคร่งเครียดออกมาทันที
บัดนี้นางก้าวเข้าสู่ระดับเทพพิภพแล้ว
อีกทั้งยังรับปากเย่ฉางชิงไปแล้วว่าต่อจากนี้นางจะไปยังเส้นทางโบราณ เพื่อตามหาโอกาสในการขึ้นไปยังแดนเซียนโบราณ
ทว่าสำหรับผู้แข็งแกร่งวิถีเซียนคนอื่น ๆ แล้วการไปยังเส้นทางโบราณ บางทีอาจจะพบโอกาสในการขึ้นไปยังแดนเซียนโบราณได้ก็จริง
แต่สำหรับเผ่าสวรรค์ของพวกเขาแล้ว การขึ้นไปยังเส้นทางโบราณนั้นก็เป็นแค่เพียงทางตันเท่านั้น
ต่อให้สามารถหาโอกาสในการขึ้นไปแดนเซียนโบราณได้จริง ก็จะต้องดับสูญด้วยทัณฑ์สวรรค์พิฆาตสายสุดท้ายอยู่ดี
มิรู้ว่ามันเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อใดและมิรู้ว่าเกิดจากสาเหตุใด
เผ่าสวรรค์ของพวกเขา แม้ว่าจะถูกขนานนามว่าเผ่าสวรรค์ แต่กลับถูกสวรรค์ลงโทษซะได้
กล่าวอีกนัยก็คือ เผ่าสวรรค์สามารถเป็นเผ่าที่ยิ่งใหญ่ในสวรรค์บูรพา แต่หากต้องการไปจากสวรรค์บูรพากลับเป็นไปมิได้เด็ดขาด
หรือว่าทั้งหมดนี้จะเป็นคำสาป
คิดถึงตรงนี้อวิ๋นจงเอี้ยนย่างกรายไปบนอากาศ พลางแบมือออก
จากนั้นนางก็เพ่งสมาธิ ทันใดนั้นสัญลักษณ์โบราณที่แผ่ไอพลังประหลาดเก่าแก่และซับซ้อนสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้น
มิใช่ !
เอ่ยให้ถูกก็คือสิ่งนี้เป็นคำสาปเก่าแก่อย่างหนึ่งนั่นเอง
ตั้งแต่โบราณมาทั่วทั้งเผ่าสวรรค์
คนในเผ่าสวรรค์แทบทุกคนนับตั้งแต่เกิดมา บนฝ่ามือจะมีคำสาปเช่นนี้ปรากฏขึ้น
อวิ๋นจงเอี้ยนเองก็มิมีข้อยกเว้น
ซึ่งเผ่าสวรรค์เองก็ต้องการขจัดคำสาปนี้ จนในที่สุดหลังจากทำการค้นหามาหลายชั่วอายุคน ในที่สุดพวกเขาก็ได้พบเบาะแสบางอย่าง
บรรพบุรุษท่านแรกของเผ่าสวรรค์เคยทิ้งวิธีทำลายคำสาปนี้เอาไว้
โดยต้องให้คนของเผ่าสวรรค์ที่สายเลือดเกิดการเปลี่ยนแปลงเข้าไปยังหอบรรพชน
จากนั้นให้ใช้ร่างเป็นเครื่องบูชายัญ ปลุกค่ายกลโบราณค่ายกลหนึ่งขึ้นมา
หลังจากที่คนในเผ่าสวรรค์ได้รับการชำระล้างจากพลังของค่ายกลโบราณนี้แล้ว ก็จะสามารถขจัดคำสาปบนกายได้ และขจัดความโชคร้ายนี้ได้ด้วย
ตู๋กูชิงเฟิงแม้จะขึ้นมาจากโลกเบื้องล่าง ทว่ากลับเป็นคนในเผ่าสวรรค์เพียงผู้เดียวที่สายเลือดเกิดการเปลี่ยนแปลง นับตั้งแต่อดีตตลอดหลายล้านปีมานี้
ดังนั้นเพื่อให้ความปรารถนาสุดท้ายของตู๋กูชิงเฟิงเป็นจริง
ผู้แข็งแกร่งของเผ่าสวรรค์แทบทั้งหมด และแม้กระทั่งเหล่าบรรพบุรุษที่เก่งกาจ ล้วนยอมออกฌานมา
เพื่อตามหาเย่ฉางชิงแทนตู๋กูชิงเฟิง และพาเขากลับมายังเผ่าสวรรค์
แต่สิ่งที่เหนือความคาดหมายนั่น ก็คือ เย่ฉางชิงกลับเป็นผู้ที่น่าเหลือเชื่อยิ่งนัก
หากเย่ฉางชิงรู้ว่าตู๋กูชิงเฟิงต้องใช้ร่างของตนในการบูชายัญ เพื่อขจัดคำสาปบนกายให้คนในเผ่าสวรรค์ หากเขาเกิดโมโหขึ้นมา จะทำลายเผ่าสวรรค์ทิ้งหรือไม่ ?
จนเวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม
อวิ๋นจงเอี้ยนก็มายังหน้าตำหนักลอยฟ้าที่สูงตระหง่านหลังหนึ่ง
ในตอนนั้นเอง หัวหน้าเผ่า เหล่าผู้อาวุโสสูงสุด รวมถึงเหล่าบรรพบุรุษของเผ่าสวรรค์ก็ได้มารออยู่นานแล้ว
เพียงแต่สีหน้าของพวกเขาในเวลานี้ มิได้ต่างไปจากอวิ๋นจงเอี้ยนเท่าไรนัก แต่ละคนต่างเต็มไปด้วยความโศกเศร้า
“ท่านบรรพบุรุษ ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว”
เมื่อเห็นอวิ๋นจงเอี้ยนปรากฏกายขึ้นที่ด้านนอกตำหนักลอยฟ้า
ทุกคนที่อยู่ภายในตำหนักต่างลุกขึ้นยืนทันที ก่อนจะเดินเข้าไปต้อนรับ
อวิ๋นจงเอี้ยนมองทะเลหมอกที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา และนิ่งเงียบอยู่เยี่ยงนั้นพักใหญ่ ก่อนจะหมุนกายเดินเข้ามาภายในตำหนัก
“จงเอี้ยน เกิดอันใดขึ้นกับตาเฒ่าอวิ๋นหัวฉางกันแน่ ? ”
ชายชราใบหน้าซูบผอมที่มีผมและหนวดขาวโพลนผู้หนึ่งค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ก่อนจะเอ่ยถามอวิ๋นจงเอี้ยน “จิตวิญญาณถูกทำลาย มิเหลือแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว”
“อิทธิฤทธิ์เช่นนี้ข้ามิเคยพบเคยเห็นมาก่อนจริง ๆ ”
ได้ยินดังนั้น ทุกคนต่างก็มีสีหน้าสงสัยเช่นกัน ก่อนจะลอบส่งสายตาสื่อสารกัน จากนั้นก็หันไปทางอวิ๋นจงเอี้ยนที่ค่อย ๆ นั่งลง
อวิ๋นจงเอี้ยนนั่งลงบนเก้าอี้ตัวแรก พร้อมกวาดสายตามองทุกคน ก่อนจะตอบกลับนิ่ง ๆ ว่า “มิมีอันใด”
“ก่อนหน้านี้เป็นเพราะมิเคารพท่านเย่ สุดท้ายจึงจมลงไปในมหามรรคาหยินหยางที่แฝงอยู่ในกลหมากเข้า จึงทำให้จิตวิญญาณแตกสลาย”
เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้น ภายในตำหนักอันกว้างใหญ่พลันไร้ซึ่งเสียงใด ๆ บรรยากาศอึมครึมเป็นอย่างมาก
เวลาผ่านไปหนึ่งเคอ
ชายชราอีกผู้หนึ่งที่อบอวลไปด้วยไอมรณะส่งเสียงไอเบา ๆ พลางเอ่ยอย่างไร้เรี่ยวแรงว่า “จงเอี้ยน เจ้าเดินทางมากับท่านเย่ผู้นั้น คงได้เห็นอิทธิฤทธิ์ของเขามาบ้างแล้วกระมัง ? ”
อวิ๋นจงเอี้ยนเอ่ยอย่างมิคิดทันทีว่า “ข้ายังเคยประมือกับท่านเย่อีกด้วย”
“แต่โชคยังดีที่ข้าเอ่ยชื่อชิงเฟิงออกไป จึงทำให้ท่านเย่ยั้งมือได้ทัน มิเช่นนั้นจุดจบของข้าคงมิต่างอันใดกับอวิ๋นหัวฉางเป็นแน่ ! ”
ทันใดนั้น ภายในตำหนักที่มีแสงสลัว ๆ ก็เกิดความเงียบขึ้นอีกครั้ง……