เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 569 พบตู๋กูชิงเฟิงอีกครั้ง
ตอนที่ 569 พบตู๋กูชิงเฟิงอีกครั้ง
ได้ยินดังนั้น เย่ฉางชิงที่กำลังเตรียมจะจากไปก็ชะงัก ก่อนจะหยุดลงกะทันหัน
‘นี่มันอันใดกัน ! ’
‘สู้มิได้ก็จะมาขอเป็นศิษย์เยี่ยงนั้นหรือ ? ’
‘ก่อนหน้านี้ทั้งจองหองอวดดี’
‘หากมิใช่เพราะความแตกฉานในวิถีกระบี่ของข้าเหนือกว่าเจ้า วันนี้ข้ามิต้องกลายเป็นผีใต้คมกระบี่ของเจ้าหรอกหรือ ? ’
‘โชคดีที่ข้ามิได้เป็นคนโหดเหี้ยม มิเช่นนั้นแล้วต่อให้เห็นแก่หน้าของชิงเฟิง ข้าคงทำลายตบะบารมีและรากฐานเต๋าของเจ้าไปแล้ว’
‘และการที่เจ้ายังอยู่รอดปลอดภัยอยู่ตรงนี้ ก็นับว่าเป็นความโชคดีในความโชคร้ายมากพอแล้ว’
‘ทว่ากลับยังคิดเพ้อฝัน อยากให้ข้ารับเจ้าเป็นศิษย์อีกงั้นหรือ ? ’
‘พอได้แล้ว ! ’
คิดได้ดังนั้น เย่ฉางชิงก็มิได้เผยสีหน้าใด ๆ ออกมา เพียงแค่หันไปส่ายหน้าให้กับอวิ๋นเหอ
“ต้องขออภัย เพราะคุณสมบัติวิถีกระบี่ของเจ้ายังมิดีพอ”
จากนั้นเย่ฉางชิงก็โรยตัวลงมาด้านล่างทันทีอย่างมิลังเล
ทว่าหลังจากได้ยินคำวิจารณ์เช่นนั้นจากเย่ฉางชิง
อวิ๋นเหอก็สะดุ้งน้อย ๆ พลันมีสีหน้าหดหู่และท้อแท้สิ้นหวังในทันที
ความแตกฉานในวิถีกระบี่ของเย่ฉางชิงน่ากลัวเพียงใด เขาย่อมรู้ดีแก่ใจ
เดิมทีเขาคิดว่ากระบวนท่านี้เพียงพอที่จะทำให้ผู้แข็งแกร่งระดับเซียนเจ็บหนักปางตายได้ หรือแม้แต่ผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทานระดับเทพพิภพเองก็อาจบาดเจ็บได้เช่นกัน
ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับเย่ฉางชิง กลับมิสามารถทำอันใดคนผู้นี้ได้เลยแม้แต่นิดเดียว
มิเพียงเท่านั้น อีกฝ่ายยังใช้ไอกระบี่เช่นเดียวกันโต้กลับมาอีกด้วย
อีกทั้งยังใช้ไอกระบี่ทะลวงท้องนภาได้ไกลหลายหมื่นลี้ ความแตกฉานในวิถีกระบี่เช่นนี้ เป็นครั้งแรกที่ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองเหมือนกบในกะลาตัวหนึ่งเท่านั้น
มิหนำซ้ำเย่ฉางชิงยังบอกอีกว่าคุณสมบัติในวิถีกระบี่ของเขานั้นยังดีมิพอ
คิดถึงตรงนี้ อวิ๋นเหอก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาราวกับคนเสียสติ
“ฮ่า ๆ ……ฮ่า ๆ ……”
“ข้าอวิ๋นเหอนับตั้งแต่บำเพ็ญเพียรมา ก็บำเพ็ญเพียรสุดยอดวิถีกระบี่มาโดยตลอด ยิ่งไปกว่านั้นยังใช้วิถีกระบี่เอาชนะคนรุ่นเดียวกันได้ทั้งหมด”
“ทว่าบัดนี้ผู้แข็งแกร่งวิถีกระบี่ที่แท้จริงท่านนี้ กลับบอกว่าคุณสมบัติวิถีกระบี่ของข้ายังดีมิพอ และมิมีคุณสมบัติที่จะเป็นศิษย์ของเขาได้”
“น่าขัน ช่างน่าขันยิ่งนัก……”
อวิ๋นเหอผมเผ้ายุ่งเหยิง ขอบตาแดงก่ำ พร้อมทั้งเงยหน้าขึ้นหัวเราะราวกับคนเสียสติ
ขณะเดียวกัน ไอพลังบนกายก็เริ่มปั่นป่วนราวกับธาตุไฟเข้าแทรกก็มิปาน
เห็นดังนั้น คนในเผ่าสวรรค์ที่ยืนอยู่ด้านล่างต่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที ก่อนจะทยอยพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า ราวกับฝูงตั๊กแตนก็มิปาน
พวกเขาต่างรู้ดีว่าตอนนี้อวิ๋นเหอเป็นอันใดไป
เพราะนี่เป็นสัญญาณของคนที่จิตใจแตกสลาย และธาตุไฟเข้าแทรก !
แม้วันนี้อวิ๋นเหอจะพ่ายแพ้อย่างราบคาบ ทว่าเยี่ยงไรซะเขาก็เป็นอัจฉริยะที่ไร้เทียมทานของเผ่าสวรรค์ที่หาได้ยากยิ่ง !
หากต้องมาดับสูญเช่นนี้ นี่ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของเผ่าสวรรค์เลยก็ว่าได้ !
“อวิ๋นเหอมิได้นะ ! ”
“ใช่แล้ว ผู้อาวุโสท่านนั้นแท้จริงแล้วเป็นผู้ใดกันแน่ พวกเราเองก็ยังมิสามารถคาดเดาได้ เจ้าแพ้ให้กับเขาก็มิใช่เรื่องน่าอายอันใด”
“อวิ๋นเหอ มิง่ายเลยที่เผ่าสวรรค์จะฝึกฝนอัจฉริยะที่ไร้เทียมทานเช่นเจ้าขึ้นมาได้ ดังนั้นเจ้าต้องคิดถึงครอบครัวและคนที่รักเจ้าให้มาก ๆ ห้ามทำเรื่องโง่ ๆ เป็นอันขาดนะ ! ”
“เสี่ยวเหอ เจ้าอย่าเหลวไหลเป็นอันขาด แม้วันนี้เจ้าจะพ่ายแพ้แต่มันมิใช่ความผิดของเจ้า ! ”
“……”
“……”
ทันใดนั้น ท้องฟ้าด้านบนก็มีเสียงเกลี้ยกล่อมของเหล่าผู้อาวุโสเผ่าสวรรค์ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เสียงของพวกเขาดังกึกก้องไปทั่วทั้งท้องฟ้ามิหยุด
มิกี่อึดใจต่อมา
อวิ๋นเหอจู่ ๆ ก็ชะงักฝีเท้าลง ก่อนที่จะหันกลับมา
ทว่าใบหน้าที่หล่อเหลานั้นมิเพียงซีดเซียวจนน่าตกใจ ทว่าทวารทั้งเจ็ดยังมีเลือดไหลออกมาอีกด้วย
“ผู้อาวุโสสูงสุด ท่านหัวหน้าเผ่า ผู้อาวุโสทุกท่าน พวกท่านมิต้องเอ่ยอันใดอีกแล้ว”
อวิ๋นเหอส่ายหน้าไปมามิหยุด พลางเอ่ยอย่างสิ้นหวังด้วยเสียงสะอื้นว่า “เรื่องราวหาได้ง่ายดายดั่งเช่นที่พวกท่านคิดไม่ จิตเต๋าของข้าแตกสลายลงแล้ว เกรงว่าทั้งชีวิตนี้คงยากที่จะประสบความสำเร็จได้อีก”
“แทนที่จะอยู่ไปวัน ๆ ราวกับคนตายทั้งเป็นนับจากนี้ ข้า อวิ๋นเหอ ยอมตายเสียตั้งแต่วันนี้ยังจะดีซะกว่า……”
เอ่ยเพียงเท่านั้น สายตาของอวิ๋นเหอก็ก้มลงไปมองเย่ฉางชิงที่อยู่ด้านล่าง
“จิตเต๋าของข้าแตกสลายบางทีอาจเป็นเพราะเส้นทางที่ผ่านมาราบรื่นจนเกินไป ทำให้เมื่อได้พบกับผู้อาวุโสท่านนี้ ผลกรรมที่มิอาจแก้ไขได้จึงตามสนองข้า”
“หากชีวิตของข้าเต็มไปด้วยขวากหนาม บางทีอาจมิเป็นเช่นในวันนี้ ดังนั้นจงใช้การตายของข้าในวันนี้ย้ำเตือนคนรุ่นหลัง มิว่าคุณสมบัติวิถีเซียนจะสูงส่งเพียงใด ก็ควรรักษาจิตใจของตนเอาไว้ให้ได้”
เอ่ยเพียงเท่านั้น อวิ๋นเหอก็ก้าวออกไปหนึ่งก้าว ก่อนร่างทั้งร่างจะระเบิดออกเป็นชิ้น ๆ และสุดท้ายก็กลายเป็นเพียงหมอกเลือดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
ทันใดนั้น ทั้งบนท้องฟ้าและบนพื้นดินต่างเงียบงัน ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความโศกเศร้าอย่างที่สุด
โดยเฉพาะเหล่าผู้อาวุโสที่สนิทสนมกับอวิ๋นเหอ ยิ่งอดมิได้ที่จะปิดหน้าร้องไห้ออกมา
“คิดมิถึงว่าคนผู้นี้จะดื้อรั้นถึงเพียงนี้ ดูท่าเส้นทางบำเพ็ญเพียรก่อนหน้านี้คงจะพบเจออุปสรรคน้อยเกินไปจริง ๆ ”
เย่ฉางชิงปรายตามองอวิ๋นจงเอี้ยนเล็กน้อย พลางทอดถอนใจออกมาเบา ๆ
เขาเองก็คิดมิถึงจริง ๆ ว่าอวิ๋นเหอจะเลือกจบชีวิตตนเองเช่นนี้
คำเอ่ยของเขาก่อนหน้านี้ เพียงแค่ต้องการเตือนสติอวิ๋นเหอเท่านั้น เพราะก่อนหน้านี้เขาจองหองเกินไป แต่สุดท้ายอีกฝ่ายกลับเลือกที่จะจบชีวิตลง
ผู้ที่เป็นอัจฉริยะจิตใจล้วนอ่อนแอ และเปราะบางมากจริง ๆ
บางครั้งเพียงแค่คำเอ่ยประโยคเดียวก็สามารถสั่นคลอนจิตใจ จนทำให้แตกสลายได้แล้ว
ตอนนั้นเอง
“ท่านเย่ แม้ว่าพรสวรรค์ของอวิ๋นเหอจะแข็งแกร่งก็จริง ถึงขนาดเอ่ยได้ว่าโดดเด่นที่สุดเท่าที่เคยมีมาก็ว่าได้”
อวิ๋นจงเอี้ยนถอนสายตากลับมาช้า ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงอันเย็นชาว่า “ทว่านับตั้งแต่ที่เขาบำเพ็ญเพียรมา ข้าหาได้มองว่าเหนือผู้อื่นไม่”
“เพราะก่อนที่ผู้มีพรสวรรค์สูงส่งจะเติบโตขึ้นอย่างสมบูรณ์ เยี่ยงไรซะก็มิแตกต่างอันใดจากคนอื่น ๆ และผลการประลองในวันนี้ของเขา ข้าเองก็คาดเอาไว้อยู่แล้ว”
ได้ยินดังนั้น เย่ฉางชิงก็สบตากับอวิ๋นจงเอี้ยนเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าและเอ่ยว่า “ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เช่นนั้นเจ้าพาข้าไปพบชิงเฟิง……มิใช่ ไปพบอวิ๋นซีเถอะ”
อวิ๋นจงเอี้ยนพยักหน้ารับ ทว่าก็อดมิได้ที่จะหันไปสบตากับหนิงซู่ซู่ที่นิ่งเงียบมาโดยตลอด
ในที่สุดหนิงซู่ซู่ก็เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า “ฉางชิง เจ้ากับคุณหนูอวิ๋นท่านนั้นมิได้พบกันมานาน วันนี้ข้าขอมิไปกับเจ้านะ”
เย่ฉางชิงนิ่งเงียบอยู่สักพัก ก่อนจะพยักหน้ารับ “ก็ดีเหมือนกัน วันหน้ายังอีกยาวไกล ค่อยพบกันก็ยังมิสาย”
จากนั้นด้วยการจัดการของอวิ๋นจงเอี้ยน หัวหน้าเผ่าสวรรค์จึงเป็นผู้พาหนิงซู่ซู่ไปพักผ่อน
และอวิ๋นจงเอี้ยนก็ได้นำทางเย่ฉางชิงโดยเหาะขึ้นฟ้าไป ตลอดทางพวกเขาได้เหาะผ่านสิ่งก่อสร้างโบราณมากมาย จนสุดท้ายก็ได้มาถึงแดนโบราณลึกลับแห่งหนึ่ง
ที่นี่อบอวลไปด้วยหมอกอันหนาทึบ และมีทะเลสาบอันเงียบสงบตั้งอยู่
บนท้องฟ้าเหนือทะเลสาบมีแผ่นหินขนาดต่าง ๆ จำนวนมากมายที่ส่องแสงเจิดจ้า กระจัดกระจายเต็มไปหมด
ราวกับเป็นค่ายกลโบราณขนาดใหญ่ที่ปกคลุมเหนือทะเลสาบเอาไว้ โดยแผ่นหินเหล่านี้ก็ถูกยกขึ้นด้วยค่ายกลโบราณเช่นกัน เพื่อให้ผู้คนได้ใช้บำเพ็ญเพียร
เห็นได้ชัดว่าปราณวิญญาณของที่นี่หนาแน่นเป็นอย่างมาก และต้องเป็นสถานที่ในการบำเพ็ญเพียรที่ยอดเยี่ยมแห่งหนึ่งเป็นแน่
“ท่านเย่ อวิ๋นซีเข้าฌานอยู่ที่นี่เจ้าค่ะ”
เมื่อมาถึงด้านนอก
จู่ ๆ อวิ๋นจงเอี้ยนก็หยุดลง พร้อมเอ่ยขึ้น
สิ้นเสียง แม้เย่ฉางชิงจะมิเผยสีหน้าใด ๆ ออกมา ทว่าภายในกลับอดมิได้ที่จะเต้นระรัวขึ้นมา
“ชิงเฟิง……”
เย่ฉางชิงมองไปข้างหน้าด้วยแววตาที่สับสนและลังเลอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยเรียกขึ้นเบา ๆ
ขณะเดียวกัน บนแผ่นหินยักษ์แผ่นหนึ่งที่มีหมอกหนาทึบปกคลุมเอาไว้มีร่างอรชรร่างหนึ่งกำลังนั่งสมาธิอยู่ รอบกายของนางอบอวลไปด้วยแสงสีม่วง วงแสงด้านหลังหมุนวนช้า ๆ บนกายยังปล่อยคลื่นแสงเป็นชั้น ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องอีกด้วย
ทว่าตอนนั้นเองนางถึงกับสะดุ้งขึ้นมาสุดตัว นัยน์ตาหงส์คู่นั้นพลันลืมขึ้น