เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 607 ท่านเย่กำลังเดินทางไปเส้นทางโบราณ
ตอนที่ 607 ท่านเย่กำลังเดินทางไปเส้นทางโบราณ
เพียงพริบตา
วันต่อมาก็มาถึง
เมื่อเส้นขอบฟ้าค่อย ๆ สว่างขึ้นจนเป็นสีขาวราง ๆ
พวกเย่ฉางชิงก็เก็บข้าวเก็บของ จากนั้นก็ได้ออกเดินทางทันที
ทว่าเมื่อพวกเขาก้าวเท้าออกมาจากประตูเรือน ก็พบว่าสองข้างถนนหน้าประตูบ้านแต่ละหลัง มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่เหมือนมายืนรออยู่นานแล้ว
เมื่อเห็นภาพเช่นนี้ เย่ฉางชิงก็ชะงักงัน กระแสอบอุ่นบางอย่างแล่นเข้าสู่หัวใจ
และมิได้มีเพียงแค่เย่ฉางชิงเท่านั้น ทว่าคนอื่น ๆ ต่างก็เผยสีหน้าสับสนออกมาเช่นกัน
เทียบกับเย่ฉางชิงแล้ว พวกเขาล้วนอยู่มาเนิ่นนาน จนลืมความรู้สึกเช่นนี้ไปนานมากแล้ว
เพราะเหตุนี้จึงทำให้หัวใจที่เย็นชามานานของพวกเขาค่อย ๆ หลอมละลายลง
มิเพียงเท่านั้นแม้พวกเขาจะรู้สึกได้ราง ๆ ว่าจิตใจของตนเหมือนจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น มิใช่การบรรลุ แต่เป็นการพัฒนาอย่างหนึ่งมากกว่า
ความรู้สึกเช่นนี้จะอธิบายออกมาเช่นไรดี ?
เป็นการพัฒนาจากรูปแบบหนึ่งไปสู่รูปแบบหนึ่งเยี่ยงนั้นหรือ ?
มิใช่สิ ควรจะเรียกว่าเป็นการกลับคืนสู่จิตใจดั้งเดิมมากกว่า !
หลังจากที่นิ่งเงียบอยู่พักใหญ่ เย่ฉางชิงก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ จากนั้นก็เดินตรงไปด้านหน้า
ส่วนคนที่เหลือต่างสบตากันด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเดินตามหลังไป
“พี่จ้าว เสี่ยวหมิงยังเด็ก ท่านและอาซ้อมิเห็นต้องให้เขาตื่นแต่เช้าเช่นนี้เลย”
“ท่านเย่ ท่านมิรู้อันใด”
“ปกติเจ้าเด็กคนนี้ปลุกเยี่ยงไรก็มิยอมตื่น แต่วันนี้กลับตื่นเองตั้งแต่เช้า บอกว่ากลัวจะมิได้พบกับท่านอีก”
“เสี่ยวหมิง ดูท่าเจ้าคงจะโตขึ้นแล้วจริง ๆ แต่เจ้ายังต้องจำเอาไว้ว่าผู้ที่เรียนรู้สิ่งใหม่จากความรู้เดิมได้ จึงจะสามารถเป็นครูได้”
เย่ฉางชิงลูบศีรษะเล็กเบา ๆ พลางเอ่ยด้วยท่าทางจริงจัง
ทว่าทันทีที่สิ้นเสียง เหล่าคนที่ยืนอยู่ทางด้านหลังของเย่ฉางชิง ต่างก็ต้องสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ทันที
เพราะมนุษย์ธรรมดามิสามารถมองเห็นลำแสงระยิบระยับที่ส่องลงมาจากฟ้า และหายเข้าในศีรษะของเด็กคนนี้ได้
หลังจากผ่านไปมิกี่อึดใจ บนศีรษะของเด็กคนนี้ก็เกิดวงแสงขึ้น
เหมือนมีสัตว์เทพตัวหนึ่งยืนที่ไหนสักแห่ง กำลังแผ่ลำแสงที่นวลตาออกมา
‘นี่มัน ! ! ! ’
‘นายท่านกำลังทำอันใดกันแน่ ! ’
‘ประทานพรงั้นหรือ ? ’
‘ใช่แล้ว ! ’
‘นี่เป็นการประทานพร ! ’
‘การนำจิตแท้มหามรรคาหนึ่งในสามพันวิถี ผสานเข้าไปในจิตวิญญาณของเด็กคนนั้น’
‘จากนั้นก็ใช้พลังแห่งโชคปกคลุมเด็กคนนั้นเอาไว้ ก็จะทำให้จิตแท้มหามรรคามิสามารถจางหายไปได้’
‘ดังนั้นขอเพียงเด็กคนนี้โตเป็นผู้ใหญ่และเริ่มบำเพ็ญเพียร ภายภาคหน้าจะต้องกลายเป็นหนึ่งในผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน’
ตอนนั้นเอง ราชันทมิฬก็ฉีกยิ้มออกมา พลางหันไปถามอย่างสงสัยว่า “พี่ต้นไม้ ตอนที่นายท่านอยู่เมืองเสี่ยวฉือ เหมือนมิเคยมอบวาสนาที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ให้เจ้าเด็กพวกนั้นกระมัง ? ”
เทพหลิวเอ่ยตอบเสียงเรียบว่า “พวกเขาอยู่ข้างกายนายท่านมานาน อีกทั้งเมืองเสี่ยวฉือก็ถูกปกคลุมไปด้วยไอพลังมหามรรคาต่าง ๆ วาสนาของพวกเขาเทียบกับเด็กคนนี้แล้วจะต้องมากกว่าอย่างแน่นอน”
ราชันทมิฬพยักหน้าและเอ่ยว่า “จำได้ว่าก่อนที่ข้าจะขึ้นมา เจ้าเด็กพวกนั้นเหมือนจะโตเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว”
“พวกเขาแต่ละคนมีคุณสมบัติสูงส่ง การรู้แจ้งเป็นเลิศ อายุมิเท่าไรก็สามารถต่อกรกับสิ่งมีชีวิตโบราณในแดนต้องห้ามได้แล้ว อีกทั้งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียนเองก็กลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในการบำเพ็ญเพียรที่แข็งแกร่งที่สุดของโลกเบื้องล่างไปแล้ว”
“แต่หากนับตามเวลาแล้ว พวกเขาคงใกล้ที่จะขึ้นมาบนนี้แล้วกระมัง ? ”
จากนั้นเทพหลิวก็มิได้กล่าวสิ่งใดอีก เพียงแค่เดินตรงไปเท่านั้น
ทว่าเวลานี้เมื่อหนิงซู่ซู่รวมถึงจ้าวปีศาจทั้งสามได้ยินคำกล่าวเหล่านั้น ต่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างอดมิได้
‘เย่ฉางชิงมอบโอกาสและวาสนายิ่งใหญ่เช่นนี้ มิเกรงกลัวว่าจะถูกมหามรรคาครอบงำเลยเยี่ยงนั้นหรือ ? ’
‘อีกอย่างเขามอบโอกาสและวาสนาที่สูงส่งมากมายเช่นนี้ให้คนธรรมดาไปเพื่ออันใดกันแน่ ? ’
‘เพียงแค่บังเอิญ ? ’
‘แค่รู้สึกสนุกชั่วครั้งชั่วคราว ? ’
‘เป็นไปมิได้ ! ’
‘เป็นไปมิได้เด็ดขาด ! ’
ตอนนั้นเองเย่ฉางชิงก็ร่ำลาชาวบ้านบนถนนทั้งเส้นทีละคน ๆ ท่ามกลางสายตาของเหล่าผู้ติดตาม
ขณะเดียวกัน ก็ได้มอบสุดยอดโอกาสและวาสนาให้แก่บรรดาเด็กน้อยทีละคนอีกด้วย
จนเวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม
กลุ่มของเย่ฉางชิงก็ได้เดินออกมาจนถึงนอกเมืองโบราณเทียนซิน ก่อนจะหยุดอยู่ที่หน้าประตูเมืองอันสูงตระหง่าน
จู่ ๆ เย่ฉางชิงก็หยุดฝีเท้าลง แล้วหันไปมองตัวอักษรโบราณที่ติดอยู่บนประตูเมือง
“เมืองเทียนซิน ชื่อนี้ฟังดูฮึกเหิมมากเกินไปหน่อย ในโลกฝึกเซียนเช่นนี้ยากนักที่จะมีเมืองที่ห่างไกลและสงบเงียบเช่นนี้อยู่”
“ดังนั้นข้าคิดว่าควรจะเปลี่ยนชื่อเมืองเทียนซินเป็น เมืองฟานเฉิง น่าจะดีกว่า”
ต่อมาเย่ฉางชิงก็เอ่ยอย่างครุ่นคิดว่า “ดินแดนอันบริสุทธิ์ของโลกมนุษย์ เมืองฟานเฉิงที่ไร้ซึ่งผู้บำเพ็ญเพียร พลังปราณมิอาจกล้ำกราย มหามรรคามิอาจชอนไช / แทรกแซงเข้าไปได้”
เอ่ยถึงตรงนี้ เย่ฉางชิงก็หันไปกวาดตามองทุกคนที่มีสีหน้าสงสัย จากนั้นก็เพ่งสมาธิ ทำให้อักษรโบราณด้านบนประตูเมืองพลันเปลี่ยนไปทันที
มินานอักษรโบราณที่เปี่ยมไปด้วยพลังก็ปรากฏสู่สายตาอีกครั้ง
อีกทั้ง เย่ฉางชิงยังได้ผสานตราประทับของตนเองเข้าไปในอักษรคำนี้ด้วย
ก่อนจะใช้เพียงแค่ความคิดสร้างค่ายกลขนาดใหญ่ค่ายกลหนึ่งขึ้นมา ปกคลุมเมืองฟานเฉิงที่ไร้ซึ่งผู้บำเพ็ญเพียรแห่งนี้เอาไว้
“เสี่ยวหง พวกเราออกเดินทางกันเถอะ”
เย่ฉางชิงหันไปมองจ้าวปีศาจคิ้วแดง พร้อมกับเอ่ยขึ้นพลางยกยิ้มออกมา
จ้าวปีศาจคิ้วแดงจึงรีบเพ่งสมาธิ รอบกายลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงสีแดงฉาน ก่อนที่ร่างจะระเบิดออกกลายเป็นร่างเดิมอันใหญ่โต และแทบจะปิดฟ้าบังตะวันได้ภายในพริบตา
ส่วนเย่ฉางชิงกุมมือบางของหนิงซู่ซู่เอาไว้ จากนั้นทั้งสองก็ยิ้มให้กันเล็กน้อย ก่อนจะกระโจนขึ้นไปพร้อม ๆ กัน
คนที่เหลือเห็นดังนั้น ก็ตามหลังไปติด ๆ
“เสี่ยวหง เป้าหมายคือเส้นทางโบราณ”
เย่ฉางชิงและหนิงซู่ซู่ยืนอยู่บนศีรษะขนาดใหญ่ของจ้าวปีศาจคิ้วแดง
ลมพัดผ่านจนผมยาวสลวยของเขาปลิวไสวอย่างรุนแรง ดูฮึกเหิมยิ่งนัก
สิ้นเสียง จ้าวปีศาจคิ้วแดงที่อยู่ในร่างเดิมก็คำรามขึ้นมาเสียงดังลั่น ก่อนจะเหาะลงไปทางใต้ด้วยความรวดเร็วทันที……
ขณะเดียวกัน ในส่วนลึกของวังโจว
ที่นี่กลับเต็มไปด้วยความโกลาหล
รอยแยกอันน่ากลัวมากมายกระจัดกระจายไปทั่ว พลังปราณอันรุนแรงแผ่ออกมามิหยุด
ลำแสงเจิดจ้าหลายสายพุ่งขึ้นจากด้านล่างอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตรงที่มีแสงสลัว ๆ กลับมองเห็นได้อย่างชัดเจน และลุกโชนราวกับเปลวไฟก็มิปาน
ภายใต้กลุ่มเมฆทะมึน
หลี่เสวียนเทียนที่รอบกายปกคลุมไปด้วยแสงระยิบระยับ ยังทำการโจมตีลงมาเบื้องล่างอย่างต่อเนื่อง ราวกับเทพสงครามในตำนานก็มิปาน
และตอนนี้หลี่เสวียนเทียนก็เหมือนจะสัมผัสได้ถึงอันใดบางอย่าง ดังนั้นจึงหยุดสิ่งที่ทำอยู่ลงทันที
‘ห๊ะ ! ’
‘พวกท่านเย่กำลังจะไปเส้นทางโบราณแล้วเยี่ยงนั้นหรือ ? ’
‘แต่กว่าสิ่งมีชีวิตต้องห้ามผู้นี้จะทะลวงข้อต้องห้ามได้สำเร็จ ต่อให้โจมตีที่นี่อย่างต่อเนื่องโดยมิหยุดพัก เกรงว่าอย่างน้อยคงต้องใช้เวลาอีกกว่าครึ่งเดือน’
‘และด้วยฝีมือที่ไร้เทียมทานของท่านเย่ ต่อให้บนเส้นทางโบราณจะมีกลสังหารและสิ่งอัปมงคลมากมาย แต่จะสามารถรั้งเขาเอาไว้ได้เยี่ยงนั้นหรือ ? ’
‘ต่อให้อีกครึ่งเดือนสิ่งมีชีวิตต้องห้ามผู้นี้จะสามารถทะลวงข้อต้องห้ามได้สำเร็จ มิแน่ท่านเย่อาจจะขึ้นไปยังแดนเซียนโบราณแล้ว’
‘เช่นนั้นสิ่งมีชีวิตต้องห้ามผู้นี้จะเกรี้ยวกราดจนทำลายสวรรค์บูรพาหรือไม่ ? ’
‘พูดยาก ! ’
‘เฮ้อ ! ’
‘เป็นข้าช่างลำบากยิ่งนัก ! ’
‘แม้จะเป็นเจ้าผู้ปกครองสวรรค์บูรพาแห่งนี้ ควบคุมความเป็นความตายของสรรพสิ่งได้’
แต่ต่อหน้าท่านเย่และสิ่งมีชีวิตต้องห้ามผู้นี้แล้ว ข้ากลับเป็นเพียงคนที่ทั้งสองสามารถสังหารได้เพียงพลิกฝ่ามือเท่านั้น
ระหว่างที่หลี่เสวียนเทียนรู้สึกหดหู่ และเต็มไปด้วยความท้อแท้ใจนั้น
เสียงที่หมดความอดทนของสิ่งมีชีวิตต้องห้ามผู้นั้นก็ดังขึ้นมาจากด้านล่าง
“เด็กน้อย เหตุใดจู่ ๆ เจ้าถึงหยุดลงเล่า ? ”
หลี่เสวียนเทียนเม้มริมฝีปากเล็กน้อย พลางเอ่ยอย่างจนใจว่า “ผู้อาวุโส ท่านเย่กำลังเดินทางไปเส้นทางโบราณแล้วขอรับ”